ยามที่ลั่วอันฉีฟื้นคืนสติขึ้นมานางก็พบว่าตนเองถูกนำมาส่งที่จวนของท่านข้าหลวงหลิ่วแล้ว จากความทรงจำของลั่วอันฉีทำให้นางพอจะเคยได้ยินชื่อเสียงของหลิ่วฮูหยินผู้นี้อยู่บ้างแต่สำหรับฉู่เยี่ยนหนิงแล้วนางไม่เคยรู้จักหลิ่วฮูหยินเลยสักนิด และพึ่งจะรู้ด้วยว่าสกุลโจวมีความสัมพันธ์อันดีกับหลิ่วฮูหยินถึงขั้นนี้
“ข้ากับโจวฮูหยินเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตอนที่ข้ายังเป็ข้าราชบริพารที่คอยถวายการรับใช้กู้ไทเฮา” เมื่อหลิ่วฮูหยินเอ่ยเช่นนี้ลั่วอันฉีจึงได้รู้แล้วว่าตนเองเก็บความรู้สึกทางสีหน้าเอาไว้ไม่ได้ นางพยายามปรับสีหน้าของตนเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้ฝืนอดทนต่อความเ็ปคารวะขอบคุณหลิ่วฮูหยินอย่างเต็มพิธีการ
“ข้าลั่วอันฉีขอคารวะขอบคุณท่านจากใจ ท่านคงจะรู้ดีว่าหากท่านไม่ยื่นมือช่วยชั่วชีวิตนับจากนี้ของอันฉีคงจะไม่มีวันได้หลุดพ้นจากโคลนตมแล้ว ตัวของข้าได้รับความอัปยศก็ไม่เป็อันใด แต่ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าคงจะทนแบกรับถ้อยคำครหาของตัวข้าไม่ได้ วันหน้าข้าลั่วอันฉีผู้นี้จะต้องหาหนทางตอบแทนท่านอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” คำพูดและการคารวะของลั่วอันฉีทำให้หลิ่วฮูหยินรีบเบี่ยงกายหลบแล้วเดินไปช่วยประคองนางด้วยตนเองในทันที
“ข้าช่วยเ้าไม่ใช่แค่เพียงเพราะคุณชายใหญ่โจวขอร้อง แต่ที่ข้าช่วยเ้าก็เพราะเห็นใจเ้าในฐานะที่เราก็ต่างเป็สตรีเช่นเดียว คนที่คิดวางแผนให้ร้ายเ้าช่างอำมหิตยิ่งนัก ผลร้ายที่สุดก็คือตายหากไม่ตายก็ตั้งใจที่จะทำให้เ้าตายทั้งเป็อยู่ดี ข้าทนเห็นคนเช่นนี้สมหวังดังใจไม่ได้จริงๆ” คำพูดประโยคนี้ของหลิ่วฮูหยินทำให้ลั่วอันฉีจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและชื่นชม สตรีที่งามพร้อมทั้งนอกและในอย่างเช่นหลิ่วฮูหยินนับว่าเป็สตรีที่ดีจริงๆ
“เ้าพักผ่อนให้หายดีก่อนเถิด วันใดที่เ้าหายดีแล้วข้าผู้นี้จะพาเ้ากลับจวนสกุลลั่วเอง” เมื่อหลิ่วฮูหยินเอ่ยเช่นนี้ลั่วอันฉีก็พลันนิ่วหน้า หลิ่วฮูหยินจึงได้เอ่ยปากพูดประโยคต่อมาเพื่อให้นางสบายใจ
“ข้ารู้ว่าเ้าอยากรีบกลับจวนเพราะเป็ห่วงความรู้สึกของบิดาและมารดา แต่ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ของเ้าอาจจะสู้ลมสู้ฝนของจวนสกุลลั่วไม่ไหว มิสู้ให้ร่างกายแข็งแรงดีแล้วค่อยกลับไปไม่ดีกว่าหรือ ส่วนเื่บิดามารดาของเ้าหากเ้าไม่วางใจจะให้ข้าส่งคนไปแจ้งข่าวกับพวกเขาก่อนดีหรือไม่” เมื่อหลิ่วฮูหยินเอ่ยเช่นนี้ลั่วอันฉีก็พลันส่ายหน้า
“เป็ดังท่านว่าด้วยสภาพร่างกายของข้าในยามนี้คงมิอาจจะสู้ลมสู้ฝนภายในจวนได้จริงๆ ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ไม่แน่ว่าแค่เพียงข้าก้าวเท้าเข้าจวนก็อาจจะทำให้เกิดคลื่นลมภายในจวนแล้วมิสู้รอให้ร่างกายหายดีน่าจะดีกว่า ส่วนเื่ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าหากท่านส่งคนไปแจ้งข่าวของข้ากับพวกท่านในยามนี้ในยามนี้คงจะทำให้พวกท่านร้อนใจมากเป็แน่ อีกทั้ง่นี้ท่านแม่ของข้ากำลังตั้งครรภ์ข้าไม่อยากให้นางมาเห็นข้าในสภาพเช่นนี้” ลั่วอันฉีเอ่ยพลางก้มลงมองตนเองที่ในยามนี้แค่จะทรงตัวลุกขึ้นมาคารวะหลิ่วฮูหยินก็ยังรวดร้าวไปทั้งร่างแล้ว นางยังไม่อาจจะฝืนแสดงตนว่าไม่เป็อันใดต่อหน้ามารดาผู้บอบบางได้จริงๆ
