19 : ทางเลือกที่ถูกต้อง
“อนิล ผู้ควบคุมสายลม ฉัน นิศาชล ผู้ใช้สายน้ำ ตกลงรับคำท้า”
เด็กสาวสองคนต่างยืนจ้องเขม็งกันและกัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งประกาศรับคำท้า การต่อสู้ของทั้งสองก็ได้เวลาเริ่มต้นขึ้น
ในขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย ณ บ้านของครอบครัวรัตนากุล
กุลผู้คอยดูแลความเรียบร้อยของบ้านหลังนี้ กำลังตระเตรียมทำอาหารมื้อกลางวันอยู่ ฮัมเพลงเบาๆ เพื่อความเพลิดเพลิน โดยหารู้ไม่ว่าลูกของเธอคนหนึ่งกำลังถูกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็เพื่อนสนิททำร้ายจนเจ็บสาหัส ชนิดที่หากลูกของเธอไม่ใช่พวกมีพลังเหนืุ์ คงสลบเหมือดไม่ได้สติไปหลายวัน หรืออาจจะตายเพราะขาดเืก็ได้
พี่ชายของเนียร์เองที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูน มีสัตว์ประหลาดตัวสีฟ้าคอยส่งขนมให้กินอย่างสบายใจเฉิบ ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเื่อันตรายกับน้องสาว จนกระทั่ง...
กรร!
จู่ๆ บ๊อกก็หยุดส่งขนมให้ทินแล้วนิ่งไป ขนสีฟ้าลุกชันจนทั้งตัวพองฟูราวกับแมวที่ใแล้วขู่ฟ่อ
ทินสังเกตถึงความผิดปกติ หันมองด้วยความสงสัย
“เป็อะไรไปบ๊อก” เขาเห็นแววตาที่เคยเป็เหมือนสัตว์เลี้ยงน่ารัก กลายเป็เสี้ยวรีราวกับดวงตาของสัตว์เลื้อยคลานดูน่ากลัว เล็บที่เคยถูกซ่อนไว้ยาวขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะกระโจนเข้าหาประตู
เด็กหนุ่มรู้เป้าหมายของมันได้ในทันที รีบคว้าตัวมันกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ป้องกันการถล่มประตูพัง แต่กระนั้น...ก็ใช่ว่ามันจะยอม ดิ้นอยู่ในวงแขนของทินที่ร้องให้มันหยุด จนเล็บที่กางปัดสะเปะสะปะเฉี่ยวโดนหน้าของเขาเข้า เกิดรอยแผลถลอกเป็ทางยาว
แต่เพียงเท่านั้น เ้าสัตว์ประหลาดสีฟ้าก็หยุดคลั่งทันที เมื่อนึกได้ถึงคำสั่งของเนียร์ ว่าให้ปกป้องทุกคนในบ้านหลังนี้ ฉะนั้นการที่มันมาทำร้ายซะเอง เ้านายของมันย่อมไม่พอใจอย่างแน่นอนถึงได้ยอมสงบลง แต่กระนั้นก็ยังมีท่าทีร้อนรนอยู่
ทินเชื่อมโยงความคิดอย่างรวดเร็ว
การที่จู่ๆ สัตว์เลี้ยงมีอาการแบบนี้ขึ้นมาได้นั้น มีความเป็ไปได้สูงว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเ้าของอย่างแน่นอน
“บ๊อก มีเื่เกิดขึ้นกับเนียร์ใช่มั้ย” เขาถามมัน ซึ่งมันก็รีบพยักหน้าตอบพร้อมครางออกมา
ทินขบฟันแน่น เจ็บใจที่เมื่อเช้านี้ไม่ได้ตามไปด้วย ก็เห็นบอกว่าแค่จะไปสะสางเื่เพื่อนให้จบไม่ใช่หรือไง แล้วมันเกิดอะไรขึ้น
“ให้ตายสิ คราวหน้าจะตามติดเป็เงาตามตัวเลยคอยดู” ทินคว้าเป้บนโต๊ะมาเปิดให้บ๊อกเข้าไป ะโบอกกุลที่อยู่ในครัวว่าจะไปโรงเรียนเดี๋ยวกลับมา ยังไม่ทันที่กุลจะเอ่ยปากอนุญาต เขาก็ออกไปจากบ้านซะแล้ว
หากยังไม่ทันพ้นประตูรั้วไป ทินเป็ต้องหยุดชะงัก เมื่อมีใครบางคนมายืนอยู่ตรงหน้าบ้านราวกับกำลังรอใครบางคนอยู่ และเมื่อเห็นว่ามีคนออกมาจากบ้านหลังนั้น สายตาคู่นั้นก็จับจ้องใสที่เขาทันที
“นายคือพี่ชายของเนียร์ ทิวกาล สินะ” เสียงเรียบเฉยเหมือนสีหน้าผู้พูด ทำให้ใจที่เคยร้อนรุ่มแปรเป็เย็นเฉียบ
ใคร...
ทินหรี่ตาลงขณะพิจารณาอีกฝ่าย ผมยาวถูกรวบรัดต่ำ ปล่อยผมด้านข้างที่ยังสั้นอยู่ลงมาล้อมใบหน้าเรียบเฉยติดเ็า ยิ่งทำให้ดูลึกลับมากขึ้น
สติของทินถูกดึงกลับเมื่อเป้ข้างหลังสั่นไปมาราวกับจะออกมาข้างนอก แล้วก็เป็ไปตามนั้น เมื่อหัวของเ้าสัตว์ประหลาดขนฟ้าโผล่ออกมานอกเป้
ตอนแรกทินนึกว่ามันจะออกมาท้วงให้เขารีบไปหาเ้านายมันเร็วๆแต่คิดไปคิดมา ต่อให้รีบขนาดไหนมันก็น่าจะรู้ว่าไม่ควรโผล่ออกมาให้คนนอกเห็นตัว แล้วไหนยังมาทำท่าราวกับคนตรงหน้าคือศัตรูอีก
โดยไม่ทันตั้งตัว บ๊อกก็แยกเขี้ยวะโออกมาจากเป้ทิน แล้วขยายร่างโตพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที
“เฮ้ย!” ทินใ คิดจะเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนั้นที่ตอนนี้ก็ยังคงยืนนิ่ง ร้องบอก “ระวัง!”
โครม!
