ณ สธุรรมาซึ่งเป็เทวะสภาเทวะสถาน องค์อัมรินทราธิราชเ้าทรงประทับนั่งบนบัลลังก์ พระที่นั่งบัณฑุกัมพลศลิาอาสน์ออกว่าเทวกิจขององค์สักกะจอมเทพ ลักษณะงดงามสง่า ผ่าเผย กายของพระองค์ มีสีทอง รัศมีอร่ามตา น่ามองยิ่งนัก พระวรกายสูง ดั่งูเาก็ไมป่าน ทรงสวมอาภรณ์งดงามยิ่ง พระมงกุฎยิ่งงามกว่าสิ่งใด พระพักตร์ขององค์อัมรินทร์ยิ่งผ่องใสกว่าเหล่าเทพยดาทั้งหลายในสากลพิภพนี้
พระที่นั่งของท่านช่างวิเศษนัก ความกว้างถึง 5 โยชน์ ยาว 16 โชชน์ สูง 4 โยชน์ เมื่อใดที่องค์ท่านจะทรงประทับนั่ง พื้นพระที่นั่งจะยุบพอดีกับน้ำหนักของพระองค์ แต่เมื่อใดที่จะทรงยืนขึ้น พื้นจะคลายตัวขึ้นมาเท่าเดิม ทั้งหมดได้มาด้วยบุญบารมีของท่านทั้งนั้น สร้างความน่าเกรงขามแก่บรรดาปวงเทพทั้งหลายเป็ที่ยิ่ง
เมื่อสิ้นเสียงป่าวประกาศของท่านโฆษกเทพบุตรแล้ว บรรดาเหล่าทวยเทพที่สำคัญได้ ปรากฏกาย ณ ยังที่สุธรรมาเทวะสภาในบัดดล
“ขอบใจเ้ามาก ท่านโฆษกะ เสียงของท่านดังไปถึง 120 โยชน์ครอบคลุมไปทั่วทั้งดาวดึงส์ ระฆัง์ถึงกับต้องปลดระวางกันเลยทีเดียว” ท่านองค์อินทร์ตรัสอย่างเป็กันเองกับท่านโฆษกองค์ใหม่ซึ่งท่านเพิ่งสิ้นบุญในโลกมนุษย์มาไม่นาน
“หามิได ข้าพระพุทธเ้าข้า ข้าพระพทุธเ้ามิควระโให้สียงดังเกินไปเพื่อเรียกเหล่าผู้ใจบุญทั้งหลายว่า มาฟังธรรมกันเถิด พระคุณเ้าทั้งหลายจะสาธยายธรรมได้มาพร้อมแล้ว ข้าพเ้าเพียงแค่เอ่ยออกมาเบา ๆ ก็ได้ยินกันทั่วแดน์แล้วข้าพระพุทธเ้าข้า” ท่านโฆษกเทพบุตรตอบท่านผู้นำสามโลก
“เราอยากรู้ว่าถ้าหากท่านะโจะเป็เยี่ยงไร?” ท่านโกสีทรงอยากรู้เสียจริง
“ข้าพระองค์ทำตามนั้นมิได้จริง ๆ ข้าพระพุทธเ้าข้า มิเช่นนั้นแล้วเสียงอาจเป็ที่ระคายผิวพระกรรณขององค์เทพได้ ข้าพระพุทธเ้าค่ะ” เทพบุตรสุดงดงามองค์ใหม่เอ่ยตอบอย่างภาคภูมิใจในบุญบารมีของตน
“ไม่เป็ไร เราใคร่อยากลอง เชิญท่านะโได้" ท้าวองค์อินทร์นึกสนุก
“ได้ข้าพระพุทธเ้าข้า” ท่านโฆษกแห่ง์ ได้อ้าปากแล้วส่งเสียงออกมาทันที เสียงท่านนี้จากที่เคยไพเราะราวเสียงนกการะเวกนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็เสียงอันดังมาก ๆ ราวกับเป็เสียงแห่งนรกภูมิก็ไม่ปาน เหล่าเทวดา นางฟ้าทุก องค์ต่างอุดหูกันจ้าละหวั่น ์ชั้นอื่น ๆ ต่างพากันโอดครวญว่า เสียงอันใดหนอ? ช่างปวดหูเสียจริง แม้แต่พรหมโลกยังหวั่นไหว
