ตอนที่52 พลังทมิฬ
หยางจุ้นเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีแล้วเขาต้องการตรวจสอบสาเหตุการตายของอันเดรสจึงร้องขอกับเสิ่นลี่อิงในฐานะเจ้านายคนใหม่ของตระกูลเฟอนันโดว่า
“ผมรู้ว่าตาแก่อันเดรสเสียชีวิตแล้วขอผมไปคารวะศพเขา และตรวจสอบสาเหตุการตายได้ไหมครับ?”
เสิ่นลี่อิงและทุกคนในห้องรับแขกต่างพากันตกตะลึงตัวแข็งทื่อเพราะไม่คาดคิดว่าหยางจุ้นจะร้องขอในเรื่องที่เกินความคาดหมายซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนตั้งใจปิดบังไว้ให้ถึงที่สุดก่อนถึงเวลาอันสมควร
เสิ่นลี่อิงหรี่ตามองหยางจุ้นอย่างพิจารณาสุดท้ายเธอตัดสินใจให้เขาไปตรวจสอบอย่างเข้าใจว่า “ได้ค่ะ.....ไปสิ”
เด็กสาวพอจะคาดเดาความเก่งกาจของหยางจุ้นได้เป็นอย่างดีจึงคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะปิดบังเขาอีกต่อไป เนื่องจากมีข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับตระกูลเฟอนันโดที่เขาล่วงรู้ความลับสำคัญซึ่งทำให้เด็กสาวจำยอมให้หยางจุ้นไปคารวะศพของชายชราอันเดรสได้
อัลวาโรและคาโยกำลังจะส่งเสียงห้ามปรามเจ้านายตนทว่าทั้งสองไม่กล้าเอ่ยขัดขวางเมื่อเสิ่นลี่อิงตัดสินใจพูดออกไปแล้ว ทุกคนต่างมองหน้าสบตากันด้วยความกังวลใจ
ทั้งนี้เป็นเพราะหยางจุ้นเป็นคนนอกตระกูลเฟอนันโดที่ไม่ควรรับรู้ความลับอันสำคัญของชายชราอันเดรสในเวลานี้ทว่าพอทุกคนทบทวนอีกครั้งถึงการเป็นพันธมิตรกับหยางจุ้นที่มีต่อผลดีต่อภารกิจสำคัญทำให้ทุกคนยินยอมรับเงื่อนไขของชายหนุ่มด้วยความเข้าใจ
“เชิญทางนี้ค่ะ”เสิ่นลี่อิงทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านเชิญหยางจุ้นไปยังห้องพักผ่อนของชายชราอันเดรส
เด็กสาวเดินนำหยางจุ้นไปโดยมีเสิ่นลี่หยาง อัลวาโรและเหล่าผู้คุ้มกันอีกสี่คนเดินตามหลังอย่างรู้หน้าที่
ส่วนคาโยแยกตัวไปเตรียมการดูแลเสิ่นลี่อิงและน้องชายต่อโดยเป็นการประสานงานกับโรงแรมที่พักแห่งเดิมให้เตรียมอาหารและห้องพักให้เรียบร้อย
อนึ่งคาโยจำเป็นต้องให้เสิ่นลี่อิงกลับคืนสู่สถานะของผู้ชนะการแข่งขันไปพลางจนกว่าจะถึงเวลานัดพบกับบรรดาเครือญาติของตระกูลเฟอนันโดเพราะเด็กสาวจำเป็นต้องแสดงตัวเพื่อทำหน้าที่หัวหน้าตระกูลเฟอนันโดต่อไปไม่ใช่การปล่อยให้ทางฝั่งครอบครัวของภรรยาคนที่สองของอัลวาร์เข้ามาวุ่นวายเหมือนเดิม
..........
เมื่อเสิ่นลี่อิงเดินนำหยางจุ้นมายังห้องเดิมที่เธอเพิ่งจากมาเธอรู้สึกเศร้าเสียใจในการเสียชีวิตของชายชราอีกครั้ง
“ผู้มีพระคุณของฉันอยู่ที่นี่ค่ะ”เด็กสาวพาชายหนุ่มมายังตำแหน่งกลางห้องที่มีโลงเย็นสวยงามตั้งวางอยู่
ภายในห้องพักผ่อนชั่วคราวของอันเดรสเป็นห้องแปดเหลี่ยมสวยงามที่กว้างขวางและตั้งอยู่บนยอดปราสาทโดยมีผู้คุ้มกันยืนเฝ้าระวังภัยอยู่ทั้งสี่มุมของห้อง
หยางจุ้นเดินเข้าไปก้มหัวโค้งทำความเคารพชายชราอันเดรสเขาเดินเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือไปจับมือข้างหนึ่งของชายชราอันเดรสโดยหวังว่าจะยังมีพลังลึกลับหลงเหลืออยู่เพื่อช่วยให้เขาสามารถวินิจฉัยสาเหตุการตายของชายชราได้แม่นยำมากขึ้น
พลันตาโตวาววับด้วยความโกรธแค้นเมื่อพบว่าพลังลึกลับที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในกายของอันเดรสเป็นพลังลักษณะเดียวกับที่ตนได้ปะทะมาจากโอเกรส
เขาเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความโกรธแค้นที่พันธมิตรสำคัญของตนต้องตายไปก่อนว่า
“บัดซบ! เป็นพลังทมิฬจริง ๆ ด้วยพวกมันตามมาถึงที่นี่เลยหรือ?”