บ๊อกที่ขยายร่างจนใหญ่ขนาดเท่าหมี โดนตบไปชนกับถังขยะแถวนั้นอย่างแรง นั่นคือสิ่งที่ทินเห็น...เขาเข้าใจแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็ใคร
มุมปากข้างหนึ่งของเขายกเชิดขึ้น แล้วหันกลับมามองตัวประหลาดอีกตัวที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้บ๊อก ทว่าขนของมันเป็สีน้ำตาลออกเหลือง ทั้งน่าเกลียดและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน
อย่างนี้นี่เอง
“เธอเป็พวกเดียวกันกับเนียร์สินะ”
แม้อีกฝ่ายจะไม่ตอบ แต่ทินก็รู้อยู่แล้วว่าเป็เื่จริง
ถึงคราววาลพิจารณาชายตรงหน้าบ้าง เมื่ออีกฝ่ายแตกต่างจากคนธรรมดามากเกินไป ที่ไม่มีอาการใหรือกลัวเพื่อนเธอเลยสักนิด ถึงจะอยู่กับตัวประหลาดมานานอย่างไร ก็ไม่ควรนิ่งได้ถึงขนาดนี้
เด็กสาวยื่นมือไปลูบแผงคอของบีดี ราวกับจะรู้ใจกัน มันย่อขนาดตัวลงจนเล็กเท่านิ้วโป้ง ความน่ากลัวของมันหายไปในทันที กลายเป็น่ารักเหมือนตุ๊กตาห้อยพวงกุญแจแทน
บ๊อกที่ถูกปัดกระเด็น กลับมาลุกขึ้นยืนพลางส่ายตัวไปมาสลัดเอาของบนตัวออกไปให้หมด ก่อนย่อตัวจนเหลือขนาดเท่าฝ่ามือแล้วไต่ไปอยู่บนไหล่ทิน
เมื่อเห็นว่ามันไม่เป็อะไร ทินก็หันมาพูดกับคนตรงหน้าว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรีบ ถ้าเธอมีธุระอะไรกับฉันก็ค่อยกลับมาใหม่แล้วกันนะ”
ทินตั้งท่าจะวิ่งไป แต่ทันใดนั้นเองที่ไม้แหลมพุ่งกั้นหน้าเด็กหนุ่ม เฉี่ยวไปนิดเดียวเท่านั้น ทำให้เขาชะงักถอยหลัง หันไปมองตัวต้นเหตุ
พอรู้ตัวว่าอีกฝ่ายคงไม่ให้ไปง่ายๆ แน่ ทินก็เริ่มแสยะยิ้มโหดหันไปจ้องหน้าเด็กสาวด้วยสายตาเ็าไม่แพ้กัน เหมือนจะบอกว่า ‘ลองกล้าขวางเขาอีกทีสิ’
“...เนียร์ไม่เป็ไรหรอก” วาลพูดขึ้น
ทินแปลกใจเล็กน้อย ที่เธอคนนี้รู้เื่นี้ด้วย
“เพราะเอลไม่กล้าทำถึงนั้นแน่”
“น้องเอล?” ทินยิ่งแปลกใจหนักกว่าเดิม เพื่อนน้องสาวตัวเองมาเกี่ยวอะไรด้วย... หรือน้องเอลก็มีพลังจากธรรมชาติ?
“ทำไมเธอถึงรู้ดีจัง” ทินอยากรู้ “หรือเธอเป็คนทำให้เกิดเื่นี้ขึ้น”
“จะว่างั้นก็ได้” วาลตอบเสียงเรียบ และโดยไม่ทันตั้งตัว เธอก็ถูกอีกฝ่ายจับข้อมือแน่นกระชากไปชนกับกำแพง
“แค่นั้นก็เกินพอ ลองทำอะไรเนียร์มันดูสิ ฉันไม่มีทางปล่อยไปแน่” ทินเอ่ยเสียงเย็นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”ดวงตาที่เคยเรียบเฉย บัดนี้กำลังฉายชัดถึงความตื่นตระหนกกำลังจ้องไปที่ข้อมือตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายจับไว้แน่น
“ทำไม กลัวฉันขึ้นมารึไง”
คำถามที่ราวกับกำลังเยาะเย้ยอยู่นั้นไม่เข้าหูวาลเลยแม้แต่น้อย เมื่อในหัวของเธอตอนนี้ มีเพียงคำสั่งให้รอดจากการจับตัวนี้อย่างเร็วที่สุด
อย่าให้มันจับตัวได้เด็ดขาด พวกมันคือศัตรู ศัตรูที่ไว้ใจไม่ได้...
“ปล่อย...”
อย่าเปิดโอกาส อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้ชิด...
เพราะพวกมันก็เป็เหมือนพ่อแม่ของแกนั่นแหละ!
“อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ!!”
วาลผลักคนตรงหน้าเต็มแรง จนแม้ผู้ชายอย่างทินก็ยังไม่อาจสู้แรงของผู้มีพลังได้ จึงทำให้ลอยไปด้านหลังกระแทกกับพื้น โดยมีบ๊อกขยายร่างรองรับเขาเอาไว้
เด็กสาวหอบหายใจหนัก เอามือปิดหูเพื่อไม่ให้ตัวเองได้ยินเสียง...เสียงที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาทั้งนั้น
นั่นคือเสียงจากตัวเธอเอง ที่โผล่ออกมาเพื่อตอกย้ำความทรงจำในอดีต อดีต...ที่มีผลกระทบต่อเธอโดยตรงและรุนแรง จนต้องพยายามปิดกั้นมันเอาไว้
ทินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง อาการท่าทางของวาลเมื่อกี้ ทำให้เขาเพิ่งนึกออกว่าเธอเป็คนคนเดียวกันกับที่มาเก็บลูกวอลเลย์เมื่อตอนนั้น ที่ชื่อ วาล อะไรนั่น
เขาจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้มักจะทำหน้าไร้อารมณ์อย่างกับหุ่นยนต์ จนเขาคิดว่าเป็หุ่นปลอมตัวมาซะอีก แต่บัดนี้เขากำลังเห็นหุ่นตัวนั้นมีสีหน้าทรมาน อย่างที่แม้แต่ตัวเขาซึ่งเป็มนุษย์ก็ยังไม่อาจทำท่าทรมานได้ถึงขนาดนั้น จน...
