ทว่านางมิกล้าเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นสายตาที่มองทหารหนุ่มก็ยังเป็นแววตาของความอับอายอีกด้วย
อาฮวาภักดีต่อเยี่ยนเจาเจาเป็นที่สุดสายตาที่มองทหารหนุ่มมีความจริงใจแฝงอยู่ นั่นทำให้ทหารหนุ่มผู้นั้นรู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย
“แค่มาจับชีพจรเท่านั้นหลายวันมานี้มีหมอมาจับชีพจรมิใช่เพียงหนึ่งหรือสองคน หากระมัดระวังมากถึงเพียงนี้พวกเจ้าก็ให้ข้าตายไปเสียจะดีกว่า ให้ข้าตายไปเสียตรงนี้เลย”
เยี่ยนเจาเจาพูดด้วยความน้อยใจอาฮวาเองก็รู้สึกไม่มีความสุขเท่าไร หญิงสาวสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยท่าทางโกรธเคืองทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย
เมื่อเห็นหยดน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาคู่สวยของเยี่ยนเจาเจาทหารหนุ่มผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ทว่าคำพูดของนางและอาฮวาเมื่อครู่ก็มิได้ดูมีส่วนใดที่ไม่เป็นปกติอยู่เลย
คนผู้นั้นเป็นเพียงหมอหนุ่มที่โดนตัดทางหนีทีไล่หมดแล้วไปรับตัวเขามาตรวจชีพจรให้เยี่ยนเจาเจาก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ไม่เหมาะสมไม่ใช่หรือ?
สาวน้อยที่อ่อนแอและบอบบางเช่นเยี่ยนเจาเจาต่อยไปเพียงหมัดเดียวก็เกรงว่าจะร้องไห้ไปอีกนาน ตอนนี้ถึงติดปีกนางก็บินหนีไปไหนไม่รอดก็แค่การวัดชีพจร รอบๆ ล้วนมีคนคอยจับตามองอยู่ แล้วนางจะทำอะไรได้?
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็รู้สึกว่าคำขอที่เยี่ยนเจาเจากล่าวมาดูสมเหตุสมผลดังนั้นจึงเอ่ยปลอบเยี่ยนเจาเจาไปสองประโยค เขาเพียงลองพูดดู ไม่แน่ว่าอาจจะพาคนมาตรวจชีพจรเยี่ยนเจาเจาได้
แต่เยี่ยนเจาเจากลับคิดว่า เรื่องนี้น่าจะมีความแน่นอนมากกว่าเก้าในสิบส่วนแล้ว
นางเช็ดคราบน้ำตากล่าวขอบคุณทหารหนุ่มด้วยท่าทีสุขใจ จากนั้นก็หันกลับไปฝึกเดินที่สวนต่ออย่างขะมักเขม้น
เยี่ยนเจาเจาเดินไม่หยุดเพราะกลัวว่ากล้ามเนื้อขาของตนจะลีบฝ่อทว่าในใจของเยี่ยนเจาเจากลับคิดว่าเรื่องนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของเยี่ยนเจาเจายังไร้เรี่ยวแรงทำได้เพียงพิงร่างครึ่งหนึ่งไปที่ตัวอาฮวา นางรู้สึกไม่สบายตัวแต่ก็มิกล้ากล่าวสิ่งใด
หลายๆสถานการณ์ทำให้อาฮวารู้ว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวเมื่อเห็นใบหน้าของนางแสดงท่าทีอ่อนล้า จึงรีบแสดงท่าทางเป็นคำพูด “คุณหนูต้องการพักสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
อาฮวาชี้นิ้วไปยังศาลาที่อยู่ไม่ไกล