เมื่ออัลวาโรและเอเบอร์ราโดได้ยินชื่อพลังทมิฬทั้งสองคนต่างอุทานพร้อมกันด้วยความตกใจว่า
“อะไรนะ?! เป็นพวกมันจริง ๆ หรือ?”
เสิ่นลี่อิงเพิ่งเคยได้ยินชื่อพลังทมิฬเป็นครั้งแรกเธอโพล่งถามหยางจุ้นด้วยความอยากรู้เพราะสาเหตุการตายของชายชราอันเดรสแท้จริงมาจากการที่เขาปกป้องเธอไว้ว่า
“พลังทมิฬคือพลังของพวกซาตานไหมคะ? แล้วพวกมันตามฉันมาได้ยังไง?”
หยางจุ้นหันขวับไปมองหน้าเด็กสาวด้วยความประหลาดใจเขาคาดไม่ถึงว่าพวกปีศาจพุ่งเป้ามายังเด็กสาวทำให้เขาคิดประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างหยวนมี่และเสิ่นลี่อิงก่อนที่จะตัดสินใจบอกทุกคนตามจริงว่า
“อะไรนะ?! แสดงว่ามันจงใจที่จะทำร้ายคุณแต่ตาแก่อันเดรสขัดขวางไว้ เขาจึงต้องตายแทนเพื่อปกป้องคุณหรือพวกมันคิดจะใช้คุณทำอะไร?”
หยางจุ้นสงสัยในเจตนาของฝั่งลัทธิปีศาจมากขึ้นอีกทั้งการที่พวกมันเจาะจงใช้ร่างของหยวนมี่ที่มีวันเกิดวันเดียวกับเสิ่นลี่อิงยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าศัตรูต้องการใช้ร่างของเด็กสาวไปทำอะไร
อย่างไรก็ตามฝ่ายลัทธิปีศาจต้องถอยกลับไปเพราะเด็กสาวได้รับการปกป้องจากชายชราอันเดรสจนทำให้ชายชราเสียชีวิตซึ่งพลังที่สามารถทำให้ชายชราอันเดรสผู้แข็งแกร่งเสียชีวิตได้ย่อมเป็นพลังทมิฬเหนือกว่าโอเกรสเป็นอย่างมากแน่นอน
“หรือพวกมันจะรู้ว่าเจ้านายจะกลายเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเฟอนันโด?”
อัลวาโรกล่าววิเคราะห์สถานการณ์ขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจเพราะไม่คิดว่าจะมีเหตุผลอื่นใดสนับสนุนเหตุร้ายในครั้งนี้ได้
ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปเพราะไม่มีคำตอบใดกลับคืนมามีเพียงเสิ่นลี่หยางที่กำหมัดแน่นเมื่อรับรู้ความจริงว่าคนร้ายพุ่งเป้ามาที่พี่สาวของตนเขากล่าวขึ้นมาอย่างมั่นใจว่า
“เจี่ยเจีย.....พวกมันกล้าทำร้ายพี่ผมจะปกป้องพี่เอง ไม่ว่าใครหน้าไหน อย่าคิดจะทำร้ายเจี่ยเจียผมได้”
หยางจุ้นอธิบายให้ทุกคนฟังเกี่ยวกับอานุภาพของพลังทมิฬเพราะไม่แน่ใจว่าแต่ละคนเคยเผชิญหน้ามาก่อนหรือไม่เพื่อให้ทุกคนได้ระมัดระวังตัวไว้ เนื่องจากอาจเสียชีวิตได้โดยง่ายหากประมาทพลาดพลั้งว่า
“พลังทมิฬเป็นพลังมืดที่ทรงพลังเป็นอย่างมากส่วนใหญ่คนที่ได้รับมา มักเป็นพวกที่ต้องการบางอย่างจนต้องขายวิญญาณให้กับซาตานหรือปีศาจปกติพวกมันจะมีสื่อกลางในการนำพลังทมิฬออกมาใช้งานจนป่านนี้ยังไม่มีใครค้นพบสื่อกลางนั้น”
“แต่ช่วงสิบปีมานี้สาวกของลัทธิปีศาจเพิ่มมากขึ้น พวกมันเน้นกระตุ้นให้จิตใจฝ่ายเลวของสาวกแสดงออกมาเพื่อก่อความวุ่นวายและความเดือดร้อนไปทั่ว มันคงหวังผลอะไรสักอย่างที่น่ากลัวแต่ผมยังตามหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้”
“ก่อนมาที่นี่ผมลองไปพิสูจน์กับแพลตฟอร์มออลไทม์ ผมพบว่าเจ้าของที่ชื่อโอเกรสหล่อนเป็นหนึ่งในลัทธิปีศาจแน่นอน เพราะผมปะทะกับหล่อนมาแล้วหากคนที่สังหารอันเดรสได้ แสดงว่าแข็งแกร่งกว่าโอเกรสมาก”
ทุกคนในห้องรวมทั้งเสิ่นลิ่อิงต่างนิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึงเพราะไม่นึกว่าหยางจุ้นจะทำการสืบค้นเรื่องราวเหล่านี้จนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่อิงกลับรู้สึกกระตือรือร้นที่จะค้นหาศัตรูเพื่อแก้แค้นให้กับชายชราอันเดรสเธอจึงร้องขอกับหยางจุ้นอย่างมีความหวังว่า
