“หากนายน้อยต้องการ ผู้น้อยจะไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ตั้งแต่เผยตัวออกมาสือซานก็ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นเลยลั่วจิ่งซีที่เพิ่งเคยเห็นผู้อารักขาลับเป็นครั้งแรก ก็เดินวนสำรวจรอบตัวสือซานอย่างสนใจใคร่รู้“เป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าเลยที่เพิ่งเคยเห็นผู้อารักขาลับ พี่ชายสุดยอดมากที่สามารถอยู่บนต้นไม้ได้นานขนาดนั้นขาไม่ชาบ้างหรือ? ไม่ต้องเข้าห้องน้ำหรือกินข้าวบ้างหรือ?” ลั่วจิ่งซีที่กำลังตื่นเต้นอยู่ไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความหดหู่ของสือซานแต่อย่างใด
ส่วนสือซานที่ถูกถามก็ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไรเหตุใดจึงเป็นเขาที่ถูกเจอตัวกันหนอ จากนี้ไปเขาต้องติดตามลั่วจิ่งซี เมื่อเห็นความตื่นเต้นจนแทบจะตะโกนออกมาดังๆเช่นนี้ สือซานก็คิดว่าหากเขาติดตามเจ้านายแบบนี้จะไม่เกิดเรื่องอันใดใช่หรือไม่
แม้ในใจจะคัดค้านแต่ก็ต้องทำตามกฎที่นายน้อยกำหนดไว้
“เรียนนายน้อย ขาไม่ชา กินข้าวและเข้าห้องน้ำปกติขอรับ”
เมื่อจิ่งซีได้รับคำตอบก็พยักหน้าขึ้นลง “ข้าว่าแล้ว คนเราอย่างไรก็ย่อมต้องมีสามสิ่งเร่งด่วน [1]จะอยู่บนต้นไม้ตลอดได้อย่างไร”
“เอาล่ะๆ ข้าไม่มีธุระอะไรแล้ว แค่สงสัยเล็กน้อย พี่ชายกลับไปได้แล้ว”
สือซานมองดูต้นไม้ด้านหลังเกรงว่าคงกลับขึ้นไปไม่ได้แล้ว
เมื่อเห็นผู้อารักขายังไม่ขยับลั่วจิ่งซีจึงมองด้วยความสงสัย “พวกพี่ชายไม่ใช่ห้ามให้ผู้ใดพบเห็นมิใช่หรือ?”
สือซานคุกเข่าอย่างยอมรับชะตา “นับแต่นี้ สือซานจะติดตามข้างกายนายน้อย นายน้อยจะเป็นเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวของสือซานขอรับ!”
ลั่วจิ่งซีตกใจสะดุ้งโหยงกับการคุกเข่ากะทันหัน “พี่ชายคุกเข่าทำไม นายน้อยอันใดกัน ท่านอย่าทำข้าตกใจนะ หากท่านแม่เห็นเข้าคงคิดว่าข้ารังแกคนมีหวังข้าโดนหักขาแน่!”
เขารีบประคองสือซานลุกขึ้นทั้งยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจนได้สือซานอธิบายเหตุผลให้ฟังทั้งหมดจึงได้เข้าใจเรื่องราวขึ้นมา จากนี้ไปสือซานสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ได้แล้วเพียงแต่เขาต้องสูญเสียตัวตนการเป็นผู้อารักขาลับหน่วยชื่อเซียวไป โดยมีเจ้านายคนใหม่คือลั่วจิ่งซี
การต้องออกจากหน่วยชื่อเซียวและต้องติดตามเด็กหนุ่มที่ไม่ประสาย่อมเป็นเรื่องที่ทุกคนในหน่วยชื่อเซียวไม่ยินดี แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อถูกพบก็มีแต่ต้องยอมจนถึงตอนนี้สือซานก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาถูกจับได้เช่นไร
“เช่นนั้นคนที่อยู่บนกำแพงเรือนด้านหลังกับอีกคนที่แอบอยู่ตรงสวนบ้านข้างๆ ทางฝั่งซ้ายหากข้าเรียกพวกเขา พวกเขาก็ต้องมาติดตามข้าหรือ?”
พอสือซานได้ยินเด็กหนุ่มเอ่ยถึงตำแหน่งที่อยู่ของเอ้อสือกับเอ้อสืออู่ก็แอบเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกโล่งอกที่ไม่ใช่เพียงแค่ตนที่ถูกพบ
“ขอรับ!”