เยี่ยนเจาเจารู้สึกล้าจากการเดินจะพักสักครู่ก็มิน่าจะมีปัญหาอะไร นางจึงจับมือของอาฮวาและเดินไปช้าๆ
ในศาลามีผลไม้และขนมหวานวางอยู่ทั้งยังมีชารสหวานหอม ทำให้รู้สึกเย็นสบายเป็นอย่างยิ่ง
แต่เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนเจาเจามิได้สนใจสิ่งเหล่านี้นางเพียงนั่งลงที่ระเบียงทางเดิน แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ไหลออกมาบริเวณหน้าผาก
หลังจากที่อาฮวานั่งลงสายตาของนางก็จ้องไปยังขนมที่วางอยู่บนโต๊ะตาเป็นมัน เยี่ยนเจาเจาหัวเราะพร้อมกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอยากกินก็กินเถอะ”
อาฮวากินอย่างมีความสุขด้านหนึ่งก็เอาขนมยัดเข้าจนเต็มปากอีกด้านหนึ่งก็เอามือทำท่าทางโดยที่ยังมีเศษขนมเปื้อนมืออยู่
นางทำท่าทางเร็วเกินไปจนเยี่ยนเจาเจามิเข้าใจมันเลยแม้แต่น้อยต้องคาดเดาอย่างหนักถึงสามารถเข้าใจความหมายที่อาฮวาต้องการจะสื่อว่า เหตุใดตนถึงได้ชอบยาลูกกลอนซานจามากถึงเพียงนั้น
นางมองออกไปรอบๆอีกครั้งอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่ารอบๆ ไม่มีคนนางจึงขยับตัวเข้าไปหาเยี่ยนเจาเจาอย่างหลบๆ ซ่อนๆ จากนั้นก็เริ่มทำท่าทางอีกครั้ง
“มีแผนการอะไรอยู่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือเจ้าคะ?”
อาฮวาเบิกตากว้างมองเยี่ยนเจาเจาเห็นเยี่ยนเจาเจายังคงเช็ดเหงื่ออยู่ ในแววตาก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เยี่ยนเจาเจามองนางด้วยแววตาสงบ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัย “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนี้หรือ?”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เยี่ยนเจาเจาทะนุถนอมและพยายามดูแลอาฮวาเป็นอย่างดี
นี่เป็นครั้งแรกที่นางมองอาฮวาด้วยความสงสัยและรู้สึกไม่พอใจกับการล้ำเส้นของอาฮวา ซึ่งก็พลันทำให้อาฮวารู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา
นางวางขนมที่อยู่ในมือสีหน้าของนางซีดเผือดลง รีบลุกจากตำแหน่งที่ตนนั่งอยู่อย่างหวาดกลัวนิ้วมือแสดงท่าทีขอโทษต่อเยี่ยนเจาเจา
“คำพูดที่เจ้าพูดออกมาหากคนเหล่านั้นได้ยินเข้าแล้วคิดว่าข้าไม่อยู่ในกรอบแล้ว และต้องการตัดหัวของข้า เจ้าว่าถึงตอนนั้นควรทำอย่างไร?ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าคิดว่าเรื่องเช่นนี้สมควรถามออกมาหรือ?”
การแสดงออกของเยี่ยนเจาเจาดูไม่เป็นมิตรเท่าไรนักนางไม่ได้โกรธเพราะคำพูดเหล่านั้นควรเป็นเรื่องที่อยู่ในใจแต่มันเกิดขึ้นเพราะการคาดเดาที่ไม่สมควร... หากกล่าวตามสถานะของเยี่ยนเจาเจา มันเกิดขึ้นเพราะการคาดเดาที่ไม่สมควรเลยทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้น