ทุกท่านต่างพากันแตกตื่น บ่นว่าเกิดการทำลายร้างทั้งสามภพแล้วหรือไร? ถึงกาลสิ้นโลกแล้วหรือนี่? ที่แย่ไปกว่านั้นคือโลกมนุษย์ ชาวโลกทุกคนต่างพากันอุดหูและโวยวายว่าเกิดอาเภทท้องฟ้าวปิลาสไปเสียแลว้รึนี่? มาพวกเราไปหลบภัยกันดีกว่า
“พอ ๆ เราสูญเสียแก้วหูไปถึงสามส่วนเลยทีเดียว” องค์อินทร์ยกพระหัตถ์บอกให้หยุดทันที
“ข้าพระองค์ต้องขออภัยด้วยข้าพระพุทธเ้าข้า” ท่านโฆษกเทพบุตรกลับมายืนนิ่งอย่างกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“มิเป็ไร ข้าไม่กล่าวโทษท่านหรอก เราเย้าท่านเล่น แค่อยากดูความยิ่งใหญ่ของท่านเท่านั้นเอง ว่าแต่ด้วยผลบุญของท่าน ทำให้ท่านมาตุลีสารถีของเรามิต้องทำงานหนัก เพราะมิต้องคอยไปตามทุกวิมานนั่นเอง” ท่านตรัสจบพร้อมกับหันมามองทางท่านมาตุลีเทพบุตรผู้เป็เหมือนเทพพาหนะคู่กายขององค์ท่าน แต่ท่านมาตุลีกับไม่ยอมสนทนาด้วย
“ท่านมาตุลี ท่านได้ยินมั้ย? เราถาม” องค์อินทร์ทรงย้ำถึงสองครั้ง ท่านนั้นก็มิขยับจนเทวดาที่ยืนใกล้ ๆ ต้องสะกิดจึงรู้เื่
“พระองค์ทรงตรัสเื่ใดรึข้าพระพุทธเ้าข้า? ข้าหูอื้อ ไม่ได้ยินอะไรเลยข้าพระพุทธเ้าข้า” องค์พาหนะแห่งเทพทำท่างง ๆ
“เฮ้อสงสัยเพราะเสียงของท่านโฆษกะจะแรงไป ทำให้หูอื้อไปหมด” ตรัสจบ ท่านองค์อินทร์จึงยกพระหัตถ์ขวาแล้วโบกไปข้างหน้าหนึ่งครั้ง ผลของการโบกนั้นทำให้หูของทุกท่านกลับมาเป็ปกติทันที เมื่อหูของท่านมาตุลีเทพบุตรกลับมาเป็ปกติและได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ยิ้มและหันมาทางท่านโฆษกเทพบุตร
“ข้าต้องขอบคุณท่านมาก ท่านลดภาระข้าได้เยอะจริง ๆ นานๆ จะมีมนุษย์ที่มีบุญญาธิการมากเช่นท่าน ข้านี่ช่างโชคดเสียจริง ๆ แต่ขอร้องท่านอย่าได้ะโอีกเลยจะเป็การดีฮ่า ๆ” ท่านมาตุลีกล่าวชื่นชมเทวดาองค์ใหม่อย่างอารมณ์ดี องค์อินทร์ ได้ยินจึงทรงสรวลและแย้มพระโอษฐ์ด้วยพระสรุเสียงอันดัง
“สำรวมพระวรกายดว้ยเพคะ” มเหสีเอกทรงพระนามว่าพระนางสุชาดามหาเทวี ทำเอาพระองค์ที่ยังคงสรวลอยู่อย่างมีความสุขนั้น หุบพระโอษฐ์ทันที เมื่อท่านทรงได้พระสติดีแล้วจึงทรงหันพระพักตร์ ไปทางท่านทา้วมหาราชทั้งสี่
ท่านองค์อินทร์จะทรงเริ่มงานอินทรกิจในบัดเดี๋ยวนี้