สือซานตอบอย่างหนักแน่นเขาคิดว่าลั่วจิ่งซีอาจจะเรียกพวกนั้นออกมาด้วยเพราะความอยากรู้อยากเห็นก็ได้ อย่างน้อยตนจะได้มีเพื่อนร่วมชะตาไม่ต้องถูกหัวเราะเยาะเพียงคนเดียว
“อ่า หากรู้ว่าจะยุ่งยากเช่นนี้ ข้าคงไม่เรียกพี่ชายออกมาหรอก” ลั่วจิ่งซีเกาหัว “แล้วพรุ่งนี้ข้าจะอธิบายกับท่านแม่อย่างไรเล่า! หากท่านแม่รู้เข้าคงต้องถามนั่นถามนี่แน่! เฮ้อ...”
ตอนนี้ลั่วจิ่งซีไม่อยากเห็นสือซานแม้แต่น้อยการมีคนติดตามเช่นนี้ตลอดเวลาทำให้เขาอึดอัด ก่อนหน้านี้ที่ท่านแม่ให้พี่น้องสกุลโจวมาตามเขายังอึดอัดแทบแย่ มีหลายครั้งที่เขาสลัดสองพี่น้องนั่นให้หลุด แต่เจ้าเด็กพวกนั้นซื่อบื้อเกินไปสุดท้ายเขาก็ต้องวกกลับไปรับที่เดิมทุกครั้ง
มีครั้งหนึ่งที่ฝนตกทั้งยังลืมเอาร่มมาทำให้เจ้าเด็กนั่นตากฝนจนเป็นหวัด ทำให้เขาเกือบถูกท่านแม่ตี
ส่วนคราวนี้ดันมีคนเก่งกาจมาตาม คงจะสลัดให้หลุดยากเสียแล้ว แล้วพรุ่งนี้เขาจะตอบท่านแม่อย่างไรดีก่อนท่านลุงจ้าวจากไปก็ได้กำชับว่า อย่าเผลอหลุดชื่อตนออกมา มิเช่นนั้นต่อไปจะไม่สนใจเขาอีก
“มิเช่นนั้น ให้ผู้น้อยไปสืบสถานการณ์ของผู้ที่มาวนเวียนละแวกนี้ก่อนดีไหมขอรับ”
สือซานรออยู่นานก็ไม่เห็นท่าทีว่าเด็กหนุ่มจะเรียกหาเอ้อสือกับเอ้อสืออู่เสียทีเมื่อเห็นว่าลั่วจิ่งซีลั่วไม่รู้จะตอบลั่วฮูหยินในวันพรุ่งนี้อย่างไรจึงมอบหมายหน้าที่ให้ตัวเองแทน
จิ่งซีเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้จึงรีบตอบ “ดีดี พี่ชายไปสืบมาให้ดีเล่า สืบให้ดีเลยนะ”
ท่าทีที่อีกฝ่ายอยากไล่ตนเช่นนี้ทำให้รู้สึกจุกในทรวงอีกครั้ง เขาคือลูกพี่สือซานแห่งหน่วยชื่อเซียวเชียวนะ ไปถึงไหนก็มีแต่คนคอยไล่ตามเชิดชูไม่เคยถูกรังเกียจเช่นนี้มาก่อน หากรังเกียจขนาดนี้ก็อย่าเรียกออกมาสิ!
มีเจ้านายแบบนี้แล้วข้าจะใช้ชีวิตอย่างไรในวันข้างหน้ากันเล่า!
