บทที่ 22 หอพักหญิงถูกดัดแปลงเป็ศาลาไว้อาลัย
หลังจาก ‘ฉันอยากจะดูโลกภายนอกบ้างนะ’ ไลฟ์เสร็จแล้วก็ไม่รีรอ ตัดการเชื่อมต่อ ในขณะที่เธอกำลังขอบคุณผู้ชมที่ส่งของขวัญมาให้ เจียงชิงฉือก็ได้เชื่อมต่อสายกับฉินเจว๋แล้ว
ฉินเจว๋ร้องโวยวายด้วยความใ "มันไหม้แล้ว! กระดาษยันต์ของผมไหม้แล้ว! ทำยังไงดี? ผมควรทำยังไงดีพี่สะใภ้! ผมกำลังจะตายใช่ไหม? ย่าทวดจะมารับฉันแล้วใช่ไหม!"
ฉินเจว๋ร้องโวยวายอย่างบ้าคลั่ง
"ใจเย็น ๆ ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน?"
"ผมไม่รู้! มันมืดมาก! ที่นี่มืดมาก! แถมยังมีกลิ่นเหม็นคาวด้วย ผมมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง! ผมออกไปไม่ได้ด้วย ทำยังไงดี ทำยังไงดีพี่สะใภ้! ผมมาอยู่ในนรกแล้วหรือเปล่า มันน่ากลัวโคตร ๆ เลย!"
"บอกสถานที่มาสิ มหาวิทยาลัยหรือที่ไหน?"
"มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย! หอพักนักเรียนหญิงห้อง 304!"
เจียงชิงฉือได้รับข้อความส่วนตัวจากคนที่ใช้ชื่อว่า "บัญชีรอง" ส่งที่อยู่ของมหาวิทยาลัยมาให้
เมื่อเธอเปิดแผนที่นำทางดู มีทั้งข่าวร้ายและข่าวดี ข่าวร้ายคือระยะทางไกลมาก ส่วนข่าวดีคือเส้นทางค่อนข้างเปลี่ยว ทำให้สามารถใช้ยันต์เร่งความเร็วพุ่งตรงไปได้
[ไอ้หนู นายไปวิ่งที่หอพักผู้หญิงทำไมกัน?]
[ใช่ไหมล่ะ เมื่อวานอาจารย์ก็บอกแล้วว่าแฟนหนุ่มของแฟนสาวนายจะมาแย่งร่างนาย นายยังกล้าไปที่หอผู้หญิงอีกเหรอ?]
[เมื่อวานเขาไม่เชื่อนี่ หยิ่งจองหองเหมือนตัวเองเก่งกาจนักหนา สมควรโดนแล้ว!]
"ผมผิดไปแล้ว! ผมยอมรับผิดจริง ๆ! คุณทำนายถูกต้องทุกอย่าง ผมฉี่รดที่นอนตอนประถม และเพราะมีปมในใจเื่ฟันกระต่าย ทำให้ผมเป็โสดมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยตอบรับคำสารภาพรักจากผู้หญิงคนไหน และไม่เคยมีแฟนเลย"
"ผมแค่ไม่ยอมรับและไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูด เพื่อจะพิสูจน์ว่าคุณผิด ผมเลยตั้งใจตอบตกลงคำชวนของเธอและตามเธอกลับหอพัก แถมยังคิดจะพาเธอกลับบ้านด้วย..."
เขาอยากทำให้เจียงชิงฉือเสียหน้าต่อหน้าครอบครัว แต่ไม่คิดว่า…
"ไม่คิดว่าที่หอพักของเธอ..."
เขาร้องไห้ออกมาด้วยความตื่นตระหนก ตัวสั่นเทา ราวกับเพิ่งเห็นเื่ที่น่าสยดสยองมาก
[เกิดอะไรขึ้นที่หอพักของเธอ บอกมาสิ!]
[ทำฉันใจจะขาดแล้ว! นายเป็ผู้ชายตัวโตแท้ๆ พูดให้มันรู้เื่หน่อยสิ!]