“ให้ตายเถอะ ฉันไม่มีเวลากับเธอนักหรอกนะ” ทินเอ่ยอย่างไม่ไยดี เมื่ออีกฝ่ายทำให้นึกถึงเนียร์ขึ้นมา นี่เขาเสียเวลาไปตั้งเท่าไหร่แล้วกัน
บีดีอยากจะเข้าไปขย้ำทินให้ตายคามือด้วยซ้ำ หากไม่ได้วาลห้ามเสียก่อน มันจึงส่งเสียงครางอย่างไม่พอใจ แล้วเลียหน้าเธอราวกับจะปลอบ ซึ่งได้ผล...อาการของวาลค่อยๆสงบลงจนเป็เหมือนเดิมในที่สุด
วาลคลี่ยิ้มบางให้มันเป็เชิงว่าไม่เป็ไปแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็เรียบเฉยอีกครั้งเหมือนตอนแรก
“ฉันไม่ให้นายไปขัดขวางการต่อสู้ของสองคนนั้นหรอก เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็ผลประโยชน์ต่อตัวเนียร์เอง”
“หมายความว่าไง”
“ฉันจะพานายไปดูสองคนนั้น แต่ขอแนะนำว่าอย่าเข้าไปยุ่งหรือขัดขวางโดยเด็ดขาด ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” วาลบอกแล้วเดินนำออกไป
ทินไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อผู้หญิงคนนี้ดีหรือไม่...แต่ตอนนี้รีบไปหาเนียร์ก่อนจะดีกว่า ส่วนเื่หลังจากนั้นจะเอาไงค่อยว่ากันอีกที
เป็การต่อสู้ที่มีประโยชน์ไม่เป็ไรบ้านมารนรกไหนสิ!
ทินสบถในใจดังลั่น เมื่อมาเจอเนียร์ในสภาพแทบจะเป็ตุ๊กตาโชกเือยู่แล้ว และถึงแม้จะดูเหมือนเป็ฝ่ายรุกอยู่ แต่เอลก็ยังไม่มีาแเหมือนเนียร์ แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกหรือ ว่าไม่เป็ไร
เขาทำท่าจะหันไปท้วงคนที่มาด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงทำขรึมแบบไม่ยี่หระกับภาพตรงหน้าเลยสักนิด สงสัยคงต้องให้แขนขาขาดสักข้างกับหัวเกือบหลุดก่อนกระมัง ผู้หญิงคนนี้ถึงจะมีปฏิกิริยา
“พวกนายเป็คนสอนเอลใช้พลังงั้นเหรอ” วาลหันไปถามสองหนุ่มที่อยู่ก่อนหน้า ตอนนี้หนุ่มหัวส้มเริ่มมีท่าทีสนใจกับการต่อสู้ของสองคนนั้นมากขึ้นแล้ว ดังนั้นคนที่ตอบคำถามของวาลจึงเป็ชายผมสีน้ำตาลแทน
“ใช่แล้ว” โชลยิ้มนิดๆ ถามเธอกลับ “ยังถือว่าอยู่ในแผนของคุณอยู่รึเปล่า” แววตาของเขาเหมือนจะสื่อว่ารู้ในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิดอยู่
วาลไม่มั่นใจว่าผู้ชายที่อยู่กันคนละโรงเรียนนี้รู้สิ่งที่เธอคิดไว้มากถึงไหน แต่รู้ไว้ก็ดีเหมือนกัน เพราะการทำแบบนี้ ถือว่าช่วยทุ่นแรงและเวลาของเธอไปได้มากทีเดียว ที่ไม่ต้องมารวมพวกเขาทั้งสองคนอีกในตอนหลัง
“เฮ้”
ทินร้องเพื่อเรียกความสนใจ ความอดทนเริ่มถึงขีดสุด
วาลเห็นท่าทีแบบนั้นจึงรีบพูดดักไว้ก่อน “ดูต่อไปก่อนเถอะ ถ้าเกิดเื่อะไรจริงๆ ฉันจะเป็คนเข้าไปหยุดเอง”
ทินส่งสายตากลับไป เหมือนจะสื่อว่า ‘ถึงเธอไม่ทำ ฉันก็จะเป็คนทำเอง’ แล้วยอมทนดูอย่างสงบ
เอลในตอนแรกตกตะลึงกับการตัดสินใจเพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจของอีกฝ่าย แต่พอตั้งตัวได้ก็เริ่มกลับมายิ้มเยาะอีกครั้ง
“เริ่มมีใจสู้แล้วสินะ” เอลดีใจ คล้ายกับว่าเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
แม้เนียร์จะไม่เข้าใจว่าเอลจะดีใจไปทำไม แต่เธอก็ไม่สนอะไรอีกแล้วตอนนี้ เว้นแต่...สนเพียงว่าต้องล้มคนตรงหน้าให้ได้
“ฉันจะชนะ...ชนะด้วยกำลังทั้งหมดที่มี”
แววตาของเอลเริ่มฉายแววดีใจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
...เกือบแล้วล่ะ อีกนิดเดียวแผนของเธอก็ใกล้สมบูรณ์แล้ว เอลจึงรีบเติมเชื้อลงไป “ถ้าคิดว่าทำได้ก็เชิญเลย เพราะถ้าเธอไม่ฆ่าฉัน เธอก็ต้องเป็ฝ่ายถูกฉันฆ่า”
เนียร์ขบฟันแน่น แล้วร้องลั่น “ก็คอยดูแล้วกัน!”
