การเดินทางกลับไปยังจุดซ่อนตัวนั้นเป็ไปอย่างรวดเร็ว และเงียบเชียบ ทหารฝีมือดีทั้งสี่นายที่แม่ทัพเฉินเหยาจินส่งมานั้น เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเงาในป่าลึก เหล่าหยวนซึ่งคุ้นเคยกับเส้นทางแล้วยิ่งนำหน้าไปอย่างไม่ลังเล หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความกังวลระคนความหวัง ยิ่งใกล้จุดหมายเท่าใด เขาก็ยิ่งภาวนาให้ทั้งสามคนยังคงปลอดภัยดี
เมื่อมาถึงบริเวณซอกหินที่พวกเขาใช้เป็ที่ซ่อน เหล่าหยวนส่งสัญญาณให้ทหารทั้งสี่กระจายกำลังคุมเชิงอยู่รอบนอก ส่วนตนเองค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปอย่างระมัดระวัง
“อาไค่! ถิงถิง! คุณชาย! ข้ากลับมาแล้ว!” เขาะโเรียกเสียงเบา
สิ้นเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่ของอาไค่ก็ปรากฏขึ้นที่ปากทางซ่อนตัวทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ตามมาด้วยถิงถิงที่แม้จะยังดูอ่อนเพลีย แต่ก็มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า และสุดท้ายคือคุณชายจ้าวมู่เฉินที่หลบอยู่หลังถิงถิงเล็กน้อย แต่ดวงตาใสแป๋วก็ฉายแววยินดีเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของเหล่าหยวน
“ท่านลุงหยวน!” อาไค่ร้องออกมาเสียงดัง “ท่านกลับมาแล้ว! พวกข้านึกว่า...”
“ข้าปลอดภัยดี” เหล่าหยวนตัดบท ก่อนจะหันไปมองถิงถิงและคุณชาย
“พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง? ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่หรือไม่?”
“ไม่มีเ้าค่ะ ท่านลุงหยวน” ถิงถิงตอบ
“พวกเราปลอดภัยดี แต่... คุณชายท่านเป็ห่วงท่านลุงมาก”
“ท่านลุงไปนานจังเลย...” จ้าวมู่เฉินพึมพำเบาๆ “ข้ากลัวท่านลุงไม่กลับมา...”
เหล่าหยวนยิ้มบางๆ ลูบศีรษะคุณชายเบาๆ
“ข้าบอกแล้วว่าจะกลับมา” เขากล่าว ก่อนจะผายมือไปยังทหารที่ยืนรออยู่
“ไม่ต้องกลัวแล้ว ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายทหารที่ข้าพบเมตตาให้ความช่วยเหลือ ส่งทหารมาคุ้มกันพวกเรากลับไปยังค่าย พวกเขาจะดูแลเราอย่างดี”
การปรากฏตัวของทหารในชุดเกราะเต็มยศ ทำให้ทั้งอาไค่ ถิงถิง และจ้าวมู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนความโล่งใจ ความรู้สึกปลอดภัยที่แท้จริงเอ่อล้นขึ้นมาเป็ครั้งแรกนับั้แ่ประสบเหตุร้าย
ทหารนายหนึ่งกางเปลหามออกอย่างรวดเร็ว “เชิญแม่นางพักผ่อนบนนี้เถิด พวกเราจะนำทางท่านกลับค่ายเอง” เขากล่าวกับถิงถิงด้วยความสุภาพ ถิงถิงขอบคุณ และยอมขึ้นไปนอนบนเปลแต่โดยดี ร่างกายของนางยัง้าการพักผ่อน
ขบวนเดินทางกลับจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีทหารฝีมือดีคอยคุ้มกันหน้าหลังอย่างแ่า เหล่าหยวนเดินเคียงข้างเปลหาม คอยดูแลถิงถิง ส่วนอาไค่เดินประกบจ้าวมู่เฉินที่เดินจับชายเสื้อเหล่าหยวนไม่ยอมห่าง ระหว่างทาง เหล่าหยวนได้เล่าเื่ราวที่เขาได้พบเจอที่ค่ายทหารให้ทั้งสามฟังคร่าวๆ ว่าเขาได้พบกับแม่ทัพใหญ่ผู้มีเมตตา ซึ่งเป็ทหารของต้าถัง และท่านได้เสนอที่พักและความช่วยเหลือให้ โดยเลี่ยงที่จะกล่าวถึงฐานะที่แท้จริงของแม่ทัพ หรืออดีตของตนเอง เพื่อไม่ให้ดูซับซ้อนหรือน่ากลัวเกินไปสำหรับคุณชาย
“ว้าว! มีทหารเยอะแยะเลยหรือขอรับ ท่านลุง?” จ้าวมู่เฉินตาโตด้วยความตื่นเต้น “เหมือนในนิทานเลย!”
