ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 พญายมฟู่ก็ยิ้มเป็นด้วย

            “แม่นางถามถึงสบู่ก้อนพวกนี้หรือขอรับ?”พ่อค้าเร่หยิบสบู่สีน้ำตาลหม่นมาก้อนหนึ่งแล้วพูดว่า “มีทั้งขนาดใหญ่และเล็กขนาดใหญ่ห้าสิบอีแปะ ขนาดเล็กสามสิบอีแปะ”

            หวาชิงเสวี่ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะนางไม่คิดมาก่อนว่าสบู่จะแพงขนาดนี้ ก้อนเล็กๆ แค่นี้ยังราคาตั้งสามสิบอีแปะ

            พ่อค้าเร่เห็นสีหน้าประหลาดใจของนางจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หากแม่นางต้องการ ข้าลดให้ได้ห้าอีแปะ แต่จะลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้วตอนรับซื้อของพวกนี้มาราคาก็ไม่น้อยเลย”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจหยิบสบู่ก้อนหนึ่งขึ้นมาดูอย่างละเอียด

            ในยุคนี้ไม่มีสบู่หรือผงซักฟอกชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ใช้ดินด่าง ฝักต้นจ้าวเจี่ยว หรือสบู่ก้อน

            สบู่ก้อนที่ทำจากตับอ่อนหมูผสมกับขี้เถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรูปแบบหนึ่งเนื่องจากในตับอ่อนหมูมีเอนไซม์ไลเปสและเอนไซม์โปรตีเอส ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับเอนไซม์ในผงซักฟอกยุคปัจจุบันจึงถือได้ว่าเป็นผงซักฟอกเอนไซม์อเนกประสงค์แบบโฟมน้อยของคนสมัยก่อน นับว่าเป็นของที่ค่อนข้างมีระดับเลยทีเดียว

            บ้านคนมีฐานะจะใช้สบู่ก้อนที่ผสมดอกกุ้ยฮวากับดอกกุหลาบมีกลิ่นหอม และถือว่าเป็นที่นิยมมากในยุคนั้น

            “ที่บ้านข้ามีสบู่ก้อนอยู่นิดหน่อยคุณภาพดีกว่าพวกนี้ ท่านรับซื้อหรือไม่?” หวาชิงเสวี่ยถาม

            พ่อค้าเร่มีสีหน้าลำบากใจ“เหมือนจะผิดจังหวะไปหน่อยนะขอรับ ครั้งนี้ข้ารับซื้อสบู่ก้อนมาครบจำนวนแล้ว แม่นางก็รู้ของพวกนี้ไม่เหมือนขนมขบเคี้ยวที่ขายออกง่าย ชาวบ้านทั่วไปไม่ใช้ของพวกนี้ หรือไม่ก็ซื้อก้อนเดียวใช้เป็นเดือนๆข้ารับซื้อมาหลายก้อนแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะขายหมดเมื่อใด”

            ขนมขบเคี้ยวหากมีรสชาติดีเดี๋ยวก็กลับมาซื้อในสองวันหรือสามวัน แต่ของอย่างสบู่ ถึงจะใช้ดีแค่ไหน ก็คงไม่มีผู้ใดซื้อทุกวัน

            หวาชิงเสวี่ยเข้าใจเหตุผลข้อนี้เดิมทีนางก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง ถูกปฏิเสธก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากนัก จึงยิ้มแล้วห่อขนมแป้งทอดสอดไส้ที่เหลือให้พ่อค้าเร่

            หลังจากขายขนมแป้งทอดสอดไส้หมดแล้วขนมแป้งกรอบม้วน และข้าวโพดคั่วก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว เหลือแต่น้ำชาจำนวนมาก

            หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจดูเหมือนว่าการเปิดร้านเครื่องดื่มในสมัยโบราณคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคของยุคนี้

            ธุรกิจขนมแป้งทอดสอดไส้ขนมแป้งกรอบม้วน และข้าวโพดคั่วก็คงทำต่อไปไม่ได้นาน เพราะตอนนี้เนยเหลือน้อยแล้ว อีกทั้งชายแดนระหว่างแคว้นต้าฉีกับแคว้นต้าเหลียวก็ยังไม่สงบสุขมีความขัดแย้งกันเป็นระยะๆ คนเลี้ยงสัตว์ทางตะวันตกเฉียงเหนือจึงไม่ค่อยเดินทางมา พ่อค้าพเนจรแคว้นต้าฉีก็มีพื้นที่ทำการค้าจำกัดลงการจะซื้อเนยได้อีกครั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่...