สิ้นคำ เนียร์ก็เหวี่ยงขาไปที่เอล ซึ่งคนที่เตรียมรอรับการโต้ตอบมานานแล้ว ไม่พลาดท่าง่ายๆ ตีลังกากลับหลังเพื่อหลบ และทันทีที่เท้าแตะถึงพื้น ก็ใช้เท้ายันถีบตัวเองพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
เนียร์รีบยกแขนขึ้นมากันรับการโจมตีนั้น มองดูเผินๆเหมือนเอลไม่ได้ออกแรงอะไรมากมาย ที่เท้าแตะพื้นเมื่อกี้ก็เหมือนจะพุ่งมาแค่เบาๆ หากแต่เมื่อััจริงๆ แล้ว กลับรุนแรงอย่างน่าเหลือเชื่อ จนเธอถึงกับถูกซัดกระเด็นอีกรอบ เหมือนโดนลมพายุเข้าใส่
เมื่อร่างเนียร์ตกถึงพื้น ก็ถึงกับสำลักเืออกมา ภายนอกเหมือนไม่เป็ไร แต่ภายในตอนนี้คงบอบช้ำมากพอดู เพราะเนียร์รู้สึกได้ว่าเครื่องในคล้ายถูกเขย่าอย่างแรงจนแต่ละส่วนแทบไม่อยู่ตำแหน่งเดิม ปั่นป่วนไปหมด แน่ใจได้ว่าหากเป็คนปกติธรรมดาคงช้ำในตายไปแล้ว
“น่าเสียดายนะ”
เนียร์เงยหน้าขึ้นมองเอล
“ที่แถวนี้ไม่มีน้ำให้เธอใช้”
เด็กสาวที่ยังนอนอยู่บนพื้นฟังแล้วแค่นหัวเราะออกมา สร้างความประหลาดใจให้อีกฝ่าย เธอลุกขึ้นยืน ใช้นิ้วปาดเืที่มุมปาก พลางว่า “ใครว่าไม่มีกัน”
เอลเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าหยดเืบนนิ้วของเนียร์ลอยค้างอยู่กลางอากาศได้ ในขณะเดียวกันเืที่ไหลออกมาตามปากแผลก็ค่อยๆมารวมกลุ่มกันล้อมรอบตัวเนียร์
เนียร์ยิ้ม “มีอยู่เพียบเลยล่ะ ‘น้ำ’น่ะ”
เป็อีกครั้งที่เอลได้แต่ตกตะลึง แต่สุดท้ายเธอก็นึกขัน ว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปกลับเป็การช่วยเพิ่มอาวุธให้อีกฝ่ายซะอย่างนั้น ถึงเนียร์จะเป็มือใหม่ด้านการใช้พลัง แต่เอลก็ไม่นึกประมาท เพราะเนียร์ไม่ใช่คนโง่ ข้อนี้เอลยอมรับ เนียร์มีเซ้นส์ทางด้านการต่อสู้และไหวพริบที่ดีกว่า ถึงจะเพิ่งหัดใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้จักเรียนรู้การใช้พลังในขณะที่กำลังสู้อยู่
อย่างในตอนนี้...เอลเห็นเนียร์แยกส่วนที่ไม่ใช่น้ำออกไป ให้เหลือแต่เพียงน้ำใสๆ เท่านั้น
ถ้าเป็พวกมือใหม่ ไม่มีความรู้หรือไหวพริบอะไรเลย จะสามารถแยกน้ำกับสิ่งที่เล็กจนแทบแยกไม่ได้ออกเชียวหรือ อย่าว่าแต่พวกมือใหม่เลย แม้แต่ตัวเธอที่ได้รับการฝึกมาในระดับหนึ่งแล้ว ยังแยกไม่ออกเลยว่า ‘ลม’ กับ ‘อากาศ’ ที่อยู่รอบตัวนั้นมันต่างกันตรงไหน
“จะเหม่อลอยไปถึงไหน!”
เสียงเนียร์ดังฝ่าอากาศมา ปลุกสติเอลให้กลับมาอีกครั้ง แต่ก็ช้าเกินไปเพราะทันทีที่รู้สึกตัว เธอก็โดนบางอย่างซัดเข้าที่ท้อง เหมือนโดนปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดเข้าใส่จากทั้งด้านหน้าด้านหลังไปทั่วตัวอย่างรวดเร็ว ซ้ำกันหลายๆ รอบ จนเธอถึงกับกระอักไอออกมาเป็เื
เอลพยายามตั้งสติ เพียงเธอพัดมือทีเดียว กลุ่มน้ำเ่าั้ก็แตกกระเซ็นกระจายออกไป และต่อให้หยดน้ำพวกนั้นจะกลับมารวมกลุ่มกันอีกสักกี่ครั้ง เธอก็ทำให้พวกมันแตกกระจายออกไปได้ทุกครั้ง
เอลวางใจได้ในระดับหนึ่ง หอบหายใจเล็กน้อยกับการถูกอัดเมื่อครู่
ลม...จะทำให้น้ำเกาะกลุ่มกันไม่ได้
นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอได้เปรียบเนียร์ในระดับหนึ่ง แต่...ไม่อาจช่วยให้เธอเอาชนะเนียร์ได้ ความสามารถของลมมีเพียงแค่นี้เองงั้นหรือ
วิ้ว....
ลมวูบหนึ่งพัดมาทำให้ร่างกายร้อนรุ่มััได้ถึงไอเย็น และทำให้เอลนึกอะไรบางอย่างออก
เนียร์ที่เห็นว่าใช้น้ำไม่ได้ ก็เข้ามาประชิดตัวเอลที่กำลังเผลอ เตะเข้าที่่เอว แต่ก็มีแขนมากันไว้อย่างรวดเร็ว แต่เนียร์ไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น กำหมัดแน่นต่อยเอลที่ยกมือป้องกันเอาไว้อย่างไม่ยั้งมือ
แน่นอนว่าการต่อสู้ระยะประชิดไม่ใช่ของถนัดสำหรับเอล เธอจึงพยายามหาโอกาสหลีกตัวจากอีกฝ่าย แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อเนียร์เสียการทรงตัวเพราะสะดุดกับก้อนหินพอดี แม้เพียงชั่วครู่เดียวแต่ก็ทำให้เอละโหนีออกมาได้ แล้วตวัดมือก่อเป็เสี้ยวลมไปหาเนียร์ทันที
เนียร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่หลบ แล้วใช้มือตัวเองเป็เกราะรับคมมีดนั้นจนทะลุฝ่ามือ นั่นเป็สิ่งที่เธอตั้งใจให้เกิด ก่อนจะเค้นเืออกมาจากปากแผล แยกเอาส่วนที่เป็น้ำออกมารวมกับที่มีอยู่ของเดิมอย่างไม่สนใจความเ็ปที่ตัวเองได้รับเลยแม้แต่น้อย สร้างความขนลุกให้คนดูไม่น้อยเลย
“ถ้ายัยนั่นมีมีดติดตัวไว้ คงกระซวกท้องตัวเองไปแล้วมั้งน่ะ” ฟิวส์กลืนน้ำลาย มีอย่างที่ไหน ทำให้ตัวเองาเ็เพื่อจะเพิ่มอาวุธให้กับตัวเอง แบบนี้ก่อนสู้จบคงเืหมดตัวตายก่อนพอดี
โชลได้แต่หัวเราะเบาๆกับทางเลือกที่เนียร์ใช้มาสู้กับเอล ส่วนวาลเฝ้ามองอย่างเงียบๆ ในขณะที่ทินดูหัวเสีย
หน็อย....เสร็จเื่พวกนี้เมื่อไหร่ จะจับมารีดเืให้หมดตัวซะให้เข็ด วันหลังจะได้ไม่ทำอะไรที่มันบ้าระห่ำแบบนี้อีก เขาคิดอย่างเดือดดาล
คนกำลังเืหมดตัวสมใจอยาก ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด เอาแต่จ้องมองคู่ต่อสู้ของตัวเอง แล้วคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นเคยเป็เพื่อนสนิทกันมากนั้นถูกลบไปแล้ว ไม่สิ...ถูกเก็บซ่อนไว้ต่างหาก ซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกเ็ปในยามที่ถูกอีกฝ่ายทำร้ายและยามที่กำลังเป็ฝ่ายทำร้ายซะเอง
ดังนั้น...จะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด!
