ยามบ่ายที่ตลาดเมืองซานเหอยังคงคึกคัก แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น นาวี กลับััได้ถึงไอเย็นที่แล่นพาดผ่านต้นคอ สัญชาตญาณ ทำให้เขารับรู้ได้ถึง "สายตา" ที่จดจ้องมาจากมุมมืดถึงสามคู่ ชายในชุดชาวบ้านธรรมดาสามคนยืนกระจายตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของตลาด พวกเขาแสร้งทำตัวกลมกลืนกับฝูงชน แต่สายตาคมกริบกลับล็อกติดอยู่กับทุกท่วงท่าของนาวีอย่างไม่วางตา
‘ไอ้นายอำเภอนั่น... ส่งคนมาอีกแล้วงั้นรึ? คราวนี้มาแบบหมาลอบกัดสินะ’ นาวีคิดในใจพลางแสยะยิ้มเหี้ยมที่มุมปาก เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิกฤตให้เป็โอกาสเพื่อลากตัวการที่อยู่หลังม่านออกมาให้ชัด
"อวิ๋น... วันนี้เราจะปิดร้านเร็วหน่อย" นาวีกระซิบสั่งเสียงต่ำ "เ้าเอาของไปเก็บทางหลังตลาด แล้วแยกกลับบ้านไปก่อน ไม่ต้องรอข้า และที่สำคัญ... ห้ามหันกลับมามองเด็ดขาด"
อวิ๋นแม้จะงุนงงแต่ก็ััได้ถึงรังสีคุกคามบางอย่าง จึงยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี เมื่อเห็นศิษย์รักแยกตัวออกไปแล้ว นาวีก็เริ่มแผนการทันที เขาแสร้งทำเป็เก็บเงินใส่ห่อผ้าด้วยท่าทางรนราน คอยหันมองซ้ายมองขวาประหนึ่งคนกำลังหนีความผิด เขาแบกถุงใส่เงิน ซึ่งข้างในมีเพียงก้อนหินหนัก ๆ สลับไว้เดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกมืดที่ไร้ผู้คน
นาวีจงใจทิ้งจังหวะให้พวกมันตามมาทัน เขาเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามตรอกซอกซอย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่กำแพงสูงตระหง่านของจวนหลังใหญ่ใจกลางเมือง เขาอาศัยความมืดพรางตัวแล้วะโวูบเดียวขึ้นไปซ่อนบนขื่อไม้เก่าของซุ้มประตูร้างที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เพียงอึดใจ ชายทั้งสามคนก็วิ่งกรูเข้ามาในตรอกด้วยท่าทางตื่นตระหนกที่เป้าหมายหายวับไปกับตา
"หายไปไหนแล้ว! เมื่อกี้ข้ายังเห็นมันแบกถุงเงินเลี้ยวมาทางนี้อยู่เลย!" ชายคนแรกสบถออกมาอย่างหัวเสีย
"ถ้าทำมันหลุดมือ ท่านเ้าเมืองเอาหัวพวกเรากุดแน่! ท่านกำชับนักหนาว่าให้จับตาดูพฤติกรรมมันทุกฝีก้าว ห้ามให้คลาดสายตาเด็ดขาด!" ชายคนที่สองตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือ
นาวีที่ซุ่มอยู่บนขื่อหรี่ตาลงทันที ความประหลาดใจแล่นวูบเข้ามาในหัว ‘ท่านเ้าเมือง? ไม่ใช่นายอำเภองั้นรึ?’ ความจริงที่ค้นพบทำให้นาวีเริ่มตระหนักว่า เื่ราวของฉางตงคนเก่าอาจจะซับซ้อนกว่าที่เขาประเมินไว้แต่แรก อำนาจระดับเ้าเมืองถึงกับต้องลงมือจับตาดูเสี่ยวเอ้อคนหนึ่งด้วยตัวเอง
นาวีซุ่มรออย่างใจเย็นจนกระทั่งชายทั้งสามเริ่มถอดใจ พวกมันพ่นคำรามอีกสองสามคำก่อนจะรีบถอยกลับไปทางชานเมือง นาวีไม่รอช้า เขาใช้วิชาพรางตัวและก้าวย่างที่แ่เบาประหนึ่งแมวป่า สะกดรอยตามพวกมันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นพวกมันหายเข้าไปในบ้านไม้เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางดงไผ่รกชัฏ
ไม่นานนัก ชายทั้งสามก็เดินกลับออกมาและมุ่งหน้าหายไปในความมืด นาวีรอจนแน่ใจว่าไม่มีใครซุ่มอยู่ด้านนอกแล้ว เขาจึงค่อย ๆ แอบย่องเข้าไปเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม แต่ในขณะที่มือของเขากำลังจะเอื้อมไปแตะบานประตูที่ผุพัง เสียงคำรามที่เขาจำได้ดีว่าเป็ของ นายอำเภอโจว ก็ดังทะลุลอดออกมาจากภายในบ้าน!
"ท่านเ้าเมือง! ท่านส่งคนสะกดรอยตามมันแทนคนของข้าหมายความว่าอย่างไร!" นายอำเภอโจวตวาดลั่นด้วยโทสะ "หรือท่านลืมไปแล้วว่า ตระกูลหยวน มอบหมายหน้าที่นี้ให้ข้าเป็คนดูแล!"