คนใช้ไม่ควรคาดเดาความคิดของเจ้านายอาฮวาเข้าใจจุดนี้ดี
เห็นอาฮวาสำนึกผิดเยี่ยนเจาเจาจึงยกมือโบกไปมา “มิเป็นไร มิใช่เรื่องสำคัญอันใดในเมื่อเจ้ารู้ผิดรู้ถูกแล้วก็มิจำเป็นต้องพูดถึงมันอีก”
แต่เยี่ยนเจาเจาก็ยังอธิบายแก่อาฮวา “ที่อยากกินยาลูกกลอนซานจาเพราะตอนเด็กๆ ข้าไม่ชอบกินข้าวท่านแม่เลยใช้ยาลูกกลอนซานจาเพื่อปลอบให้ข้ากินข้าว ตอนนี้ข้าห่างจากท่านแม่มานาน จึงได้คิดถึงนางยิ่งนัก”
พูดถึงตรงนี้ดวงตาของเยี่ยนเจาเจาก็เริ่มแดงก่ำนางก้มหน้าลงอย่างโศกเศร้า ในน้ำเสียงที่กล่าวก็แฝงเสียงสะอื้นเอาไว้ “อาฮวา เจ้าไม่รู้หรอก เจ้าไม่มีทางรู้ว่าข้าจะมีชีวิตรอดไปพบท่านแม่ได้อีกหรือไม่ตลอดชีวิตนี้ไม่มีทางรู้ได้อีกแล้วว่า ข้าจะได้กินยาลูกกลอนซานจาที่ท่านแม่เคยป้อนให้ข้ากินหรือไม่”
อาฮวาคาดเดาได้ว่าสถานะที่แท้จริงของเยี่ยนเจาเจานั้นต้องมิใช่คนธรรมดาทั่วไปทว่าในตอนนี้นางมิกล้ากล่าวสิ่งใด เมื่อเห็นเยี่ยนเจาเจาแสดงท่าทีคิดถึงผู้เป็นมารดานางจึงรีบคุกเข่าลงที่ด้านข้างเยี่ยนเจาเจาอย่างสำนึกผิดมือบางจับมือของเยี่ยนเจาเจา นิ้วมือแสดงท่าทางออกมาอย่างงุ่มง่ามบอกกับเยี่ยนเจาเจาว่าอย่ารู้สึกเศร้าไปเลย
เยี่ยนเจาเจาส่ายหน้าและไม่ตอบนางกลับไป
แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าเยี่ยนเจาเจาที่ตกเป็นเชลยจะสามารถกลับบ้านอย่างปลอดภัยได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นทหารหนุ่มผู้นั้นหรือจะเป็นอาฮวาก็ล้วนไม่มีใครล่วงรู้
ดูเหมือนจะเป็นเพราะคำถามของอาฮวา ทำให้อารมณ์ของเยี่ยนเจาเจายิ่งดูแย่ลงไปอีกต่อหน้าอาฮวานางไม่เคยแสดงอาการเศร้าสร้อยและการคะนึงหา การที่จู่ๆ ก็มีอารมณ์เช่นนี้ปรากฏออกมาทำให้อาฮวาทำอะไรไม่ถูก
ปกติแล้วนางจะแสดงความเข้มแข็งออกมา แต่ดูเหมือนจะมีเพียงช่วงเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่จะเปิดเผยด้านอ่อนแอทำให้เห็นถึงความเป็นจริงยิ่งกว่าทุกวัน
เยี่ยนเจาเจาจับมืออาฮวาพร้อมเอ่ยด้วยท่าทีโมโห “ข้าเองก็มิได้ตั้งใจจะตำหนิเจ้าเพียงแต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ในใจมันก็เหมือนจะร้อนรุ่มขึ้นมา จึงได้ใส่อารมณ์ต่อเจ้า”
อาฮวาเป็นสาวใช้ แต่ไหนแต่ไรมาก็มิเคยได้ยินคำขอโทษจากปากเยี่ยนเจาเจาและยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่านางเป็นฝ่ายที่ผิดเหตุใดถึงได้คาดเดาเรื่องราวที่อันตรายเช่นนี้ออกมากันนะ?