เนียร์สาดน้ำเข้าใส่เอลอีกครั้ง หมายจะครอบหัวของเอลด้วยน้ำให้ขาดอากาศหายใจ แต่...
เปรี๊ยะ!
“!!?”
ทั้งเนียร์และคนข้างสนามถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นของเหลวนั้นกลายเป็น้ำแข็งไปชั่วพริบตาเดียว
ผู้ใช้น้ำถึงกับตะลึงจนลืมหายใจ เมื่ออาวุธของตนถูกจับแช่แข็ง ดวงตาสีดำมองผู้กระทำนั้นด้วยความสงสัยสุดขีด
“นั่นมัน...” ฟิวส์เองยังงุนงง เพราะเขาไม่ได้สอนให้เอลทำอะไรแบบนี้ได้เลยเสียหน่อย แล้วมันเกิดอะไรขึ้น “หมายความว่าไงน่ะ ทำไมจู่ๆ น้ำนั่นก็กลายเป็น้ำแข็งซะงั้น”
ในตอนแรกโชลเองก็ประหลาดใจไม่แพ้ฟิวส์ แต่หลังจากคิดพิจารณาดูดีๆแล้วก็พอจะเดาออก แต่คนที่พูดกลับเป็เด็กสาวที่นิ่งเงียบมานาน
“เพราะลมสินะ” วาลเองก็พอจะรู้เหตุผลเหมือนกัน แต่คำพูดเพียงแค่นั้นไม่อาจอธิบายข้อสงสัยให้เข้าใจขึ้นมาได้ โชลจึงรับ่อธิบายต่อ
“ลมจะสามารถควบคุมอากาศที่อยู่รอบตัวได้ หากทำให้อากาศบริเวณหนึ่งมีความกดอากาศต่ำมากๆ ก็จะทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นลดลง...หรือให้พูดง่ายๆ ก็คือ เอลสามารถลดอุณหภูมิให้ต่ำลงได้ในพริบตาเดียว เหมือนที่นายทำให้ร้อนขึ้นได้ยังไงล่ะฟิวส์”
ถึงตรงนี้ฟิวส์พยักหน้าน้อยๆ เป็เชิงว่าเข้าใจแล้ว “ถึงได้ทำให้น้ำแข็งตัวได้ในพริบตาเดียวสินะ” เขารู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้สนุกมากขึ้นทุกที เขาไม่นึกเลยว่าผู้หญิงอย่างเอลจะสามารถเรียนรู้พลังของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครบอก
เอลยิ้มดีใจที่สิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้อง ต้องขอบคุณลมเมื่อครู่ ที่บอกให้เธอรู้ถึงความสามารถอีกอย่างของตน เธอมองน้ำแข็งโค้งเป็เสี้ยวมีแฉกแหลมออกมารอบด้าน หากโดนเข้าจังๆ ละก็ ต้องได้รับแผลเหวอะหวะบ้างล่ะ
เด็กสาวควบคุมมันด้วยลม แล้วผลักมันไปหาเนียร์ที่ก้มหัวหลบได้ ก่อนจะวกกลับมาหาเอลอีกครั้งเหมือนบูมเมอแรง
“ชิ!” เนียร์สบถ เมื่ออาวุธของตนถูกอีกฝ่ายขโมยไปแล้ว แล้วจากนี้จะทำอย่างไรต่อ เพราะการจะหยุดการเคลื่อนไหวของเสี้ยวน้ำแข็งนั้นคงไม่ได้หยุดง่ายๆ ด้วยมือเปล่าแน่
“น้ำต่อให้มันอยู่ในสภาพแบบไหน ก็ยังคงเป็น้ำอยู่ดี”
โชลพูดเสียงดังเพื่อให้คนในสนามได้ยินด้วย
เนียร์สงสัยกับคำพูดของเขา
มันหมายความว่าไงกัน น้ำ...ที่ยังคงเป็น้ำ ต่อให้อยู่ในสภาพไหนก็ตาม...จริงสิ!
เอลมองโชล ซึ่งเขาก็มองกลับมาพร้อมส่งยิ้มให้ เธอเองก็ไม่ได้ต่อว่าที่เขาพูดบางอย่างเพื่อช่วยเนียร์ กลับกัน...เธอหวังให้เนียร์แปลความนั้นออกด้วยซ้ำ และเธอก็ไม่ผิดหวัง เมื่อเห็นอีกฝ่ายคลี่ยิ้มออกมาราวกับเห็นหนทางเบื้องหน้าออก เธอจึงเหวี่ยงเสี้ยวน้ำแข็งในมือ บังคับให้มันตรงเข้าไปหาเนียร์โดยตรงอย่างไม่ลังเล
เป็ไปตามคาด ก่อนที่มันจะฝ่าร่างเนียร์ออกเป็สองส่วน มันกลับหยุดค้างกลางอากาศอยู่แค่นั้น นิ่งสนิทห่างจากตัวเนียร์ไปเพียงไม่กี่เซนฯ จากนั้นมันก็หมุนเป็วงกลมไปรอบๆตัวเนียร์เหมือนจะทดสอบ
“นั่นสินะ น้ำต่อให้ถูกจับแช่แข็งยังไง มันก็ยังคงเป็น้ำอยู่ดี ดังนั้นฉันก็ยังควบคุมมันได้”
และอย่างรวดเร็ว เนียร์เข้าไปประชิดตัวเอล สกัดขาจะให้ล้ม แต่เอล กลับะโขึ้นสูงเพื่อหลบมัน ทว่าเมื่อหันไปมองข้างหลัง เสี้ยวน้ำแข็งก็พุ่งตรงมาหาเธอ เอลจึงผลักมันไปด้วยลม ขณะเดียวกันนั่นเอง เนียร์ะโตามขึ้นมาพร้อมกับฟาดมือลงกลางหลังให้ร่างบางกระแทกพื้นอย่างแรง
เนียร์เรียกเสี้ยวนั้นกลับมาไว้ในมือ แปรสภาพให้มันกลายเป็แท่งตรงคล้ายดาบ ลงเข้าพาดคอเอลที่นอนอยู่บนพื้นทันที
แววตาของเอลฉายแววประหลาดใจที่ตัวเองพลาดท่าแบบนี้ มองดูคนค้ำหัวตนมีอาวุธในมือพร้อมจะปลิดชีวิตเธอทุกเมื่อ
ผลแพ้ชนะ...ออกมาแล้ว
“ฉันชนะ” เนียร์เอ่ยเสียงเรียบ ไม่มีความดีใจในน้ำเสียงนั้น หากแต่เ็ปและสับสน
หากมือนี้ออกแรงกดละก็...จะสามารถบั่นคออีกฝ่ายได้ทันที แต่...เพราะอะไรกันที่มือกลับสั่น?เอลยังทำร้ายเธอไม่ยั้ง คิดจะฆ่าอย่างไม่ลังเลได้เลย แล้วทำไมเธอถึงยังลังเล?