            เฮ้อ นางต้องหาวิธีอื่นอีกแล้ว

            หวาชิงเสวี่ยเก็บแผงร้านกลับบ้านแล้วตรวจสอบจำนวนเนยที่มีอยู่

            เดิมทีเนยมีขนาดใหญ่เท่ากับก้อนอิฐสองก้อนตอนนี้เหลือเพียงก้อนเล็กๆ อันที่จริงนี่ก็แสดงให้เห็นว่าธุรกิจขนมของนางนั้นดีมากไม่อย่างนั้น เนยคงไม่หมดเร็วขนาดนี้

            หวาชิงเสวี่ยลองทำข้าวโพดคั่วโดยไม่ใส่เนย

            ใส่เพียงน้ำตาลทรายรสชาติก็หวานกรอบอร่อยดี แต่ขาดความหอมเข้มข้น รสชาติเลยบางเบาไปหน่อย

            ดูเหมือนว่าจะขาดเนยไม่ได้จริงๆ...

            ช่างเถอะ เอาไว้กินเองก็แล้วกัน

            หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าห้องมุมห้องมีชามเครื่องเคลือบขนาดต่างๆ วางเรียงรายอยู่ ภายในคือสบู่ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ที่เมืองเหรินชิว

            ทิ้งไว้นานขนาดนี้ สบู่ทำมือเหล่านี้ก็ได้ที่แล้วพร้อมสำหรับการตัดแบ่ง

            นางหยิบมีดมาวัดขนาดแล้วหั่นหั่นตัดสบู่ออกเป็นก้อนที่มีขนาดและความหนาเท่ากัน

            ตัดได้ทั้งหมดสามสิบกว่าก้อนและยังมีเศษเหลืออยู่อีกเพียบ พวกมันเหล่านี้จะทิ้งไปเปล่าๆ ไม่ได้ สามารถเอาไว้เป็นของแถมได้

            แต่จะขายแบบนี้เลยโดยตรงก็ดูธรรมดาไปหน่อยหวาชิงเสวี่ยจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อของมาห่อสินค้าเอง

            วันต่อมา หวาชิงเสวี่ยออกไปเดินซื้อข้าวของ

            นางไปร้านขายของชำที่ซื้อเนยมาครั้งที่แล้วก่อนหวังว่าจะโชคดี แต่ก็เป็นอย่างที่นางคาดไว้ เพราะสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ทำให้ไม่ได้รับซื้อสินค้าจากชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนมานานมากแล้ว

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ทำได้เพียงยอมรับความจริง นางซื้อกระดาษสีขาวธรรมดาปึกหนึ่งที่ร้านขายของชำ แล้วซื้อพู่กันหมึก กระดาษ และอุปกรณ์อื่นๆ จากนั้นเตรียมตัวกลับบ้าน

            แต่ระหว่างทางกลับเจอแผงร้านขายข้าวโพดคั่วหลายร้านโดยไม่คาดคิด

            ข้าวโพดคั่วทำง่าย เพียงแค่กินสองสามครั้งเมื่อพบว่าในข้าวโพดคั่วมีเมล็ดข้าวหยกที่ไม่แตก ก็จะเดาได้ง่ายๆ ว่ามีวิธีการทำอย่างไรการที่ผู้อื่นเอาไปลอกเลียนแบบก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แค่ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็ว

            หวาชิงเสวี่ยซื้อมาถุงเล็กๆลองชิม อืม...ใส่แต่น้ำตาลทราย ไม่มีเนย กลิ่นหอมต่างกันลิบลับ

            ก็จริง นางยังซื้อเนยไม่ได้เลยคนอื่นคงซื้อไม่ได้เหมือนกัน หรือไม่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องใส่เนย

            หวาชิงเสวี่ยเดินเล่นไปเรื่อยๆพบว่ามีร้านขายขนมแป้งทอดสอดไส้ด้วย ส่วนขนมแป้งกรอบม้วนยังไม่เห็น คงเป็นเพราะพวกเขาไม่มีกระทะก้นแบนที่สั่งทำพิเศษ?

            การค้าขายช่างยากลำบากเพราะว่าขนมที่นางทำอยู่นี้ล้วนเป็นขนมทำง่าย ทั้งสูตรและวิธีการทำนั้นเดาได้ไม่ยาก

            แต่ถ้าขนมที่ซับซ้อน...

            อืม นางมีสูตรอยู่ ทำเค้กทีรามิสุดีหรือไม่?เฮอะเฮอะ นางมีแค่สูตรแต่ไร้ฝีมือปรุงอาหารนี่นา!

            อีกอย่างคือนางก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนมง่ายๆ แบบนี้ก็ยังต้องลองทำหลายครั้ง ชำนาญแล้วถึงกล้าเอาไปขาย...

            ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยได้แต่หวังพึ่งสบู่ทำมือพวกนั้นแล้ว

            ...