ในที่สุดลั่วจิ่งซีก็สลัดคนทิ้งได้แล้วจึงรีบวิ่งกลับห้องไป ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าพี่ชายรออยู่ที่ห้องนานแล้ว
เขาลูบจมูกเหมือนถูกจับทั้งยังร้อนตัวเล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าไปปลดทุกข์ พี่ใหญ่รอนานหรือไม่”
มองดูน้องชายที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตนอีกทั้งยังแสร้งรินน้ำชาเพื่อปกปิดความร้อนตัว เขาจึงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ไม่นาน”
“อืมๆ ไม่นานสินะ!” เมื่อได้ยินว่าลั่วจิ่งเฉินเพิ่งมาได้ครู่เดียวเช่นนั้นคงน่าจะยังไม่รู้ว่าตนเองไปทำอะไร
ท่าทางจึงผ่อนคลายขึ้นมาน้องชายคนนี้เติบโตโดยอยู่ในสายตาเขามาตลอด ตอนนี้มีความลับเป็นของตนเองเสียแล้ว
“ข้ามาหาเพราะอยากบอกกล่าวเจ้า ช่วงนี้ข้าอาจจะไม่อยู่บ้านสักพัก เจ้าต้องดูแลท่านแม่ให้ดีหากมีข่าวจากเรือนพักผ่อน เจ้าก็พาท่านแม่ไปที่นั่นเสีย…”
“พี่ใหญ่จะไปที่ใด? ให้ข้าไปกับท่านนะ!” ลั่วจิ่งซีไม่ได้ฟังคำพูดที่เหลือของเขาด้วยซ้ำ สมองมีแต่เรื่องที่พี่ชายจะออกจากบ้าน “หลายปีมานี้ ท่านไม่เคยไปไหนคนเดียว ให้ข้าตามไปด้วย จึงจะสบายใจ”
ลั่วจิ่งเฉินไม่อาจให้เจ้าน้องคนนี้ไปกับตนได้เขาจะไปช่วยคน ต้องห้ามแหวกหญ้าให้งูตื่น
“เจ้าตามข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ อีกอย่างข้าก็ไปเพื่อศึกษาเพิ่มเติม หากเจ้าตามไปคงได้นอนหลับทั้งวันข้าคงเลี่ยงไม่ได้ต้องคอยจัดการเจ้าแทน มิสู้เจ้าอยู่บ้าน ข้าจะวางใจกว่า” ลั่วจิ่งเฉินรู้ดีว่าน้องชายของตนกลัวสิ่งใดที่สุด ดั่งที่คาดพอได้ยินว่าจะไปอ่านตำรา ใบหน้าของลั่วจิ่งซีก็เผยความไม่ยินยอม
“พี่ใหญ่ ท่านจะไปเรียนหรือ?”
“อืม ใต้เท้าเฉียนให้โอกาสอันดีแก่ข้า ข้าจึงไม่อยากพลาด”
“อ้อ แล้วท่านบอกกล่าวท่านแม่หรือยัง?”
เมื่อเห็นน้องเอ่ยถึงมารดาแววตาของจิ่งเฉินก็สั่นไหวเล็กน้อย “บอกแล้ว”
“บอกแล้วก็ดี หากท่านแม่ยินยอม ข้าย่อมไม่มีความเห็นต่าง” เมื่อท่านแม่ไม่ได้ห้าม เช่นนั้นเขาก็จะไม่ขวางทางการเติบโตของพี่ชายแน่ “แล้วพี่ใหญ่จะไปเมื่อใด?”
“พรุ่งนี้” เมื่อกล่าวจบ ก็เตรียมหันหลังกลับห้อง “หากพรุ่งนี้ไม่พบข้าก็อย่าตื่นตกใจไป”
ลั่วจิ่งซีไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอันใดจึงเพียงแค่พยักหน้ารับ
เมื่อยามเช้ามาเยือนก็ไม่พบลั่วจิ่งเฉินอยู่ในห้องเสียแล้วเขาลองลูบผ้านวมเย็นชืดดู ก็รู้ว่าพี่ชายน่าจะออกเดินทางแต่รุ่งสาง เมื่อมองดูชุดถ้วยกับตะเกียบบนโต๊ะอาหารเหมือนท่านแม่จะยังไม่รู้ว่าพี่ชายออกเดินทางแล้ว
หลานไฉ่เตี๋ยเดินหาวเข้ามาและเตรียมทานข้าวเยี่ยนรั่วเสวี่ยเองก็เงยหน้าขึ้นมองที่นั่งฝั่งซ้ายที่ว่างอยู่
“เหตุใดวันนี้จิ่งเฉินไม่มาทานข้าว? หรือไม่ข้าไปเรียกดีกว่า”
ภายใต้กฎของชีเหนียงในยามปกติผู้เยาว์ทั้งหลายต้องเรียกกันด้วยชื่อ ในตอนแรกเยี่ยนรั่วเสวี่ยยังไม่ชินเท่าใดนักแต่พอเรียกหลายครั้งเข้าก็เริ่มชินไปเอง
“ไม่ต้อง เจ้านั่งลง เดี๋ยวให้ลิ่งซีไปเรียก”
ชีเหนียงบอกให้จิ่งซีไปเรียกพี่ชายมากินข้าวแต่เขากลับคีบอาหารอย่างเชื่องช้าก่อนเอ่ย “พี่ใหญ่ออกเดินทางแล้ว”
-----
[1] สามสิ่งเร่งด่วน หมายถึง สามเรื่องที่ไม่อาจรีรอ ต้องเร่งจัดการเป็นอันดับแรกเช่น ปลดทุกข์หนักเบา คลอดบุตร เข้าหอ เป็นต้น