“ฮึๆๆ”
เนียร์ลืมตามองคนที่เฉียดใกล้ความตายอย่างไม่เข้าใจ เมื่อพบว่าเอลกำลังหัวเราะ!?
หมายความว่าไงกัน หรือว่าเอลยังมีแผนอะไรซ่อนไว้อีก
“ถ้าคิดจะทำก็ทำได้นี่นา” เอลยิ้มให้เธอ ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะ ไม่มีสายตาอันเ็าเหมือนก่อนหน้านี้ เป็อีกครั้งที่เนียร์ได้แต่สงสัยว่ามันหมายความว่าอย่างไร
“จบเื่ได้ซะทีสินะ” ฟิวส์พูดพลางขยับขาไปมาแก้เมื่อยหลังยืนดูมานาน
เนียร์หันไปมองเขา ถึงได้สังเกตว่าทินกับวาลก็มาด้วย โชลเข้ามาดึงเอลให้ลุกขึ้น ในขณะที่เนียร์นั่งอยู่ตรงพื้น ้าคำอธิบายอย่างรุนแรง
“เดี๋ยวสิ หมายความว่าไงที่ว่า ‘จบ’ น่ะ ไม่ใช่ว่า ไม่ฉันก็เอลต้องมีคนใดคนหนึ่งตายก่อนไม่ใช่เหรอ”
ทินที่อุตส่าห์ทนได้จนถึงเมื่อกี้ ได้ยินแบบนั้นเข้าขีดความอดทนก็ขาดผึง เข้าไปบีบหัวน้องสาวตัวเอง
“ถ้าอยากตายนักละก็ มา...เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะจัดการมอบให้เอง”
เนียร์ถึงกับดิ้นร้องโอ๊ยเป็การใหญ่ รู้สึกเหมือนแผลตามตัวยังไม่เจ็บเท่าถูกพี่ชายตัวเองบีบหัว จนเอลต้องเข้ามาช่วยห้าม ทินถึงยอมปล่อย
เนียร์กุมหัวร้องครางด้วยความเจ็บ ขณะนั้นเองที่มือของใครบางคนยื่นมาอย่างหวังให้เธอจับ
เนียร์มองเ้าของมือนั้นอย่างระแวดระวังเหมือนไม่มั่นใจว่าไว้ใจได้หรือเปล่า ถึงแม้ตอนนี้เอลจะไม่มีทีท่าอยากฆ่าเธออีกแล้วก็ตาม เธอก็ยังไม่แน่ใจ และเอลก็ดูจะรู้ความคิดของเธอดี จึงพูดว่า
“นี่ ฉันไม่ทำอะไรเธอแล้วล่ะ”
เนียร์ยื่นมือไปจับมือนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆแล้วถูกดึงให้ลุกขึ้นมา เธอยืนมองมือที่ยังคงจับกันอยู่ก่อนจะมองตาอีกฝ่าย ถามเพื่อความแน่ใจ “เธอไม่โกรธฉันแล้วเหรอ ไม่...เกลียดฉันแล้วใช่มั้ย”
เอลมอบรอยยิ้มให้ “ฉันไม่มีความรู้สึกพวกนั้นกับเธอได้นานหรอก ก็...พวกเราเป็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”
เพียงแค่นั้น สิ่งที่เคยถ่วงอยู่ในใจก็พลันหายไป เนียร์ถึงกับโผเข้ากอดเอลโดยไม่สนสายตาคนรอบข้าง เพราะตอนนี้เธอรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่า เธอได้เพื่อนคืนมาแล้ว
เอลเข้าใจความรู้สึกของเนียร์ดี เพราะเอลก็ทรมานอยู่ไม่น้อยที่ต้องแสร้งทำสีหน้าและน้ำเสียงว่าชิงชังเนียร์นับประดา ต้องทำให้เนียร์เจ็บทั้งๆที่ตนไม่้าจะทำเลยแม้แต่น้อย
แต่...คิดถูกแล้วล่ะที่เลือกทางนี้ เพราะจะไม่มานั่งเสียใจภายหลังแน่นอน
เนียร์ถึงกับอ้าปากค้างหลังจากรับรู้เหตุผลที่เอลต้องมาท้าเธอสู้ และเหตุผลนั้นก็คือ...
“้าให้ฉันใช้พลังของตัวเองออกมาให้เต็มที่...เนี่ยนะ”
เอลกับผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นที่คิดแผนนี้ขึ้นมาพากันพยักหน้า
พระเ้าาาาาาาา!
เธออยากจะะโให้ลั่นโลก เพราะด้วยเื่แค่นั้น ถึงกับเอาเธอเกือบตายเลยนะ เคยคิดกันก่อนบ้างไหมว่าก่อนแผนมันจะสำเร็จ เธอจะได้ไปออนทัวร์ที่ยมโลกซะก่อน แล้วเคยคิดกันบ้างไหมว่าหากเธอเอาจริงกับการต่อสู้และไม่ลังเลที่จะฆ่าเอลเลย มันจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ดูจากสีหน้าของแต่ละคนกันแล้ว บอกได้คำเดียวว่าพวกนี้ไม่เคยคิดกันแน่ๆ...
นึกถึงพาดหัวข่าววันพรุ่งนี้สิ
“เพื่อนสนิทฆ่าล้างกัน สาเหตุเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายมันจะเอาจริง”
คงจะเป็ข่าวดังน่าดูชม
เนียร์เอามือกุมขมับ ถอนหายใจยาว ไอ้คำว่า ‘รู้เท่าไม่ถึงการณ์’ มันเป็แบบนี้นี่เอง ยังดีที่ ‘การณ์’ ที่ว่ามันยังไม่เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นละก็ พ่อแม่พี่น้องเอ๋ย พรุ่งนี้เตรียมอ่านข่าวเพื่อนรักฆ่ากันตายได้เลย
เหมือนเอลจะรู้ว่าเนียร์คิดอะไรอยู่ จึงพยายามอธิบายเหตุผลที่ทำให้ตนต้องเลือกใช้วิธีแบบนี้
“ขอโทษนะเนียร์ แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้เธอคงไม่ยอมใช้พลังแน่ๆ เพราะวาลบอกฉันว่าเธอกลัวพลังนี้และไม่ยอมรับมัน แล้วมันก็ไม่ใช่เื่ดีสำหรับเธอเลยสักนิด ก็เลย...”