“ใช่แล้วขอรับ” เหล่าหยวนตอบรับ
“ที่นั่นปลอดภัยมาก คุณชายไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว”
เมื่อคณะเดินทางมาถึงเขตค่ายทหารลับ บรรยากาศแห่งความมีระเบียบวินัยและความแข็งแกร่งก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน ทหารยามยืนประจำตำแหน่งอย่างสง่างาม เสียงฝึกซ้อมยังคงดังมาเป็ระยะ แต่คราวนี้มันไม่ได้ฟังดูน่ากลัว หากแต่ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
ทหารยามเปิดทางให้ขบวนของพวกเขาเดินผ่านเข้าไปยังใจกลางค่าย ที่หน้ากระโจมบัญชาการใหญ่นั้น ร่างของแม่ทัพเฉินเหยาจินยืนรออยู่แล้ว สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมายังกลุ่มผู้มาใหม่ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างเล็กที่เดินเกาะแขนเหล่าหยวนอยู่ไม่ห่าง
เมื่อจ้าวมู่เฉินสบเข้ากับสายตาอันทรงอำนาจ และใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของแม่ทัพเฒ่า เขาก็สะดุ้งเฮือกด้วยความใกลัวตามสัญชาตญาณ เด็กน้อยรีบมุดไปหลบอยู่ด้านหลังถิงถิง ซึ่งลุกขึ้นยืนข้างเปลแล้ว ทำเพียงแค่ชะโงกใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดเผือดออกมามองอย่างหวาดๆ ดวงตาใสซื่อคู่นั้นเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและความประหม่า
แม่ทัพเฉิงเหยาจินเห็นภาพนั้นเต็มสองตา อาการหวาดกลัวผู้คนแปลกหน้า การหลบซ่อน และแววตาที่ใสซื่อราวกับผ้าขาวนั้น ยืนยันคำพูดของเหล่าหยวนได้อย่างชัดเจน ว่าว่าที่หลานเขยผู้นี้ สูญเสียความทรงจำและความเป็ตัวตนเดิมไปแล้วจริงๆ
เขาสูดลมหายใจลึก เก็บงำความรู้สึกสงสารและซับซ้อนไว้ภายใน ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าเรียบเฉยตามปกติ
“พาพวกเขาไปพักผ่อนที่กระโจมรับรองก่อน” แม่ทัพเฒ่าออกคำสั่งเสียงเรียบ
“จัดหาอาหาร น้ำ และเสื้อผ้าสะอาดให้ อย่าให้ขาดเหลือสิ่งใด”
“รับบัญชา!” ทหารรีบนำทางทั้งสี่คนไปยังกระโจมขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
…..
