ตอนที่ 11 คนถ่อยจอมเซ้าซี้
“เ้าไม่ต้องกลัวนาง เล่าให้ข้าฟังเถอะ อย่ากังวลใจเลย ข้าจะให้ความเป็ธรรมกับเ้า” ป้าหวังรีบเอ่ยตัดบททันทีที่ฟังจบ
ถงเชียนเหลือบมองป้าหวัง ค้นหาความทรงจำในสมองที่เกี่ยวข้องกับนาง ฆ้องปากแตก[1]ผู้โด่งดังในหมู่บ้าน ไม่ว่านางรู้สิ่งใดมา ผู้คนก็จะรู้ทั่วกันในเวลาอันสั้น
่ฤดูกาลเพาะปลูก สะบัดด้ามเสียมเว้นห่างไปหลาย่คันนายังได้ยินเสียงดังโหวกเหวกของนาง สักพักบ้านตงไก่หาย อีกสักพักบ้านซีเป็ดหนี ในยามว่าง ม้านั่งตัวเล็กๆ ถูกย้ายมาอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เสียงนินทาว่าร้ายคุยกันเซ็งแซ่ โดยไม่ลืมที่จะเสริมปรุงแต่งเื่ราวเข้าไปอีก
มีคนตามไปทะเลาะกับนางที่บ้านเกือบทุกวัน ผิดใจกับคนในหมู่บ้านแทบจะทุกคน ร่างเดิมนั้นเป็สะใภ้วัยเยาว์ของผู้อื่น ทั้งยังมีพ่อแม่เช่นนั้น เกิดมาอ่อนแอก็มิวายถูกนางเคี้ยวโคนลิ้น[2]อีก
หรูเหยียนเผยสีหน้าเศร้าสลด กัดริมฝีปากด้วยท่าทางลำบากใจอย่างยิ่ง “เมื่อครู่นี้ข้า เห็นนางกับหลี่สุ่ยเกินทางทิศตะวันออก...” หยุดชะงักชั่วครู่ เหลือบมองถงเชียนแวบหนึ่ง ตัวสั่นงันงก เผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา
ถงเชียนมองนางอย่างเ็า
หรูเหยียนแอบขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน พูดในใจว่า : คอยดูเถอะ!
นางเพียงแค่เกริ่นนำ ไม่ว่าป้าหวังจะถามอะไรก็ไม่ยอมปริปาก นั่นเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนคิดไปต่างๆ นาๆ
“ไม่ได้การแล้ว!” ป้าหวังตบเข่าหนึ่งฉาด ปิดบังแววยินดีไว้ไม่มิด
นางหยิบตะกร้าขึ้นมาคล้องแขน ยกเท้าเตรียมจะจากไป “นี่ก็สายมากแล้ว ยังต้องกลับไปเตรียมข้าวปลาอาหารให้ตาเฒ่าอีก หรูเยียนจ๊ะ เ้ารออยู่ที่นี่ก่อนนะ ข้าจะไปตามคนมาดู”
เมื่อสิ้นเสียง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคน
หรูเยียนเห็นเป้าหมายบรรลุแล้ว มองไปรอบ ๆ ไม่มีผู้คนเดินผ่าน จึงลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามร่างกาย มองถงเชียนด้วยความพอใจที่สมปรารถนา แทบจะเชิดคางขึ้นฟ้า
“เป็อย่างไร? กลัวแล้วสินะ!” เสื้อผ้าที่ซักจนขาวสะอาดมีเศษใบไม่ติดอยู่จำนวนไม่น้อย
ไร้เดียงสาเสียจริง!
ถงเชียนชายตามองนางอย่างเ็า พร้อมยิ้มเยาะที่มุมปาก
แสงดวงอาทิตย์ดำเนินมาตรงหน้า ถงเชียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เสียเวลาถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงเข้าเมืองไม่ทันภายในเที่ยงวันแน่
คนเสแสร้งตลบตะแลงโผล่มากลางคัน เดิมทีถงเชียนไม่คิดสนใจสักนิด แต่หรูเยียนกลับท้าทายขีดจำกัดของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถงเชียนก็ไม่ใช่พวกกินหญ้าเช่นกัน!
เมื่อนางก้าวมาขวางทางเป็ครั้งที่สอง ถงเชียนหยุดก้าวเดิน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มออกมา แอบใช้แรงที่ฝ่าเท้า เตะไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
“อ๊า!”
เสียงร้องน่าเวทนานี้สะใจสุด ๆ ไปเลย!