“เอาละๆ พอเถอะ” เนียร์รีบยกมือขึ้นห้าม “ฉันเข้าใจเหตุผลของพวกเธอแล้วล่ะ ว่าพวกเธอแค่หวังดีกับฉันมาก...” เธอลากเสียงคล้ายจะประชด “แล้วก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายฉันเลยสักนิด” ว่าแล้วก็โชว์แผลตามตัวเหมือนจงใจให้เห็น แน่นอนว่าตอนนี้แผลยังคงไม่หายดี แต่เป็เพราะเธอมีความเหนืุ์นิดหน่อย ความสามารถในการฟื้นตัวจึงมีมากกว่าชาวบ้านชาวช่อง ถึงจะไม่ได้เร็วปุปปับแบบแค่ปล่อยทิ้งไว้สองสามนาทีก็หายเป็ปลิดทิ้งก็ตาม แต่มันกำลังค่อยๆ สมานตัวเองอย่างช้าๆ ตอนนี้เืหยุดไหลจนเป็แผลแห้งไปแล้ว แต่ถ้าถูกซ้ำลงไปก็ใช่ว่าแผลจะไม่ปริออกมาอีก
ทินที่ฟังเอลพูดเหตุผล หันไปมองดูวาลที่ตอนนี้กำลังตั้งต้นอ่านนิยาย โดยมีบีดีเข้ามาร่วมดูด้วยเหมือนมันจะอ่านหนังสือออก ยังไม่ทันที่วาลจะทันอ่านได้จนจบประโยค ทินก็ถามขึ้นมาเสียก่อน
“ที่บอกว่าเป็ตัวต้นเื่นี่ เพราะเธอไปพูดกับน้องเอลแบบนั้นเหรอ”
วาลตอบโดยไม่หันมามอง “ใช่”
ให้ตายเถอะ! คราวนี้พี่ชายหันมากุมขมับตัวเองบ้าง
ไอ้เขาก็นึกว่าที่ว่าเป็ตัวต้นเหตุ มันหมายถึงไปยุแยงให้สองคนนั้นมันทะเลาะกันซะอีก นี่อะไร...ไม่ได้เข้าข่ายเลยสักนิด แล้วเขาดันไปทำให้เธอต้องกลัวมากขนาดนั้นอีก
คราวนี้ไม่ต้องมีใครมาเตือน เขาก็รู้ว่าตัวเองนั้นผิดเต็มๆ
“...ขอโทษ...”
ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากเด็กสาวที่นิ่งขรึม แต่ทินรู้ดีว่าเธอต้องได้ยินเพราะเ้าตัวประหลาดสีน้ำตาลออกเหลืองนั่นหันมาส่งเสียงให้เขา คล้ายเป็การตอบรับคำขอโทษของเขาแทนเ้านาย
...บางครั้ง...เ้าสัตว์เลี้ยงนั่นยังดูออกง่ายกว่าเ้าของซะอีก
“เนียร์” เอลเรียก ทำท่าเหมือนอยากถามอะไรบางอย่าง ซึ่งเนียร์ก็รอเธอพูดออกมา “เธอไม่รู้สึกกลัวพลังนี้แล้วใช่มั้ย ยอมรับ...มันได้แล้วรึยัง” เป็ธรรมดาที่เอล้ารู้ว่าสิ่งที่ตนพยายามทำนั้นได้ผลหรือเปล่า
เนียร์ลองถามตัวเองในใจอีกครั้งว่ากลัวไหม...กับพลังนี้
ตอนวาลเข้ามาพูดว่าเธอเป็พวกเดียวกัน ความรู้สึกต่อต้านว่าไม่ใช่ก็พุ่งใส่ทันที เธอรู้...เธอปฏิเสธเพื่อโกหกตัวเองว่าคนเ่าั้ที่ต้องตายไปไม่ใช่เพราะเธอ
ไม่ใช่ตัวเอง...แต่เป็เพราะพลังบ้าๆนี่ต่างหากที่เป็คนทำ ดังนั้น เธอจึงพยายามมาตลอดที่จะไม่ใช้พลังนี้
เนียร์หันมองพวกเอลที่กำลังรอคอยฟังคำตอบของเธออยู่ โดยไม่สนใจเสียงฟัดกันของบรรดาสัตว์เลี้ยงของพวกเธอทั้งสี่คน ยกเว้นบีดีที่อยู่สงบๆ กับวาล
แล้วทำไมพวกเอลถึงไม่เป็แบบเธอนะ...เพราะพวกเอลยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็กันสินะ เมื่อเจอพวกเดียวกันยอมรับซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน เพราะรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว พวกเขามีพวกพ้องที่คอยช่วยเหลือกันอยู่
ตัวเธอล่ะ จะยังคงปฏิเสธความจริงต่อไปอย่างนั้นหรือ ไม่มีพวกพ้องที่เป็เหมือนกัน และไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติธรรมดาได้ อยู่อย่างครึ่งๆ กลางๆ แล้วได้แต่ทรมานตัวเองไปตลอดหรือ ทั้งๆที่...กลุ่มคนที่พร้อมจะยอมรับในสิ่งที่ตัวเธอเป็ได้มาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
ไม่จำเป็ต้องคิดอะไรให้วุ่นวายอีก เนียร์ก็ยิ้มออกมาพร้อมตอบ “ฉันไม่กลัวพลังนี้แล้วล่ะ เอล...ขอบใจนะ”
เอลยิ้มไปถึงดวงตาเมื่อได้คำตอบแบบนั้น จนโชลยิ้มตาม ส่วนฟิวส์ก็ทำทีเป็ไม่สนใจ แต่ก็ยังอุตส่าห์คิดถึงปัญหาที่ยังเหลืออยู่อีกของพวกเธอ
“แล้วพวกเธอจะเอาไปบอกเพื่อนอีกสองคนนั่นมั้ย”
“ไม่มีทาง!”