สองสามวันต่อมา หลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในกระโจมรับรองที่อบอุ่นและปลอดภัย อาการของถิงถิงก็ดีขึ้นจนเกือบเป็ปกติ ส่วนจ้าวมู่เฉินก็เริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในค่ายมากขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังคงหวาดกลัวท่านแม่ทัพเฉินอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มพูดคุยกับเหล่าทหารยามที่ใจดีด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เหล่าหยวนกำลังดูแลคุณชายอยู่หน้ากระโจม ทหารองครักษ์คนสนิทของแม่ทัพเฉิงเหยาจินก็เดินตรงเข้ามาหา
“ท่านหยวน ท่านแม่ทัพมีคำสั่ง” องครักษ์ผู้นั้นกล่าวอย่างสุภาพ
“ท่านแม่ทัพเห็นว่าการพักในกระโจมอาจไม่สะดวกสบายนักสำหรับการพักฟื้นในระยะยาว ท่านจึงเมตตายก เรือนพักหลังเล็กท้ายจวนแม่ทัพ ให้ท่านและนายน้อยได้ใช้เป็ที่พักพิงและรักษาตัว และท่านได้สั่งให้หมอทหารคอยเข้าไปตรวจดูอาการของคุณชายเป็ระยะๆ ด้วย”
เหล่าหยวนเบิกตากว้างด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง เขารีบประสานมือโค้งคำนับลงต่ำ “โปรดกราบขอบพระคุณท่านแม่ทัพแทนข้าน้อยด้วย! น้ำใจอันประเสริฐนี้ ข้าน้อยและนายน้อยจะไม่มีวันลืมเลือน!”
“เชิญท่านเก็บสัมภาระเถิด ข้าจะนำทางท่านและคณะออกจากค่ายทหารลับแห่งนี้ ไปยัง จวนแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหน้าด่าน ที่อยู่ไม่ไกลนัก เรือนพักรับรองที่ท่านแม่ทัพยกให้ตั้งอยู่ ณ ท้ายจวนนั้น” องครักษ์ชี้แจงตำแหน่งที่ตั้งให้ชัดเจน
“ท่านแม่ทัพได้สั่งให้เตรียมรถม้าไว้รอรับพวกท่านที่ชายป่าเขตค่ายแล้ว เพื่อความสะดวกในการเดินทาง”
เหล่าหยวนรับทราบ รีบกลับเข้าไปในกระโจมแจ้งข่าวดีและช่วยทุกคนเก็บสัมภาระที่มีเพียงน้อยนิด จิตใจของทุกคนต่างเบิกบานขึ้นด้วยความหวังที่จะได้ไปอยู่ในสถานที่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเก็บของเรียบร้อย พวกเขาจึงเดินตามทหารองครักษ์และทหารคุ้มกันอีกสองนาย ออกจากบริเวณใจกลางค่ายทหารลับ ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ค่อนข้างเป็ความลับ จนกระทั่งมาถึงบริเวณชายป่าซึ่งเป็เขตสิ้นสุดของค่ายทหาร ที่นั่นมี รถม้าเก่าเก็บ แต่ดูแข็งแรงทนทานคันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว มีพลขับและม้าสองตัวเทียมรออย่างสงบ
ทว่า... ทันทีที่สายตาของจ้าวมู่เฉินจับจ้องไปยังม้าสองตัวที่ยืนสงบนิ่งอยู่หน้ารถม้านั้น! สีหน้าของเขาก็พลันซีดเผือดลงทันที! ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองม้าคู่นั้นด้วยแววตาตื่นตระหนกสุดขีด
ภาพความทรงจำอันเลือนรางแต่น่าสะพรึงกลัวของเสียงร้องฮี้ของม้า แรงกระชากของรถม้า และความรู้สึกของการร่วงหล่นจากที่สูง แล่นวาบเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง!
“มะ...ม้า! ไม่! ข้าไม่ไป! ข้ากลัว!” จ้าวมู่เฉินร้องเสียงหลง พลางถอยหลังกรูดไปซ่อนตัวอยู่หลังเหล่าหยวน ตัวสั่นงันงก เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
เหล่าหยวน อาไค่ และทหารองครักษ์ต่างมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจระคนสงสาร มีเพียงถิงถิงที่เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นางรีบเข้าไปหาคุณชาย ย่อตัวลงจับแขนเล็กๆ ที่สั่นเทานั้นไว้
“คุณชาย ไม่เป็ไรนะเ้าคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด พยายามใช้ตัวเองบดบังภาพม้าเบื้องหน้า
“ไม่มีอะไรน่ากลัว ม้าพวกนี้ใจดี ไม่ทำร้ายคุณชายนะเ้าคะ เชื่อข้านะ”
“ไม่! มัน...มันเคยทำให้ข้าตก...” จ้าวมู่เฉินพึมพำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “ข้ากลัว... ข้าไม่ขึ้นรถม้า...”