เยี่ยนเจาเจาเห็นอาฮวาไม่มีความสุขสีหน้าของนางก็ดีขึ้นมาเล็กน้อย ทว่ายังคงแสดงความเศร้าอย่างเหลือล้นอยู่ “อาฮวา ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
เยี่ยนเจาเจายังเป็นเด็กสาวอายุน้อยคนหนึ่งการคิดถึงญาติของตนย่อมถือเป็นเรื่องปกติอาฮวาเห็นว่าอารมณ์ของเยี่ยนเจาเจามิสู้ดี จึงได้เดินออกไปอย่างพะว้าพะวัง
หางตาของเยี่ยนเจาเจามองไปที่ร่างของอาฮวาเมื่อเห็นว่านางเดินออกไปแล้ว สีหน้าและแววตาทั้งหมดก็หายวับไปในพริบตา และถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอันแสนยะเยือก
นางคิดถึงท่านแม่มากจริงๆ ทว่าน้ำตาที่ไหลออกมามิได้เป็นเพราะเรื่องนี้...แต่เป็นเรื่องที่เยี่ยนเจาเจาทำจนเป็นนิสัย นั่นก็คือการทำให้คนเหล่านั้นต้องชดใช้ต้องชดใช้มันด้วยเลือด
ก่อนที่จะทำให้คู่ต่อสู้ของตนต้องหลั่งโลหิตออกมาอย่างเจ็บปวดเยี่ยนเจาเจาจะไม่มีวันหลั่งน้ำตาให้พวกเขาแม้แต่หยดเดียว
ไม่แม้แต่หยดเดียว
น้ำตาเป็นอาวุธที่นางใช่เล่นสนุกเป็นครั้งคราวเมื่อมีโอกาสใบหน้าที่งดงามของนางก็เช่นกัน มันเป็นกลอุบายที่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกงุนงง ไม่ว่าใครก็ตามที่ดูถูกนางคนเหล่านั้นก็จะต้องชดใช้มันอย่างแน่นอน
เยี่ยนเจาเจามองไปยังขนมที่อาฮวาเพิ่งกินเมื่อสักครู่นี้พอเห็นโต๊ะที่ระเกะระกะ มิรู้ว่าคิดถึงเรื่องใด มุมปากของนางจึงได้ยกเป็นรอยยิ้มขึ้น
มิรู้ว่าทหารหนุ่มผู้นั้นกลับไปพูดสิ่งใดบ้างแต่ยามพลบค่ำเยี่ยนเจาเจาก็ได้ยินว่า ท่านหมอหนุ่มผู้นั้นจะมาจับชีพจรให้ตนแล้ว
ท่าทีที่ดูหดหู่ก่อนหน้านี้จึงได้เปลี่ยนไปนางลุกขึ้นจากเบาะนุ่ม ดวงตาเบิกกว้างเผยถึงความสุขอันล้นเหลือออกมา จากนั้นก็เดินออกไปที่ด้านหน้าประตูจวนเพื่อรอการมาถึงของอีกฝ่าย
ท่านหมอผู้นั้นยังไม่มา เยี่ยนเจาเจาจึงได้แต่รออยู่ที่หน้าประตูอย่างใจจดใจจ่อแววตาแห่งความสุขและความคาดหวังแทบจะซ่อนเอาไว้บนใบหน้าเล็กๆ ของนางไม่อยู่
ผู้ที่มาส่งท่านหมอหนุ่มก็คือทหารรักษาการณ์ผู้นั้น
ระหว่างทางที่เดินมา หมอหนุ่มได้สะพายหีบยามาด้วยชายหนุ่มรูปร่างสูงแสดงท่าทีขี้ขลาดและหวาดกลัว ดูแล้วช่างน่าขัดอกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อทหารหนุ่มเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนั้นก็ไม่สบอารมณ์ในความไม่เอาไหนทว่าเมื่อเห็นรอยช้ำเขียวขนาดใหญ่ที่หลังมือ เกรงว่าก็คงจะพอรู้แล้วว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับอีกฝ่าย
หัวหน้าของพวกเขาที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วอารมณ์ร้ายและอาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาเขาเอาแต่ดื้อรั้นว่าจะต้องจับชีพจรของเยี่ยนเจาเจาทำให้รองผู้บัญชาการโมโหและลงมือกับเขา
ความจริงแล้วไม่มีวิธีที่จะเจรจาเรื่องนี้ให้ลงตัวได้
