บทที่ 6
จางไป๋
ห้าวันต่อมา
เรือนบ้านที่เงียบสงบยามบ่ายต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกอยู่ในลานบ้าน คอยบดบังแสงแดดที่สาดส่องตกกระทบลงมาทำให้บรรยากาศภายในลานบ้านเต็มไปด้วยความเงียบสงบและเย็นสบาย
เก้าอี้ไม้หวายตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ร่างในอาภรณ์สีขาวของสวีหยาง กำลังเอนตัวทอดกายนอนอยู่บนเก้าอี้ถ้วยน้ำชาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นตั้งอยู่บนโต๊ะข้างกาย
สวีหยางในยามนี้ก็ยังคงทำสิ่งที่ตนเองชอบที่สุดอยู่นั้นก็คือการนอน สำหรับในยุคสมัยนี้ที่ไม่มีสื่อบันเทิงแบบในยุคสมัยใหม่แล้ว บางทีการนอนเองก็อาจจะเป็การพักผ่อนที่ดีที่สุดอย่างนึง
แล้วอีกอย่างการที่ต้องมานั่งฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน สวีหยางยังคงชอบการนอนแล้วเก่งขึ้นเช่นนี้มากกว่า
ทว่าในขณะที่กำลังจมจ่อมอยู่ภายในความฝันอันแสนหอมหวานของตนเอง อยู่ๆเปลือกตาของสวีหยางก็เปิดขึ้น ร่างที่กำลังนอนทอดกายอยู่บนเก้าอี้ไม้หวายก็ค่อยๆลุกขึ้น
ลมหายใจต่อมาประตูรั้วที่ปิดหยุดก็มีเสียงเคาะจากด้านนอกดังขึ้น สวีหยางลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปเปิดประตู
ด้านหน้าประตูเรือนของเขาในยามนี้มีมือปราบวัยกลางคนผู้นึงกำลังยืนอยู่ เขาสวมใส่ชุดมือปราบของที่ว่าการสีแดงสด ข้างเอวพกดาบเหล็กของทางการ เขามีร่างกายสูงใหญ่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
แต่ทันทีที่มือปราบวัยกลางคนมองเห็นสวีหยาง ใบหน้าที่เคร่งขรึมก็สลายหายไปในพริบตา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขาในทันที
สวีหยางเผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยเรียก “พี่จางเหตุใดจึงมาพบข้าในวันนี้เล่า?”
มือปราบด้านหน้าของเขามีนามว่าจางไป๋เป็มือปราบภายในเมืองไป๋สือเช่นเดียวกัน สำหรับจางไป๋และสวีหยางเ้าของร่างเดิมถือว่าเป็เพื่อนร่วมงานกันภายในกองมือปราบ และยังเป็คนที่เ้าของร่างเดิมสนิทมากที่สุดด้วย
หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาในร่างของสวีหยาง ในตอนนั้นเขาสูญเสียพลังยุทธ์ทั้งร่าง มือปราบภายในกองมือปราบไม่มีผู้ใดคิดจะคบค้าสมาคมกับเขาอีก มีเพียงพี่ใหญ่จางผู้นี้เท่านั้นที่ยังคอยไปๆมาๆและยังคบหากับเขาในฐานะสหายอยู่
และที่เขาได้รู้เื่มากมายภายในเมืองไป๋สือก็ต้องขอบคุณพี่ใหญ่จางไป๋ผู้นี้ที่เล่าให้เขาฟังด้วย
จางไป๋หัวเราะร่วนแล้วเอ่ยขึ้น “มาขอน้ำชากินหน่อยระหว่างลาดตระเวน”
สวีหยางยิ้มรับพลางปรายมือเชิญ “เชิญขอรับ!”
ทั้งสองเดินเข้ามาภายในลานบ้านเดินไปยังโต๊ะหินที่ตั้งอยู่กลางลาน สวีหยางในฐานะเ้าบ้านก็นำเอาน้ำชามาต้อนรับแขก
จางไป๋ยกน้ำชาขึ้นดื่มแล้วพยักหน้า “ชาดี!”