นาวีชะงักกึก เขาหมอบตัวลงแฝงกายใต้เงามืดข้างผนังไม้ สมาธิทั้งหมดพุ่งไปที่บทสนทนาเื้ับานประตู
"ข้าไม่ได้ลืม นายอำเภอโจว" เสียงของ เ้าเมืองหลิน ตอบกลับด้วยโทนเสียงนิ่งสงบแต่น่าเกรงขาม "แต่คนของท่านทำงานพลาดมาถึงสองครั้ง ปล่อยให้มันรอดจากยาพิษจนกลายเป็ตัวประหลาดที่กล้าชกหน้ายอดฝีมือระดับก่อเกิดแก่นปราณกลางตลาด ข้าแค่ต้องแน่ใจว่า ความผิดพลาดของท่าน... จะไม่กลายเป็ะเิที่ทำลายเมืองซานเหอของข้า"
"เมืองของท่านรึ? หึ!" นายอำเภอโจวหัวเราะเยาะ "ท่านอย่าลืมว่าตำแหน่งเ้าเมืองของท่านก็ได้มาเพราะความเมตตาจากตระกูลหยวน! พวกเขาเป็ขุนนางใหญ่ที่กุมอำนาจทั้งกรมขุนนางหัวเมืองต่าง ๆ และการเกษตรทั่วแผ่นดิน แค่จดหมายฉบับเดียว พวกเขาก็เปลี่ยนท่านจากเ้าเมืองให้กลายเป็ขอทานข้างถนนได้แล้ว!"
เสียงกระแทกจอกสุราดังปัง ตามด้วยเสียงถอนหายใจยาวของเ้าเมืองหลิน
"นายอำเภอ... อย่าล้ำเส้นกันให้มากนัก คิดหรือว่าตระกูลหยวนเห็นเ้าเป็คนสำคัญ? เื่ที่เ้าทำได้ มีเื่ไหนบ้างที่ข้าทำแทนไม่ได้?"
"แต่ท่านก็ไม่ใช่คนที่ตระกูลหยวนเลือกใช้แต่แรก... แต่เป็ข้า!" นายอำเภอขึ้นเสียงอย่างไม่ไว้หน้า
"แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไป?" เ้าเมืองหลินถามขึ้น
"ข้าจะส่งหน่วยเก็บกวาดไปจัดการมันคืนนี้! ไม่ต้องใช้พิษ ไม่ต้องใช้แผนซับซ้อนให้เสียเวลา แค่ตัดหัวมันแล้วเผาร้านหมูย่างนั่นให้เหลือแต่เถ้าถ่าน!" นายอำเภอโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอำมหิต "และถ้าคนของท่านยังเข้ามาสอดรู้อีก..."
"เ้าคิดจริง ๆ หรือว่าตระกูลหยวนจะปล่อยเ้าไปหลังจากเ้าจัดการเื่นี้เสร็จแล้ว?" เ้าเมืองหลินพูดเสียงต่ำพร่า
"ท่านห่วงตัวท่านเองเถอะ! ท่านมีลูกสาวที่น่ารักไม่ใช่หรือ? อย่าให้นางต้องมารับเคราะห์เพราะความใจอ่อนไม่เข้าเื่ของท่านเลย การที่ฉางตงตาย... คือทางรอดเดียวของพวกเราทุกคนในเมืองนี้!"
นาวีใจเต้นระรัว ข้อมูลใหม่กระแทกเข้ามาในหัวจนเขาแทบปรับตัวไม่ทัน ‘ตระกูลหยวน... อดีตของฉางตงช่างวุ่นวายเสียจริง’ ในใจของนาวีตอนนี้เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง เขาไม่มั่นใจว่าแท้จริงแล้วเ้าเมือง้าอะไรกันแน่ แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือ ต่อให้เ้าเมืองไม่อยากข้ามสะพานเืนี้ แต่หากตระกูลหยวนสั่งให้ข้าม เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร?
ส่วนนายอำเภอ... นาวีรู้ดีว่าเขาคงปล่อยชายคนนี้ไว้แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือตัวเขาในตอนนี้ยังไม่พร้อมจะก้าวเท้าเข้าไปข้องเกี่ยวกับศึกชิงอำนาจระดับขุนนางใหญ่ ต่อให้จัดการนายอำเภอได้ แต่ถ้าเ้าเมืองอยู่ฝั่งเดียวกับตระกูลหยวน ทุกอย่างก็จะยิ่งวุ่นวายซับซ้อน แม้ในยุทธภพ การตายของขุนนางตัวเล็ก ๆ อย่างนายอำเภออาจไม่ใช่เื่คอขาดบาดตาย แต่มันก็ไม่ใช่เื่ที่จะปล่อยให้ผ่านไปได้ง่าย ๆ โดยไม่มีใครมาไต่สวน
นาวีรู้สึกปวดหัวหนึบกับหมากกระดานนี้ เขาพยายามสูดลมหายใจเพื่อสงบจิตใจที่เริ่มปั่นป่วน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยห่างออกจากบ้านหลังนั้นอย่างเงียบเชียบที่สุด ทิ้งให้แผนการร้ายยังคงดำเนินต่อไปในความมืดมิดของป่าไผ่