คราวนี้ไม่ต้องนัดหมาย เนียร์กับเอลก็ตอบเหมือนกันเป๊ะ
เนียร์พูดต่อทันที “นี่นายคงไม่คิดจะให้พวกเราบอกเพียวกับโมหรอกนะ ไม่มีทางเด็ดขาด”
เอลเสริมต่อ “ใช่แล้วล่ะ ถ้าเกิดบอกไปแล้วสองคนนั้นเกลียดหรือกลัวพวกเราขึ้นมาจะทำยังไง”
“ก็เพราะความคิดแบบนี้ไงล่ะ พวกคุณถึงต้องมาทะเลาะกัน” คำพูดของโชลทำเอาทั้งสองคนสะอึกจนพูดไม่ออก
“แต่...แต่คราวนี้มันไม่เหมือนกันนี่นา” เอลพูด “ฉันกับเนียร์มีพลังเหมือนกันก็เลยยอมรับกันได้ แต่สองคนนั้นเป็แค่คนธรรมดานะ จะเหมือนกันงั้นเหรอ”
“เหมือนสิ” ฟิวส์โต้อย่างรำคาญเต็มทน “ก็พวกเธอเป็เพื่อนกันไม่ใช่รึไง”
เนียร์กับเอลถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเหตุผลนั้น เหตุผล...ที่พวกเธอเกือบลืมไปเสียสนิท
นั่นน่ะสินะ...ก็พวกเธอ...เป็เพื่อนกันนี่นา
เนียร์กับเอลมองตากันอยู่ครู่ แล้วระบายยิ้มออกมาราวกับรู้ใจกันถึงคำตอบ
“ได้ วันจันทร์นี้พวกเราจะไปบอกสองคนนั้น”
เมื่อเื่ทุกอย่างจบลงด้วยดี เอลก็นึกอะไรบางอย่างออก หันไปถามเนียร์
“จะว่าไป...ตอนนั้นเธอพยายามจะแก้ตัวว่าเธอกับทินไม่ได้มีอะไรกัน หมายความว่าไงกันน่ะ”
เนียร์ถึงกับสะดุ้งที่ได้ยินคำถามนี้ ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะจำได้ด้วย
“ก็...ไอ้เพียวกับโมมันพูดกันน่ะว่าที่เธอโกรธ มันเป็เพราะ...คิดว่าฉันกับทินเป็...กิ๊กอะไรกันประมาณนั้นน่ะ” เธอตอบอ้อมแอ้ม แล้วเผลอเหมารวมเอาเพียวที่ไม่ได้พูดเลยสักนิดเข้ามาเอี่ยวด้วยซะอย่างนั้น
“อะไรนะ!” เอลร้องลั่น ทำเอาคนแถวนั้นหันมามองกันหมด เอลเลยดึงตัวเนียร์มาคุยให้ได้ยินกันแค่สองคน “สองคนนั้นพูดแบบนั้นงั้นเหรอ คิดกันไปได้ยังไงน่ะ จะลามปามมากกันเกินไปแล้ว” ตัวเธอน่ะไม่เป็ไรหรอก แต่นี่ลามไปถึงพี่ทินด้วย นี่หรอกที่ยอมไม่ได้
เอลเริ่มกลับไปสวมบทโหดเหมือนเมื่อกี้อีกครั้ง จนเนียร์แอบหวาดๆ ไม่ได้ ว่าวันจันทร์มันจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ถูกหมายหัวไว้
“เนียร์!” จู่ๆ ทินก็เรียก “กลับบ้านกันได้แล้ว”
เนียร์ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน “โห ไม่น่าเชื่อเลยว่านายอยากกลับบ้านเร็ว ยิ่งโดยเฉพาะตอนได้เจอกับพวกผู้มีพลังแบบนี้”
ทินยิ้มโหดจนคนเห็นเกิดอาการขนลุกขึ้นทันใด ััได้ถึงภัยร้ายที่กำลังมาเยือน “หึๆ ไอ้พวกนั้นน่ะ มีเวลาทำความรู้จักกันอีกเยอะ แต่ตอนนี้ฉันอยากไปสะสางอะไรนิดหน่อยน่ะ”
ไม่ต้องพูดถึงว่ากลับไปแล้วจะต้องเจอกับอะไร ที่แน่ๆ เธอคงเจอศึกหนักกว่าตอนสู้กับเอลแน่
หลังจากฉากพี่ฉุดกระชากลากถูน้องผ่านพ้นไป เอลก็รีบบอกลาคนที่เหลือ เรียกอิวกับบ๊อกที่ถูกลืมไปเรียบร้อยแล้ว แล้วรีบตามสองพี่น้องนั้นไปด้วย
ฟาย่อนกับวิสดูจะเสียดายเพื่อนใหม่ เพราะเล่นกันแค่สองตัวมานานแล้ว ครั้นพอเหลือบมองอีกตัวที่ยังเหลืออยู่ พวกมันก็เลือกเล่นกันเองดีกว่า
วาลปิดหนังสือเสียงดังฉับ ลุกขึ้นยืนเตรียมจะไปอีกคน แต่ฟิวส์เอ่ยถามขึ้นเสียก่อน
“เธอวางแผนอะไรอยู่กันแน่ ถึงคิดจะรวมกลุ่มกันแบบนี้”
เธอมองฟิวส์กับโชลด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะตอบ “ก็แค่...อยากเอามารวมไว้ให้เป็ที่เป็ทางก็เท่านั้นเอง”
เสียงหัวเราะของอีกคนดังขึ้นให้ทั้งคู่หันไปมองต้นเสียง
เด็กหนุ่มหัวสีน้ำตาลที่เข้าไปเล่นกับด้วยกับพวกสัตว์ประหลาดรู้ตัวว่าถูกจ้อง “ไม่ต้องกังวลไปหรอกฟิวส์ ถ้าเธอคิดจะทำอะไรพวกเราจริงๆ ก็คงทำไปนานแล้วล่ะ ไม่มาทำเื่แบบนี้ให้เสียเวลาหรอก”
“แล้ว...” ฟิวส์ทำท่าจะเถียง แต่โชลไม่เปิดโอกาส
“แต่ถ้าเธอคิดจะทำจริงๆ ละก็...” เขาหันมองเด็กสาวที่จ้องเขม็งมายังเขาเช่นกัน เหยียดยิ้มแล้วกล่าวต่อด้วยท่าทีสบายๆ
“กำจัดเธอให้สิ้นซากก็พอ”
“หึ” วาลแค่นหัวเราะเสียงต่ำ “ถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำไป...แต่ฉันไม่คิดว่าจะมีวันนั้นหรอกนะ”
แค่นั้นก็รู้ได้แล้วว่าเธอไม่ได้้าจะเป็ศัตรูกับพวกเขา แต่...หากนี่คือเหล่าคนที่ต้องมารวมกลุ่มกันจริงๆ ละก็....
เป็กลุ่มที่พิลึกพิสดารอยู่นะ
เอ๊ะ...
หรือคำนี้ยังน้อยไป?