สวีหยางหลุดหัวเราะ
ชาดีอันใดกันสวีหยางรู้ดีว่าบ้านของจางไป๋ในฐานะมือปราบของเมืองไป๋สือ และในฐานะผู้ฝึกยุทธ์หลอมกายาขั้นแปดย่อมต้องมีชาดีกว่านี้อยู่อย่างแน่นอน อีกฝ่ายก็เพียงแค่พูดเพื่อรักษามารยาทเท่านั้น
“อาการของเ้าเป็เช่นไรบ้าง?” จางไป๋ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ดีขึ้นมาแล้วขอรับ แต่่นี้ก็ยังพยายามพักผ่อนให้มากขึ้น” สวีหยางตอบรับ
จางไป๋พยักหน้าแล้วหยิบกาน้ำชารินให้ตนอย่างสบายๆพร้อมกระดกน้ำชาดื่มไปอีกถ้วย
สวีหยางเลิกคิ้วเขามองเห็นท่าทางแปลกๆของพี่ใหญ่จางไป๋ผู้นี้ในวันนี้ ความรู้สึกที่จางไป๋มอบให้กับเขาในวันนี้ก็เหมือนกับว่ากำลังมีเื่ทุกข์ใจบางอย่าง
“มีอันใดหรือเปล่าขอรับ?” สวีหยางถามออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง
จางไป๋ถอนหายใจออกมาก่อนจะเงยหน้ามองสวีหยาง “มันปรากฏตัวออกมาอีกแล้ว”
สวีหยางขมวดคิ้วถามอย่างฉงน “มันที่ท่านหมายถึงคือ…”
“ก็มารเงาอย่างไรละ?” จางไป๋ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
สวีหยางได้ยินชื่อมารเงาก็รู้ได้ทันทีว่าจางไป๋หมายถึงผู้ใด เมื่อสามเดือนก่อนก่อนที่เขาจะมาอยู่ภายในร่างนี้
สวีหยางคนก่อนหรืองก็คือร่างเดิมได้รับภารกิจให้ไปจับกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้ายที่อาละวาดอยู่ที่รอบเมืองไป๋สือ และคนผู้นั้นก็คือมารเงาที่กล่าวถึง อีกฝ่ายมีเคล็ดวิชาแปลกประหลาดสามารถดูดกลืนปราณแท้ภายในร่างของผู้ฝึกยุทธ์ได้ และยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณโลหิตด้วย
ภารกิจในครั้งนั้นทำให้สวีหยางคนก่อนสูญเสียพลังทั้งหมดและยังต้องตกตาย ทำให้เขาได้มีโอกาสมาอยู่ภายในร่างกายร่างนี้
จากที่สวีหยางทำความเข้าใจหลังจากร่างนี้โดนดูดพลังไปแล้วหมดสติ สุดท้ายก็ยังปล่อยให้มารเงาผู้นั้นหนีไปได้
แต่ในตอนนี้เหมือนว่าเ้ามารเงานั่นจะปรากฏกายออกมาอีกแล้ว
สวีหยางขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วเงยหน้ามองพี่ใหญ่จางด้านหน้า “ท่านต้องออกไปทำภารกิจนี้งั้นหรือ”
จางไป๋พยักหน้าใบหน้าของเขาเองก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเช่นกัน จางไป๋สูดหายใจลึกก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้ามีเื่อยากจะขอร้องเ้า”
สวีหยางเหมือนจะคาดเดาบางอย่างได้จึงพยักหน้าตอบรับทันที
จางไป๋เห็นสวีหยางตอบรับทันทีก็เผยรอยยิ้ม “เห็นเ้าตอบรับเช่นนี้ข้าก็สบายใจแล้ว”
สวีหยางส่ายหน้า “อย่าพูดเช่นนั้นเลยพี่ใหญ่จาง ในตอนที่ข้าาเ็และสูญเสียพลังไป หากไม่ได้ท่านสมบัติทั้งหมดของข้าคงโดน่ชิงไปหมดแล้ว”
“บุญคุณของท่านอย่างไรข้าก็ต้องตอบแทน”
ในตอนนั้นที่สวีหยางลืมตาขึ้นมาในร่างกายนี้ มีหรือว่าจะไม่มีเื่ยุ่งยากเกิดขึ้นมา ก่อนหน้านี้สวีหยางเป็ผู้ฝึกยุทธ์ใช้เงินทองจำนวนมากในการเข้าซื้่อตำแหน่งในกองมือปราบ
เพียงแค่นี้คนก็รู้ได้ว่าเขานั้นมีเงินมากมายไม่ใช่คนยากจน หลังจากที่สูญเสียพลังยุทธ์ไปพวกเพื่อนร่วมงานในกองมือปราบเ่าั้มีหลายคนดวงตาเป็ประกายอยากจะ่ชิงสมบัติของเขา
