Episode 1: ภาพถ่ายของปีศาจ (The Devil’s Portrait)
6 เดือนผ่านไปหลังจากเหตุการณ์โรงพยาบาลร้าง...
ฝันร้ายเื่หุ่นขี้ผึ้งและกลิ่นดอกพิกุลดูเหมือนจะจางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ แต่สำหรับ ไอริณ มันคือ่เวลาแห่งการเฝ้าระวัง เธอถูกสั่งพักงานในตอนแรกเพื่อตรวจสอบสภาพจิตใจ ก่อนจะถูกดึงตัวกลับมาทำงานในหน่วยวิเคราะห์อาชญากรรมพิเศษที่ตั้งขึ้นอย่างลับๆ
เย็นวันหนึ่งในสำนักงานที่เงียบสงัด พิธาเดินเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ไม่มีตราประทับ
“พี่ครับ... มีพัสดุส่งมาถึงพี่โดยเฉพาะ แสกนแล้วไม่มีะเิ แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน... ผมว่าพี่ต้องดูเอง”
ไอริณรับซองมาเปิดออก ภายในมีภาพถ่ายโพลารอยด์สองใบ และแฟลชไดรฟ์ขนาดเล็กหนึ่งอัน
ภาพที่ 1: เป็ภาพมุมกว้างจากตึกสูงในกรุงเทพฯ เห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวมแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาล ผมมัดหางม้าสูง ท่วงท่าการจับปืนไรเฟิลสไนเปอร์ดูนิ่งมั่นคงราวกับหุ่นปั้น เธอกำลังเล็งไปที่นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่งที่กำลังขึ้นรถ ใบหน้าของผู้หญิงในภาพ... คือ ไอริณ ชัดเจนจนไม่มีที่ติ
ภาพที่ 2: เป็ภาพที่ดูเหมือนถ่ายจากกล้องติดหมวกทหาร (Action Cam) ในป่าลึกแถบชายแดน เห็นผู้หญิงคนเดิมแต่สวมชุดคอมมานโดสีดำสนิท กำลังใช้มีดสั้นสังหารทหารกองโจรด้วยท่วงท่าที่ดุดันและไร้ความปรานี เืสาดกระเซ็นติดใบหน้าสวยที่เ็าคู่นั้น
“พี่... พี่ไปทำอะไรที่นั่นหรือเปล่า?” พิธาถามเสียงสั่น “รูปแรกถ่ายเมื่อสามวันที่แล้ว ตอนที่พี่บอกว่านอนพักอยู่ที่บ้าน ส่วนรูปที่สอง... เกิดขึ้นในพม่าเมื่อสัปดาห์ก่อน”
ไอริณจ้องมองภาพเ่าั้ ดวงตาคมกริบฉายแววเคร่งเครียด “ฉันไม่ได้ไปไหนทั้งนั้นพิธา... และนี่ไม่ใช่การตัดต่อ” เธอหยิบแว่นขยายมาส่องที่ิัของผู้หญิงในรูป “ดูตรงข้ามหู... รอยต่อขี้ผึ้งมันจางลงจนแทบมองไม่เห็น ดูแล้ว นี่มันไม่ใช่เนื้อขี้ผึ้งอีกแล้ว มันน่าจะเป็วัสดุสังเคราะห์ หรือิัเทียม หมออัครอาจจะตายไปแล้ว แต่ ‘โรงงาน’ ของพวกมันยังเดินเครื่องอยู่ และขณะนี้ พวกมันอาจจะมีวิศวกรรมในการประดิษฐ์ ที่ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าที่เราคาดคิด”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำ “ถ้าพวกมันสร้างสไนเปอร์กับคอมมานโดขึ้นมาได้... ใครจะรู้ว่าในเงามืดนั่น อาจจะมีฉันอีกกี่คน ที่มีหน้าที่ต่างกันออกไป”
การสืบสวนเบื้องต้น
ไอริณเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าคอมพิวเตอร์ หน้าจอแสดงผลเป็พิกัด GPS เพียงจุดเดียว มันคือ “คฤหาสน์ร้างริมแม่น้ำเ้าพระยา” ที่เคยเป็ทรัพย์สินของตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ล้มละลายไป
“มันจงใจส่งมาให้เราพิธา มันอยากให้เราไปที่นั่น”
“อาจจะเป็กับดักนะครับพี่ไอริณ”
“มันเป็กับดักแน่นอน... แต่ถ้าเราไม่ไป เราก็จะเป็ฝ่ายถูกล่าโดย ‘ตัวเราเอง’ ไปตลอดชีวิต” ไอริณคว้าแจ็คเก็ตหนังคู่ใจมาสวม ตรวจเช็กปืนข้างเอวด้วยความชำนาญ “ฉัน้าคำตอบว่าใครคือ ‘A’ และมัน้าอะไรจาก DNA ของฉันกันแน่”
การเผชิญหน้าใต้แสงจันทร์
เวลาเที่ยงคืน... คฤหาสน์ร้างเต็มไปด้วยเถาวัลย์และกลิ่นอับชื้น ไอริณสั่งให้พิธาคอยสนับสนุนอยู่ภายนอก ส่วนเธอค่อยๆ ย่องเข้าไปในตัวอาคารที่เงียบเชียบ ภายในเต็มไปด้วยหุ่นขี้ผึ้งที่ปั้นเป็รูปคนในอิริยาบถต่างๆ แต่คราวนี้พวกมันดูเหมือนจริงขึ้นกว่าเดิมมาก
เธอเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ที่นั่นมีระเบียงกว้างที่มองเห็นวิวแม่น้ำ ไอริณรู้สึกถึงความเย็นวูบที่ต้นคอ สัญชาตญาณนักล่าที่ฝึกมานานทำให้เธอหมอบลงกับพื้นทันที!
ปัง!
เสียงปืนไรเฟิลแผดก้อง ะุเฉี่ยวหัวไหล่เธอไปเพียงไม่กี่เิเ เจาะทะลุเสาปูนจนแตกกระจาย ไอริณกลิ้งตัวไปหลังกระถางต้นไม้ใหญ่ ใจเต้นรัว
เธอค่อยๆ ใช้เศษกระจกส่องไปทางยอดตึกเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง เธอเห็นร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้า ผู้หญิงคนนั้นสวมแจ็คเก็ตหนังแบบเดียวกับเธอเป๊ะ ในมือถือไรเฟิลกระบอกยาว
ผ่านกล้องส่องทางไกล... ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ ลดปืนลง แล้วหันมาสบตาใบหน้าของเธอถูกแสงจันทร์อาบไล้จนเห็นผิวที่นวลเนียนเกินมนุษย์ ดวงตาของเธอไม่ได้เป็สีดำเหมือนไอริณ แต่เป็ สีเทาหม่น ที่สะท้อนแสงเย็นะเื
นั่นคือ Irin-S (The Sniper)
หุ่นจำลองสไนเปอร์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก เป็เชิงให้เงียบ... ก่อนจะเล็งปืนกลับมาที่หัวของไอริณตัวจริงอีกครั้ง โดยที่ไอริณไม่มีทางหนีพ้นในระยะประชิดนี้
“สวัสดี... ตัวตนที่ล้าสมัย” เสียงสังเคราะห์ที่เหมือนเสียงไอริณทุกประการดังขึ้นจากลำโพงในสวน
[To be continued in Episode 2...]