“ขึ้นเถิดเ้าค่ะ” ถิงถิงปลอบโยน
“ท่านแม่ทัพเฉินผู้ใจดีให้เราไปพักที่บ้านใหม่หลังงามนะเ้าคะ อยู่ในเมือง มีของอร่อยๆ มีที่นอนอุ่นๆ ดีกว่าอยู่ในป่าตั้งเยอะ” นางค่อยๆ จูงมือคุณชาย
“จับมือข้าไว้แน่นๆ นะเ้าคะ ขึ้นไปพร้อมข้า เราจะนั่งข้างในด้วยกัน ไม่ต้องมองม้าเลย ดีหรือไม่เ้าคะ?”
จ้าวมู่เฉินมองใบหน้าที่อ่อนโยน และแววตาที่ห่วงใยของถิงถิง สลับกับมองม้าที่ยืนอยู่ไกลๆ อย่างหวาดๆ แม้จะยังกลัวจนตัวสั่น แต่ความไว้วางใจในตัว 'พี่สาว' และความปรารถนาที่จะไปสู่ที่ที่ดีกว่า ก็ทำให้เขายอมพยักหน้าช้าๆ
“กะ...ก็ได้... แต่พี่ถิงถิงต้องอยู่กับข้านะ...ห้ามปล่อยมือข้า...”
“เ้าค่ะ ข้าไม่ปล่อยแน่นอน” ถิงถิงรับปากมั่นเหมาะ
นางค่อยๆ จูงมือจ้าวมู่เฉินที่เกาะแขนนางแน่นราวกับลูกลิง เดินผ่านเหล่าหยวนและอาไค่ที่หลีกทางให้ ตรงไปยังรถม้าอย่างช้าๆ เหล่าหยวนส่งสัญญาณให้พลขับอยู่นิ่งๆ ไม่ให้ส่งเสียงหรือเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจทำให้คุณชายใมากขึ้น เมื่อถึงประตูรถม้า ถิงถิงก็ช่วยประคองคุณชายให้ก้าวขึ้นไปก่อน แล้วตนเองจึงตามขึ้นไปนั่งข้างๆ จ้าวมู่เฉินรีบเบียดตัวเข้าหา กอดแขนนางไว้แน่น หลับตาปี๋ ไม่กล้ามองออกไปข้างนอก
เหล่าหยวนถอนหายใจเบาๆ มองภาพนั้นด้วยความสงสารจับใจ ก่อนจะหันไปกล่าวกับองครักษ์
“เชิญท่านขึ้นรถม้าก่อนเถิด ข้ากับอาไค่จะขอนั่งร่วมไปกับพลขับด้านหน้าเอง” องครักษ์พยักหน้ารับ ก้าวขึ้นรถม้าไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นเหล่าหยวน และอาไค่จึงปีนขึ้นไปนั่งบนที่นั่งข้างพลขับ
“ออกรถได้” เหล่าหยวนสั่งพลขับเสียงเรียบ “ค่อยๆ ไป ไม่ต้องรีบร้อน”
รถม้าจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชายป่าเขตค่ายทหารลับ มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่จะนำพวกเขาไปยังเมืองหน้าด่านที่จวนแม่ทัพเฉินเหยาจินตั้งอยู่ เสียงล้อรถบดทับพื้นดินดังเป็จังหวะ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว ทุกเสียง ทุกการสั่นะเื ล้วนตอกย้ำความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจ เขาทำได้เพียงกอดแขนถิงถิงไว้แน่น และภาวนาให้การเดินทางอันน่าทรมานนี้สิ้นสุดลงโดยเร็ว...