“เช่นนั้นเ้าก็พักผ่อนเถิด หากพยายามดูแลตนเองให้ดีข้าเชื่อว่าอีกไม่กี่วันเ้าก็คงจะหายดีแล้ว” เมื่อหลิ่วฮูหยินเอ่ยเช่นนี้ลั่วอันฉีจึงได้เอ่ยปากขอบคุณสตรีตรงหน้าอีกครั้ง
จวนของท่านข้าหลวงหลิ่วแม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่โตแต่ผู้คนที่อยู่ภายในจวนกลับเคร่งครัดในกฎระเบียบเป็อย่างยิ่ง ท่านข้าหลวงหลิ่วคืออดีตพระสหายวัยเยาว์ของอดีดองค์ฮ่องเต้คอยถวายงานแก่อดีตองค์ฮ่องเต้อยู่ในสำนักราชเลขาธิการ แต่เมื่ออดีตองค์ฮ่องเต้ทรงตไปแล้วท่านข้าหลวงหลิ่วก็ไม่ได้เข้าวังไปถวายงานแก่องค์ฮ่องเต้พระองค์ใหม่อีกเลย ยามนี้ตำแหน่งของเขาเป็แค่เพียงตำแหน่งลอยๆ เพียงเท่านั้นซึ่งดูเหมือนว่าเขาเองก็ไม่คิดจะสนใจ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่แต่กับต้นไม้และตำรับตำราเพียงเท่านั้น
ยามที่บังเอิญได้พบกันกับท่านข้าหลวงหลิ่ว หลิ่วฮูหยินจึงได้บอกกับเขาว่านางได้ช่วยเหลือคุณหนูคนหนึ่งระหว่างทางที่กลับจากวัดเทียนเฟิ่งได้ เขาก็แค่เหลือบตามองนางเพียงนิดหนึ่งเอ่ยถามเื่สุขภาพของนางแค่เพียงตามมารยาทเพียงเท่านั้นแล้วก็เดินจากคล้ายคนที่ไม่คิดจะสนใจไยดีต่อผู้คนบนโลกใบนี้อีกแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าหลิ่วฮูหยินและผู้คนภายในจวนก็คงจะชินชากับท่าทีเช่นนี้ของเขาเช่นกัน จึงไม่เคยมีผู้ใดคิดจะเอ่ยถึงเขาให้นางได้ยินอีก ซึ่งตัวนางเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบอยากรู้อยากเห็นในเื่ของผู้อื่น ท่าทีเช่นนี้ของนางคงจะทำให้หลิ่วฮูหยินพึงพอใจเป็อย่างมาก หลิ่วฮูหยินจึงได้ปฏิบัติต่อนางด้วยความสนิทชิดเชื้อมากยิ่งขึ้น
พักรักษาตัวได้แค่เพียงไม่กี่วันสุขภาพของนางก็เกือบจะหายเป็ปกติแล้ว ความเก่งกาจของจางเฉิงไม่ใช่แค่เพียงกุนซือในกองทัพแต่วิชาการแพทย์ของเขาก็ไม่ได้อ่อนด้อยเลย เขาบอกว่าหากนางกินยาของเขาแค่เพียงไม่กี่วันอาการาเ็ภายในก็จะหายและก็ดูเหมือนว่าจะนางจะเริ่มหายดีแล้วจริงๆ เมื่อนางสามารถเดินเหินได้อย่างเป็ปกติแล้วก็เอ่ยปากกับหลิ่วฮูหยินว่านางพร้อมที่จะกลับจวนสกุลลั่วแล้ว หลิ่วฮูหยินจึงให้คนเขียนจดหมายไปแจ้งสกุลลั่วว่านางได้ให้การช่วยเหลือคุณหนูใหญ่ของจวนเอาไว้ได้และกำลังจะพาคุณหนูใหญ่กลับจวน
ยามที่นางเดินลงจากประตูรถม้าของสกุลหลิ่วทั้งบิดาและมารดาของนางต่างก็มายืนรอที่หน้าประตู ท่านลุงใหญ่และท่านป้าสะใภ้ใหญ่ต่างก็ยืนทำสีหน้าอึมครึมรอนางอยู่ นางรู้ดีว่าสาเหตุที่พวกเขามายืนรอนางไม่ใช่เพระเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับนาง แต่เป็เพราะ้าให้หน้าแก่หลิ่วฮูหยินผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหลวงต่างหาก ด้านข้างของพวกเขามีแม่นางน้อยสวมชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนดูเจิดจ้า สายตาที่นางใช้มองมาทำให้สายลมที่เมื่อครู่นี้เป็แค่เพียงสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิได้แปรเปลี่ยนไปเป็สายลมอันเหน็บหนาวของเหมันตฤดูในทันที
ลั่วอันฉีได้แต่แย้มปากยิ้มออกมาพลางคิดในใจว่า ‘ลั่วอันฉี เ้าวางใจเถิดนอกจากข้าฉู่เยี่ยนหนิงจะแสดงความกตัญญูต่อบิดาและมารดาแทนเ้าแล้ว ข้าผู้นี้จะเป็คนทวงคืนความแค้นและความไม่เป็ธรรมจากคนที่ทำร้ายเ้าแทนเ้าเอง’