[เอ่อ...พี่ชายคนนี้คงไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับฉันใช่ไหม? ห้องพัก 304 นั่น…]
[เฮ้ย! ดูเหมือนว่าฉันไม่ได้คิดไปเองจริง ๆ พอเขาพูดถึงห้อง 304 ฉันก็นึกถึงหอพักที่เคยอยู่ทันที! แม่งเอ๊ย! นั่นมันฝันร้ายของชีวิตฉันเลย!]
[ไม่นะ พวกคุณอย่าพูดแบบนี้สิ ฉันกำลังนอนดูไลฟ์อยู่ในห้อง 304 ตอนนี้ตัวสั่นไปหมดแล้ว]
[เกิดอะไรขึ้น? ทำไมด้านที่เ้าของช่องอยู่มันมืดไปหมดเลย?]
[นั่นเสียงลมพัดใช่ไหม?]
[กล้องสั่นไหวด้วยใช่ไหม? อาจารย์คงไม่ได้คิดจะวิ่งไปที่นั่นหรอกนะ?]
[แล้วจะไปถึงเมื่อไหร่กันล่ะ…]
ฉินเจว๋มองดูยันต์ที่กำลังค่อย ๆ ลุกไหม้อยู่ตรงหน้า ราวกับกำลังมองดูชีวิตของตัวเองที่กำลังจะดับสูญไปทีละน้อย
"ให้พี่ชายของผมไปรับคุณก็ได้ หรือจะนั่งแท็กซี่มาก็ได้! ผมจะให้เงินคุณ หนึ่งล้าน ไม่สิ ผมจะให้สองล้าน! ถ้ารอให้คุณวิ่งมาถึงที่นี่ ผมคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว!"
[เล่าสถานการณ์ที่นั่นให้ฟังก่อนสิ จะได้ให้อาจารย์ของพวกเราเตรียมใจไว้ และคิดหาวิธีระหว่างทาง ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ที่เป็แบบนี้ก็เพราะนายไม่เชื่อใจอาจารย์ของพวกเราั้แ่แรกนั่นแหละ]
[ใช่แล้ว! แล้วคนที่พูดถึงห้อง 304 นั่นด้วย มาหลอกให้อยากแล้วจากไปแบบนี้ได้ไง ถ้ามีเื่อะไรแล้วไม่พูดออกมา ระวังจะปวดท้องนะ!]
[ที่จริงพวกเราก็ไม่รู้ว่าเป็มหาวิทยาลัยเดียวกันหรือเปล่า แต่ที่หอพักหญิงห้อง 304 ของพวกเรา ได้ยินมาว่ามีผู้หญิงประหลาดอาศัยอยู่]
[ไม่ต้องได้ยินมาหรอก มีคนบ้าอาศัยอยู่จริง ๆ นั่นแหละ แต่งตัวประหลาด ๆ ไม่เหมือนคนไม่เหมือนผี แถมยังดัดแปลงห้องให้เป็ห้องไว้อาลัย จุดธูปเผากระดาษเงินกระดาษทองทุกวัน ลองจินตนาการดูสิว่าตอนกลางดึก พอลืมตาตื่นขึ้นมาเจอเพื่อนร่วมห้องนั่งยอง ๆ อยู่หัวเตียง กำลังเผากระดาษพร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่าง จะน่ากลัวขนาดไหน]
[พระเ้า... นี่มันฉากผีหลอกในหอพักหญิงอะไรกันเนี่ย! ถ้าเป็ฉันคงเป็โรคประสาทไปแล้ว]
[ใช่ๆๆ! พวกเราน่าจะเป็เพื่อนร่วมมหาลัยกันนะ ตอนนี้ห้อง 304 มีแค่เธอคนเดียวอยู่ใช่ไหม?]
"ฉัน... เธอ... ห้องของเธอ... ห้องของเธอมันเป็ห้องไว้อาลัย..."