ถงเชียนมองหรูเยียนที่อยู่บนพื้นอย่างเ็า คุกเข่าลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกันกับนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “บอกว่าข้ารังแกเ้ามิใช่รึ ย่อมสนองให้เ้าสมปรารถนาจึงจะถูก”
เสียงของนางเบาหวิว เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่หรูเยียนกลับฟังได้ชัดเจนทุกถ้อยคำ
หญิงสาวตรงหน้า แผ่กลิ่นอายดุร้ายไปทั่วทั้งร่าง ราวกับไม่ใช่ซาลาเปานุ่มนิ่มแสนน่ารันทดคนเดิมของนาง
บัดนี้แววตาที่เหลือบมองอย่างขอไปที มักจะทำให้หรูเยียนรู้สึกหวาดหวั่นใจ
แต่คนอย่างนี้ อาศัยสิ่งใดมาแต่งให้กับคุณชายสง่างามมากด้วยสติปัญญาอย่างจี้ซิวผิงผู้นั้นได้?
หรูเยียนไม่ยอม ตนเองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้งยังฉลาดปราดเปรื่อง แต่เหตุใดจี้ซิวผิงถึงไม่มองนาง!
ไม่ว่าจะพยายามทำอย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเลยสักนิด
“คอยดูก็แล้วกัน!” หรูเยียนกุมตาตุ่มที่บวมเป่ง แล้วคำรามอย่างเ็ปเหลือคณา
ถงเชียนทำเหมือนไม่ได้ยินก็ไม่ปาน เดินมุ่งไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน ในใจคิดแต่จะตามหาอาจารย์อยู่เื่เดียว
หมู่บ้านห่างจากเมืองราวๆ ยี่สิบลี้ ก่อนหน้านี้ล้วนเป็จี้ซิวผิงที่พานางไป ถงเชียนเพียงแค่นั่งนิ่งๆ ก็พอ
ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ นางดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาพัดใบหน้าเพื่อเรียกความเย็น
บนผ้าเช็ดหน้าปักลายผีเสื้อเอาไว้ แม้ฝีมือจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ถือว่างดงามประณีต
ในบางครั้งจะมีพ่อค้าหาบเร่มาที่หมู่บ้าน ถงเชียนเป็คนขี้ร้อน จี้ซิวผิงเห็นว่าเวลาอากาศร้อนนางจะเหงื่อไหลไม่หยุด จึงซื้อผ้าเช็ดหน้าให้นางหนึ่งผืน
รถวัวค่อยๆ แล่นไปตามถนนช้าๆ จากระยะไกลเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
…
ถึงแล้ว
ถงเชียนนับแผ่นทองแดงสองแผ่นมอบให้ไป แล้วะโลงรถด้วยมือทั้งสองข้าง
ตลาดในเมืองยังคงดำเนินตามปกติ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างคึกคัก เสียงหาบเร่สินค้าร้องเรียกลูกค้าดังขึ้นไม่ขาดสาย
ถงเชียนเดินทะลุไปตามตรอกซอกซอย เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนเกือบจะหลงทาง ก่อนจะหยุดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
หลังคาบ้านมุงด้วยฟาง มีแผ่นไม้สลักอักษรคำว่าสถานศึกษาอยู่ ถงเชียนดึงห่วงเหล็กที่แขวนอยู่ตรงประตู
เคาะประมาณสองสามที ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านใน
“เ้าคือ?” ผู้ที่มาเปิดประตูคือฮูหยินวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ผ่านการซักมาแล้วหลายครั้ง เย็บปะมาแล้วหลายจุด
ฮูหยินผู้นั้นมองถงเชียน เห็นนางอายุยังน้อย ยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตนเองด้วยท่าทางเมินเฉยอันเป็เอกลักษณ์ ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
ถงเชียนเอ่ย “ข้ามาหาอาจารย์ชิว”
ฮูหยินกวาดสายตามองนางั้แ่หัวจรดเท้าหนึ่งรอบ เมื่อเห็นนางสวมเสื้อผ้าซอมซ่อ ก็ทำสีหน้าเหยียดหยาม “ไม่อยู่”
พูดจบก็คิดจะปิดประตู
“ใครมาด้านนอกน่ะ?” เสียงไอค่อกๆ แค่กๆ ดังขึ้น
ถงเชียนเหลือบมองฮูหยินผู้นั้น อีกฝ่ายไม่มีท่าทางละอายใจที่โดนเปิดโปงเลยสักนิด ทั้งยังหันกลับไปพูดกับคนในเรือนว่า “ไม่รู้จัก มาถามทางน่ะ”
โกหกตาไม่กระพริบจริงๆ ถงเชียนหัวเราะเ็าในใจ แล้วเปล่งเสียงดัง “อาจารย์ชิว!”