ทว่าโชคดีที่มีพี่ใหญ่จางที่เป็ขอบเขตหลอมกายาขั้นแปดออกหน้า จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสมบัติของเขา
และในตอนนี้คำขอร้องของพี่ใหญ่จางเองก็เป็เช่นเดียวกัน เขาต้องออกไปจับกุมเ้ามารเงาผู้นั้นแม้แต่ขอบเขตหลอมกายาขั้นแปดอย่างพี่ใหญ่จางเองก็ยังไม่มั่นใจว่าตนเองจะกลับมาได้หรือไม่
เพราะแบบนั้นเขาอยากจะให้สวีหยางช่วยส่งครอบครัวของเขาออกจากเมืองถ้าเกิดว่าเกิดเื่กับเขา
สำหรับครอบครัวของพี่ใหญ่จางที่เป็มือปราบมานาน ภายในเมืองไป๋สือก็ถือว่ามีทรัพย์สินอยู่ไม่น้อย
ถ้าเกิดว่าพี่ใหญ่จางที่เป็ขอบเขตหลอมกายาขั้นแปดเป็อะไรไป เ้าพวกเศษสวะในกองมือปราบพวกนั้นที่มองเห็นผลประโยชน์ดีกว่าสิ่งใด คงจะต้องตาลุกวาวแล้วก็อยากจะมากัดกินครอบครัวพี่ใหญ่จางเหมือนกับการแย่งชิงก้อนเนื้อก้อนโตอย่างแน่นอน
พี่ใหญ่จางนำเอากระดาษแผ่นนึงออกมาแล้วก็วางเอาไว้ด้านหน้าพร้อมเอ่ยขึ้น “ถ้าเกิดว่าพรุ่งนี้เช้าข้ายังไม่กลับมา ก็พาครอบครัวของข้าไปที่สถานที่แห่งนี้จะมีคนรอรับพวกเขาอยู่”
สวีหยางหยิบกระดาษแผ่นนั้นเก็บเข้าชายแขนเสื้อแล้วก็พยักหน้า
จางไป๋ฉีกยิ้มแล้วก็หัวเราะ “การได้คบหากับเ้าเป็สหายถือว่าข้าไม่ขาดทุนแล้ว”
จางไป๋ยกน้ำชาขึ้นดื่มแล้วก็ลุกขึ้น “ไปละข้าต้องไปลาดตระเวนต่อแล้ว”
สวีหยางจ้องมองพี่ใหญ่จางแล้วเอ่ยขึ้น “ระวังตัวด้วย”
จางไป๋พยักหน้าแล้วเดินออกไป
มองเงาหลังของพี่ใหญ่จางที่เดินออกไปจากลานบ้านของตนเองแล้ว ภายในหัวของสวีหยางก็สั่งการหน้าต่างของระบบให้ปรากฏขึ้นมา
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปราณโลหิตขั้น 2 ]
[เคล็ดวิชา ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 10 [4600/51200] ดาบปราบมาร ขั้น 10 [4600/51200] เคล็ดวิชากายาหยก ขั้น 6 [1100/3200] เคล็ดวิชากายาเหล็กดำ ขั้น 6 [1100/3200] เคล็ดวิชาผลาญโลหิต ขั้น 6 [1100/3200] เคล็ดวิชาล่องเมฆา ขั้น 6 [1100/3200] เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา ขั้น 6 [1100/3200] ]
นี่คือการเปลี่ยนแปลงใน่ห้าวันของเขา เคล็ดวิชาทั้งห้าเคล็ดวิชาที่เขาได้รับมาใหม่ พวกมันถูกฝึกฝนจนสำเร็จไปถึงขั้นหกแล้ว
สำหรับเคล็ดวิชาผลาญโลหิตที่มีขีดจำกัดแค่ขั้นห้าบรรลุก็ทะลวงไปยังขั้นหกแล้ว มันก้าวข้ามขีดจำกัดดั้งเดิมของเคล็ดวิชาไปเรียบร้อยแล้ว
และใน่ห้าวันที่ผ่านมาด้วยเคล็ดวิชาถึงเจ็ดเคล็ดวิชาโคจรพร้อมกัน ทำให้ขอบเขตของเขาก้าวไปยังปราณโลหิตขั้นสองได้อย่างง่ายดาย
ถึงแม้ว่าในตอนนี้ระดับของเขาจะเป็ปราณโลหิตขั้นสอง แต่สวีหยางคิดว่าถ้าเกิดเขาใช้งานเคล็ดวิชาผลาญโลหิต ด้วยสภาวะนั้นเขาจะแข็งแกร่งมากต่อให้เป็ปราณโลหิตขั้นเก้าขั้นสิบก็น่าจะสามารถต่อกรได้
ด้วยความมั่นใจในตอนนี้สามารถพูดได้ว่า ภายใต้ปรมาจารย์ไม่น่ามีผู้ใดเอาชีวิตเขาได้
--
ถ้าเกิดตัวประโยคติดๆขัดๆก็ขออภัยด้วยน๊า เดี๋ยวนักเขียนจะกลับมาเกลาให้ใหม่