ฉินเจว๋ใและตื่นกลัวจนไม่ทันได้เห็นความคิดเห็นบนหน้าจอสาธารณะ แค่พูดคำสุดท้ายสองคำออกมาก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งศีรษะแล้ว
หลังจากสอบเสร็จ เฉิงหย่าหนิงก็มาหาเขา ถามว่าเขาจะช่วยขนกระเป๋าที่หอพักของเธอได้ไหม เพราะปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว เธอเตรียมตัวจะกลับบ้าน
จริง ๆ แล้วฉินเจว๋ไม่สนิทกับเธอเลย แถมก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แค่รู้ว่ามีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งผมยาวเป็พิเศษ มีผมหน้าม้าปิดตาและดูมืดหม่นตลอดเวลา
แค่ครั้งหนึ่งที่เขาบังเอิญช่วยเธอ ก็โดนเธอตามติดอย่างไม่มีเหตุผลแบบนี้
เธอมักจะเข้ามาหาเขาเป็ระยะ ขอความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่ก็นำของขวัญมาให้
ฉินเจว๋ปฏิเสธมาหลายครั้งแล้ว แต่เธอทำเหมือนไม่เข้าใจภาษาคน
เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอก็สารภาพรักกับเขา ฉินเจว๋ปฏิเสธทันที ไม่ได้อ้อมค้อมแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าเธอจะไม่เข้าใจ
แต่หญิงสาวคนนี้ไม่ได้สนใจเื่นั้นเลย ท่าทางยังคงเหมือนเดิม ฉินเจว๋ถึงขั้นพยายามหลบเลี่ยงเธอ เกือบจะถึงขั้นพูดจาหยาบคายใส่กันแล้ว
ถ้าไม่มีเื่เมื่อวานนี้ เมื่อได้ยินคำขอให้ช่วยขนกระเป๋า เขาคงจะปฏิเสธไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แต่มนุษย์ก็คือกลุ่มคนที่ชอบทำตัวเองให้เดือดร้อนนี่แหละ
เขาตกลงรับปาก
คิดแค่จะกลับไปตบหน้าเจียงชิงฉือแล้วไล่เธอออกจากบ้าน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าถ้าเื่นี้เป็ความจริง เขาควรจะทำอย่างไร
ดังนั้น พอเปิดประตูหอพักเข้าไป เขาก็ถึงกับตาค้าง
คำพูดของเจียงชิงฉือในสมองพลิกกลับ 180 องศา เขาหมุนตัวจะวิ่งหนี แต่เฉิงหย่าหนิงกลับเร็วกว่าและปิดประตูห้องเสียก่อน
"คุณคงไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่รังเกียจและกลัวฉันใช่ไหม?"
เธอก้มหน้าลง แอบมองดูฉินเจว๋อย่างระมัดระวัง
"ครอบครัวของฉันจากไปั้แ่นานแล้ว มันเป็ประเพณีของที่นี่ ถ้าฉันไหว้ทุกวัน พวกเขาก็จะอยู่เคียงข้างฉันตลอดไป"
ฉินเจว๋ได้ยินแล้วรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว
พระเ้าช่วย! หมายความว่าตอนนี้ในห้องนี้นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีผีทั้งครอบครัวอยู่ด้วยงั้นเหรอ!
หลังจากที่เขาถูกเฉิงหย่าหนิงตามติดอยู่ตลอด เขาได้ยินคนพูดว่าเธอไม่มีทั้งพ่อและแม่ เป็คนที่มาจากพื้นที่ห่างไกลในูเาที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ และดูเหมือนว่าจะเป็ชนเผ่าที่หายากด้วย
เธอมีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างจากคนทั่วไป เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างและการยอมรับ ทางมหาวิทยาลัยจึงอนุมัติให้เธออยู่หอพักห้องเดี่ยวเป็กรณีพิเศษ เพื่อเป็การเคารพวัฒนธรรมชนเผ่า
มีคนบอกว่าที่เธอได้อยู่หอพักคนเดียว เป็เพราะเพื่อนร่วมห้องผู้หญิงทุกคนขอย้ายห้อง มีการร้องเรียนไปถึงอธิการบดี จึงได้รับอนุญาตเป็กรณีพิเศษ
ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถึงขนาดนั้น
แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว!
เข้าใจมาก ๆ เลยด้วย!
ใครจะไปคิดว่าวัฒนธรรมพื้นบ้านจะเป็การเอาห้องในหอพักมาดัดแปลงเป็ห้องไว้อาลัยแบบนี้!