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ล้วนกังวลว่าคนผู้นี้อาจจะร่วมมือกับเยี่ยนเจาเจา
แม้ว่าหลังจากทำยาลูกกลอนซานจาเสร็จแล้วพวกเขาจะไว้ชีวิตเขาแต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยืนกรานที่จะจับชีพจรของเยี่ยนเจาให้ได้บอกว่าไป๋จู๋ที่ต้องใส่ลงไปในซานจานั้นจะต้องใช้ในปริมาณที่ระมัดระวัง ปริมาณการใช้งานขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย
หากไม่มีการตรวจชีพจรเขาก็มิอาจทำยาลูกกลอนซานจาที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้
เดิมทีรองผู้บัญชาการทรมานและไม่มีความสุขเพราะเรื่องยาลูกกลอนซานจาของเยี่ยนเจาเจาพอมาวันนี้หมอยังมาร้องขออะไรมากมายนี่อีก
เขาลงมือกับเยี่ยนเจาเจาไม่ได้แต่การทำให้หมอได้รับความทุกข์ทรมานนั้นง่ายดายยิ่งนักเมื่อได้ยินเขาเอ่ยคำแล้วคำเล่าว่าจะต้องจับชีพจรของเยี่ยนเจาเจาให้ได้ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนไปสั่งสอนอีกฝ่ายเสียหน่อย
ไม่กล้าตีคนให้ถึงกับตาย อย่างน้อยก็เพราะว่ายังมิได้ทำยาลูกกลอนซานจาเสร็จแล้ว
ทำให้คนผู้นั้นถึงกับสลบ แต่พอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่เพ้อว่าต้องจับชีพจรเสียก่อนหากไม่จับชีพจรก็จะทำยาลูกกลอนซานจามิได้ นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้น
เขาเป็นถึงหมอหลวงที่อยู่ในวัง หากรู้จักเยี่ยนเจาเจาขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นตามที่ได้กล่าวมา เยี่ยนเจาเจาเกิดมาพร้อมใบหน้าที่คล้ายคลึงฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงเป็นอย่างยิ่งเขามิเคยพบเจอเยี่ยนเจาเจา แต่ตอนที่เขาร่ำเรียนเป็นลูกศิษย์สำนักโอสถในวังหลวง ก็น่าจะเคยพบฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงมาบ้าง
หากเขาได้พบเยี่ยนเจาเจาจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้ว่านางเป็นใคร?
ในตอนที่รองผู้บัญชาการโกรธจนแทบกระโดดทหารหนุ่มผู้นั้นก็เข้ามาบอกว่าเยี่ยนเจาเจาทวงถามเรื่องยาลูกกลอนซานจา และต้องการพบท่านหมอหนุ่มผู้นี้นอกจากนี้ท่าทางของเยี่ยนเจาเจาในวันนี้ก็ดูอ่อนแรงยิ่งนัก
ไม่กี่วันมานี้รองผู้บัญชาการเองก็ได้เห็นแล้วว่าเยี่ยนเจาเจาดูหดหู่มากเพียงใดเมื่อรวมเข้ากับที่ทหารหนุ่มผู้นั้นกล่าวตามจริง รองผู้บัญชาการจึงไม่มีทางเลือกอื่นอีก
เมื่อคิดได้ว่าไม่ว่าอย่างไรหมอหนุ่มคนนี้ก็ต้องตายอยู่แล้วเหตุใดยังต้องมานึกใส่ใจด้วยเล่าว่าเขาจะจดจำเยี่ยนเจาเจาได้หรือไม่ รอจนเขาทำยาลูกกลอนซานจาเสร็จแล้วค่อยจัดการเขาก็ยังได้
คนตายมิอาจพูดได้ รองผู้บัญชาการรู้ถึงข้อนี้ดี
ดังนั้นจึงเกิดเรื่องที่ท่านหมอหนุ่มได้มาพบกับเยี่ยนเจาเจาขึ้น
ระหว่างทาง หมอหนุ่มผู้นั้นมีท่าทีหวาดกลัวจนหัวหดตลอดเวลาทหารหนุ่มกลัวว่าท่าทีของเขาจะทำให้สาวน้อยอ่อนแออย่างเยี่ยนเจาเจาต้องหวาดกลัว เขาจึงกล่าวตักเตือนไปสองสามคำ