“อาจารย์มังกรดำคุณช่วยฉันค้นหาพวกมันอีกได้ไหมคะ?ฉันจะได้แก้แค้นให้กับผู้มีพระคุณ”
หยางจุ้นลอบยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจเขากล่าวตอบเสิ่นลี่อิงอย่างผ่อนคลายเพราะเจตนาของเด็กสาวนั้นตรงกับที่เขาต้องการพอดีซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้เขาดั้นด้นตามเธอมาที่นี่นั่นเองว่า
“ได้สิแต่ต้องไปรับการทดสอบกับกองกำลังพิเศษเสียก่อน พวกมันแข็งแกร่งมากกว่าที่คุณคิดแค่มีทักษะต่อสู้อย่างเดียวไม่พอหรอก จะต้องมีทักษะอื่นที่แข็งแกร่งด้วยต่อให้เรียนรู้ได้เร็ว ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะพลังจิตขึ้นมา ไม่ใช่ว่าฝึกวันนี้แล้วพลังจิตจะแข็งแกร่งเลยใจเย็น ๆ พวกมันน่าจะยังไม่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ นี้หรอกจนกว่าคุณจะแข็งแกร่งมากกว่าผม เมื่อนั้นถึงจะออกไปต่อสู้กับมันได้”
หยางจุ้นคิดว่าเพียงแค่คำพูดของเขาอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กสาวท่าทางดื้อรั้นเชื่อถือได้เขาตัดสินใจส่งพลังจิตอันแข็งแกร่งของตนเองที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นมาจากการปะทะกับโอเกรสโดยส่งตรงเข้าไปทำร้ายดวงวิญญาณของเด็กสาวทันที
ตุบ !
เสิ่นลี่อิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงทันทีเหงื่อออกเต็มใบหน้าคล้ายกับคนที่เพิ่งออกกำลังกายหนักมา
ท่ามกลางสายตาแสดงความตกใจของผู้คน
อัลวาโรและเอเบอร์ราโดกำลังจะปราดเข้ามาประคองร่างของเสิ่นลี่อิงแต่เสิ่นลี่หยางว่องไวกว่า เขาปราดเข้าไปประคองร่างพี่สาวให้ลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้าพลางสอบถามด้วยความกังวลใจว่า
“เจี่ยเจียเกิดอะไรขึ้น? เจี่ยเจียเป็นอะไรครับ?”
เสิ่นลี่อิงตอบน้องชายให้คลายกังวลใจด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะรู้สึกปั่นป่วนและเจ็บปวดภายในร่างกายอย่างบอกไม่ถูกว่า
“ไม่เป็นไรเสี่ยวหยาง พี่ไม่เป็นไร”
เธอจำเป็นต้องกัดฟันตอบน้องชายไม่ให้เป็นกังวลทั้งที่ความจริงเธอพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดนั้นไว้
“นายท่าน!”อัลวาโรและเอเบอร์ราโดเรียกเสิ่นลี่อิงด้วยความตื่นตระหนก
ทั้งสองคนเคยเห็นความแข็งแกร่งของเสิ่นลี่อิงมาแล้วแต่ไม่นึกว่าจู่ ๆ เด็กสาวจะทรุดตัวลงนั่งอย่างคนไร้เรี่ยวแรงแบบนี้ทั้งที่ไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่ามีเหตุร้ายมาก่อน
หยางจุ้นเห็นท่าทางของเสิ่นลี่อิงเป็นอย่างนั้นเขาจึงอธิบายให้เด็กสาวเข้าใจพลังทมิฬมากขึ้นว่า
“นี่คือการใช้พลังของผมปะทะกับดวงวิญญาณของคุณ คุณยังต่อต้านหรือทำร้ายผมกลับคืนไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปต่อกรกับศัตรูละคุณต้องฝึกฝนมากกว่านี้อีกหลายปี หวังว่าพวกเราจะยังมีเวลาอยู่”
ท้ายประโยคหยางจุ้นพูดขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจเขาไม่มั่นใจว่าเป้าหมายแท้จริงของลัทธิปีศาจจะหมายถึงสิ่งใดแต่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน จึงได้แต่หวังว่าจะมีคนแข็งแกร่งมากพอที่จะกำจัดเจ้าลัทธิปีศาจให้ได้เพื่อที่จะปกป้องโลกนี้ไว้จากภัยอันตรายที่คาดไม่ถึง