ห้องพักที่มีเตียงสองชั้นและโต๊ะสำหรับหกคน นอกจากเตียงสองเตียงที่มีม่านสีดำปิดมิดชิดแล้ว เตียงที่เหลือล้วนแขวนผ้าขาว บนนั้นมีตัวอักษรที่ดูเหมือนสัญลักษณ์ปีศาจเขียนอยู่
หน้าต่างถูกปิดอย่างแ่า พร้อมผ้าม่านสีดำหนาทึบที่ไม่ยอมให้แสงลอดผ่านแม้แต่น้อย
ทั้งห้องมีแต่สีดำกับสีขาว มีเพียงผ้าสีแดงที่วางอยู่บนโต๊ะทุกตัว ไม่รู้ว่าใต้ผ้านั้นคืออะไร
ทำให้หอพักที่มีกลิ่นอายน่าขนลุกอยู่แล้ว ยิ่งดูน่าสยองขวัญมากขึ้นไปอีก
ใครจะอยากนอนในห้องไว้อาลัยทุกวันพร้อมกับิญญาพ่อแม่ของเพื่อนร่วมห้องกันล่ะ!
ฉินเจว๋ขาสั่นไปหมดแล้ว
"คุณจะจุดธูปไหม?"
เฉิงหย่าหนิงเอ่ยเชิญอย่างกระตือรือร้น
"ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่อยากรบกวนลุงกับ...ป้า..."
ฉินเจว๋โบกมือปฏิเสธพร้อมทั้งส่ายหัว ทั่วทั้งร่างแสดงท่าทางปฏิเสธ แต่เฉิงหย่าหนิงไม่ฟังเลยสักนิด
เธอจุดธูปแล้วยัดใส่มือของเขา ก่อนจะพูดพึมพำกับเตียงที่ถูกปิดมิดชิดอยู่เตียงหนึ่ง
"คุณดูสิ เขาหล่อกว่าคนก่อนใช่ไหม? นิสัยก็ดีด้วย เวลามีคนรังแกฉัน เขาก็จะช่วยฉัน เหมือนกับที่คุณเคยทำตอนนั้น ฉันคิดว่าฉันคงชอบเขาจริง ๆ แล้วล่ะ"
ไม่รู้ว่าเป็ความรู้สึกของฉินเจว๋หรือเปล่า แต่เขารู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องนี้ลดลงอย่างฉับพลัน
อาจเป็เพราะคำพูดของผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเกินไปก็ได้
เขาถูไถแขนที่ขนลุกซู่ พลางกำแผ่นยันต์ที่เจียงชิงฉือมอบให้ไว้อย่างไม่รู้ตัว
"แล้วนี่... กระเป๋าของคุณล่ะ? ผมยังมีธุระอื่นอีก พอช่วยขนของเสร็จก็ต้องไปแล้ว"
"คุณยังไม่ได้จุดธูปไหว้เลยนะฉินเจว๋ เขาก็พอใจในตัวคุณมากเหมือนกัน"
เฉิงหย่าหนิงเอียงคอมองเขา ดวงตาที่มักจะถูกบดบังด้วยผมยาวนั้น กลมโตเป็ประกายไปด้วยความคาดหวัง
ฉินเจว๋อยากจะโยนธูปทิ้งแล้ววิ่งหนีจริง ๆ แต่ก็กลัวว่าจะทำให้พ่อแม่ของเธอโกรธแล้วพาเขาไปอยู่ด้วย
เขาจึงได้แต่ฝืนใจเดินเข้าไป
ขณะที่จุดธูปไหว้ก็สาปแช่งตัวเอง เมื่อคืนไปทำอะไรมา! ถ้ารีบเชื่อั้แ่แรกก็คงไม่ต้องมาถึงขั้นนี้!
"ได้แล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ"
ฉินเจว๋กวาดตามองไปรอบ ๆ พยายามหากระเป๋าเดินทาง แต่กลับพบว่าไม่มีอยู่เลย
"ฉันไม่มีบ้าน ทุก่ปิดเทอมฉันก็อยู่ที่มหาวิทยาลัย ที่นี่คือบ้านของฉัน"
"ฉันไม่จำเป็ต้องถือกระเป๋าเดินทางหรอก ที่ฉันพาคุณมาที่นี่เพื่ออะไร ฉินเจว๋ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?"
เฉิงหย่าหนิงจ้องมองเขาตรง ๆ ในจังหวะที่ฉินเจว๋เผลอ เธอก็ขยับเข้าประชิดตัวแล้วยื่นมือไปวางที่เอวของอีกฝ่าย