หลังจากเดินทางด้วยความเร็วปานกลางอยู่ราวครึ่งชั่วยาม รถม้าก็แล่นผ่านประตูเมืองหน้าด่านที่คึกคักพอสมควร ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายที่เงียบสงบและร่มรื่นกว่า ซึ่งเป็ที่ตั้งของจวนพักของเหล่าขุนนางและคหบดี ในที่สุด รถม้าก็มาหยุดลงหน้าจวนขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งมีทหารยามยืนรักษาการณ์อย่างแ่า นี่คือจวนแม่ทัพเฉินเหยาจิน
องครักษ์ผู้นำทางลงจากรถม้าไปก่อน เพื่อแจ้งแก่ทหารยามหน้าประตู จากนั้นจึงกลับมาเชิญให้ทุกคนลงจากรถ และนำทางเดินอ้อมไปทางด้านหลังของจวน ซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นที่สวนขนาดใหญ่
ณ ที่แห่งนั้นเอง เรือนไม้หลังเล็กๆ ที่งดงามเรียบง่ายก็ปรากฏแก่สายตา ตั้งอยู่อย่างสงบท่ามกลางแมกไม้ ดูแตกต่างจากความโอ่อ่าของตัวจวนหลัก และความแข็งกร้าวของค่ายทหารอย่างสิ้นเชิง เรือนหลังนี้สร้างอย่าง เรียบง่ายตามแบบชนบท หลังคามุงกระเบื้องสีเข้ม ตัวเรือนเป็ไม้เนื้อดีทาสีธรรมชาติ ดูสะอาดสะอ้านและน่าอยู่
หน้าเรือนมีลานดินกว้างพอสมควร เหมาะแก่การใช้เป็ลานฝึกยุทธ หรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจ ต้นแปะก๊วยสีเหลืองทองอร่ามต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอยู่ทางด้านหนึ่ง เคียงคู่กับ ต้นเฟิง (เมเปิ้ล) ที่ใบเริ่มเปลี่ยนสี สวยงามจับตา สร้างบรรยากาศที่สงบและร่มรื่น ทางเดินเล็กๆ ที่ทอดจากประตูรั้วเตี้ยๆ ซึ่งเชื่อมต่อมาจากเขตจวนหลัก มายังตัวเรือนนั้น ขนาบข้างด้วย ต้นเหมย ที่ปลูกเรียงรายเป็ทิวแถว แม้ยังไม่ถึงฤดูออกดอก แต่กิ่งก้านที่แตกยอดอ่อนก็ดูมีชีวิตชีวา
เมื่อก้าวเท้าพ้นจากรถม้า จ้าวมู่เฉินที่ยังคงเกาะถิงถิงอยู่ ก็พลันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่สวยงามและดูสงบปลอดภัยแห่งนี้ ความหวาดกลัวจากการนั่งรถม้าค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก
“ที่นี่สวยจังเลย พี่ถิงถิง” เขาพึมพำเบาๆ
องครักษ์ยิ้มบางๆ “เชิญทุกท่านเข้าไปด้านใน ท่านแม่ทัพสั่งให้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว”
เมื่อเข้าไปภายในเรือน ก็พบว่าแม้จะเรียบง่ายแต่ก็กว้างขวางพอสมควร มี ห้องนอนถึงสี่ห้อง ตกแต่งด้วยเตียงไม้และตู้ใบเล็กอย่างพอเพียง ห้องครัวขนาดกะทัดรัด มีเตาและอุปกรณ์ทำครัวพื้นฐานครบครัน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี บ่งบอกถึงความใส่ใจของผู้เป็เ้าของ
“หาก้าสิ่งใดเพิ่มเติม โปรดแจ้งแก่ทหารยามที่อยู่บริเวณรั้วด้านนั้นได้ พวกเขาจะรีบจัดการให้” องครักษ์กล่าวชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“ข้าขอตัวกลับไปรายงานท่านแม่ทัพก่อน เชิญทุกท่านพักผ่อนตามสบาย”
เหล่าหยวนกล่าวขอบคุณและแสดงความเคารพอีกครั้ง ก่อนที่องครักษ์จะจากไป ทิ้งให้พวกเขาทั้งสี่ได้สำรวจที่พักพิงแห่งใหม่ที่เปรียบเสมือนบ้านอันแสนสงบ ท่ามกลางความคุ้มครองของพยัคฆ์เฒ่าแห่งต้าถัง...