“เ้าจะทำอันใดน่ะ?”
ฮูหยินเข้ามาขวางนางไว้ มือผลักไล่ไสส่งให้ออกไป
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ บัดนี้อาจารย์ชิวผู้มีเคราแพะปรากฏกายขึ้นด้านหลังฮูหยิน ดวงตาเจือความสงสัย “เ้าคือ?”
“เข้าไปแล้วค่อยพูดได้หรือไม่?”
ตรอกแคบๆ นี้มีผู้คนเดินผ่านตลอด อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ที่สำหรับพูดคุย อาจารย์ชิวพยักหน้า เชิญให้นางเข้ามา ส่วนฮูหยินชราผู้นั้นก็รีบตามเข้าไป
ตัวบ้านทำมาจากหญ้าคา แม้แต่เตาผิงที่พอใช้การได้ก็ยังไม่มี กระท่อมเล็กทำอย่างง่ายๆ ด้วยไม้ไม่กี่ท่อน ภายในขรุขระไม่ราบเรียบ เดินไปแค่ชั่วครู่ ใต้รองเท้าก็เต็มไปด้วยดินโคลน
ถงเชียนเก็บสายตากลับไป พอจะเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่อยู่พอสมควร
ไม่สนใจสายตาของฮูหยินที่จ้องเขม่งมาทางนาง ถงเชียนเอ่ยปากช้า ๆ “่นี้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่?”
ควรทักทายปราศรัยสักหน่อยจึงจะไม่ขาดตกบกพร่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ถงเชียนเห็นสีหน้าเขาดูไม่ค่อยดี สถานการณ์ทางบ้านยังเป็เช่นนี้อีก เกรงว่าคงมีเงินไม่มากพอจะไปหาหมอหรือนำใบสั่งยาไปซื้อสมุนไพร
หากเป็ผู้อื่น นางคงจะไม่เสียเวลาสิ้นเปลืองความคิด แต่อาจารย์ชิวผู้นี้ เป็คนที่เสาะหามาเพื่อเป็อาจารย์ที่ดีให้กับจี้ซิวผิง
ก่อนมานางได้ยินว่าเมื่อก่อนอาจารย์ชิวเป็ขุนนางซิ่วไฉ เดิมควรมีอนาคตที่ดี แต่เพราะเขามีนิสัยเถรตรง ไม่รู้จบประจบเอาใจ ถึงจะเป็ผู้มีความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด
ถงเชียนคิดทบทวนเื่นี้มานานแล้ว จนในที่สุดก็เลือกเขา
“จี้ซิวผิงเป็สามีข้า” เสียงพูดเจื้อยแจ้วของถงเชียนเผยความตั้งใจออกมา “คาดว่าท่านคงทราบดี ก่อนหน้านี้เป็เพราะทางบ้านเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด จำต้องกลับบ้าน ละทิ้งตำราความรู้ ทั้งยอมละทิ้งอนาคตที่ดีนี้เพื่อข้า เกี่ยวกับชาติบ้านเมืองและเื่ส่วนตัว ใจข้ามิอาจทนได้ สถานศึกษาในเมืองนั้นมีหลายแห่ง แต่หากกล่าวถึงความรู้ความสามารถแล้ว ท่านคืออันดับต้นๆ ข้าจึงอยากเชิญท่านไปเป็อาจารย์ให้ซิวผิง”
จากคำกล่าวที่เล่ามาเทิดทูนอาจารย์ชิวเป็อย่างสูงนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็การล่วงเกินแต่อย่างใด
กลับฟังดูระรื่นหูยิ่งนัก
อาจารย์ชิวลูบเคราแพะ หรี่ตาดูราวกับกำลังคิดพิจารณาสิ่งที่ได้ยินมา
ความเงียบสงบเพียงชั่วครู่นี้ถูกเสียงไอของเขาดังขัดจังหวะ ถงเชียนเอ่ย “อาการของอาจารย์ควรจะดีขึ้นตั้งนานแล้ว”
ฮูหยินที่อยู่ด้านข้างทนไม่ไหวแล้วเอ่ยว่า “เกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย!”
.
.
.
[1] ฆ้องปากแตก หมายถึง คนที่เก็บความลับไม่อยู่ ชอบนำความลับของคนอื่นไปเปิดเผย เมื่อรู้เื่อะไร ก็จะต้องบอกให้คนอื่นรับรู้ด้วย
[2] เคี้ยวโคนลิ้น หมายถึง พูดจาไร้สาระ