            หลังจากเทศกาลโคมไฟก็ถึงวันเปิดตลาดนัด[1] ของเมืองผานสุ่ย ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลาเจ็ดวัน เป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของเมืองผานสุ่ยหลังจากปีใหม่เลยก็ว่าได้

            หวาชิงเสวี่ยเตรียมตัวสำหรับวันนี้ลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางไปยุ่งมือเป็นระวิงในห้องครัว

            ป้าเหอก็ตื่นเช้ากว่าปกติเช่นกันทั้งสองคนเจอกันที่ห้องครัว ยิ้มให้กัน แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

            ป้าเหอยังทำซาลาเปากับหมั่นโถวหลายๆอย่างเหมือนเดิม

            วันเปิดตลาดนัดมีคนเยอะไม่ใช่แค่คนในหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะเดินทางเข้าเมือง ยังมีพ่อค้าแม่ค้าอีกมากมาย คนพวกนี้ยุ่งอยู่กับการค้าขายจนไม่มีเวลากินข้าวจึงมักจะซื้อซาลาเปาและหมั่นโถวไปกินประทังความหิว

            หวาชิงเสวี่ยชงชาเสร็จแล้วจากนั้นก็นำเนยที่เหลืออยู่น้อยนิดมาทำข้าวโพดคั่ว ขนมแป้งทอดสอดไส้ และขนมแป้งกรอบม้วนจากนั้นก็นำสบู่ติดตัวไปด้วย แล้วลากรถเข็นออกประตูไป

            ก่อนหน้านี้เวลาออกไปขายของจะยืมรถเข็นของป้าเหอมาโดยตลอดนานๆ เข้านางก็รู้สึกเกรงใจ รถเข็นในตอนนี้เป็นรถเข็นที่นางให้ช่างไม้ทำขึ้นมาใหม่

            รถเข็นคันใหม่มีไม้ค้ำยันอยู่สองข้างสามารถตั้งขึ้นหรือพับเก็บได้ พอดึงผ้าคลุมเหนือไม้ค้ำยันลงมาก็จะกลายเป็นป้ายร้านสะดวกมาก

            วันนี้ป้าเฉาไม่อยู่ช่วงปีใหม่ป้าเฉาพาครอบครัวกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เดือนหน้าถึงจะกลับมา

            หวาชิงเสวี่ยจึงใช้แผงขายของของป้าเฉาตั้งร้านขายของอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

            เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นผู้คนบนท้องถนนก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่หวาชิงเสวี่ยมาร่วมงานตลาดนัดนางรู้สึกแปลกใหม่มาก ผู้คนเต็มไปหมด! เห็นจะมากกว่าสิบเท่าของวันธรรมดาเสียอีก!

            ที่สำคัญที่สุดคือ คนเหล่านี้มาซื้อของ!

            ปกติถึงจะมีคนเดินถนนก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะซื้อของ แต่คนที่มาร่วมงานตลาดนัดนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นคือ ‘ซื้อ ซื้อ และซื้อ!’

            นี่เป็นครั้งแรกที่หวาชิงเสวี่ยได้รับเงินจนนับแทบไม่ทัน!

            ขนมที่แผงร้านของนางขายหมดอย่างรวดเร็วแม้แต่น้ำชาที่ปกติไม่ค่อยมีคนสนใจ ก็ยังขายได้หลายสิบชามชา!

            แล้วก็มีคนจำนวนมากมามุงดูสบู่ของนาง

            สบู่ของหวาชิงเสวี่ยเมื่อเทียบกับสบู่ก้อนที่ทุกคนในตอนนี้คุ้นเคยกัน รูปร่างดูสวยงามกว่า

            สีเหลืองนวล เรียบเนียนไม่มีความขุ่นใดๆ วางเรียงรายอยู่บนกระดาษ ดูเหมือนขนม

            เพราะของอื่นๆ ที่หวาชิงเสวี่ยขายเป็นอาหารหลายคนจึงเข้าใจผิดคิดว่าสบู่เป็นขนม เมื่อหวาชิงเสวี่ยอธิบาย ทุกคนต่างก็ประหลาดใจและสอบถามเรื่องราคา

            จริงๆ แล้วหวาชิงเสวี่ยไม่มีหัวทางธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับการตั้งราคาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง จากการขายข้าวโพดคั่วและขนมแป้งทอดสอดไส้ก็เห็นได้ชัดว่าเนยใกล้จะหมดแล้ว แต่นางยังไม่คิดจะปรับขึ้นราคา หรือขายสูตรให้ร้านอาหารเลยด้วยซ้ำ

            ครั้งนี้ขายสบู่ นางจำได้ว่าสบู่ก้อนที่พ่อค้าเร่ขายสามสิบอีแปะนางก็เลยขายสามสิบอีแปะเช่นกัน

            เพราะอย่างไรเป็นของที่ไม่เคยเห็นมาก่อนถึงแม้จะดูสวยงาม แต่ไม่รู้ว่าใช้ได้ดีหรือไม่ เมื่อรวมกับราคาที่ไม่ได้ถูกขนาดนั้นชาวบ้านทั่วไปจึงไม่ค่อยอยากจะจ่ายเงินไปกับสิ่งนี้

            หวาชิงเสวี่ยไม่ใส่ใจนำเศษสบู่ที่ตัดไว้มาแจกเป็นของแถมให้กับลูกค้าที่สนใจ

            “หากใช้ดีก็กลับมาซื้ออีกนะเจ้าคะ”นางพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

            หวาชิงเสวี่ยมีใบหน้าอ่อนโยนทำให้คนอื่นรู้สึกเอ็นดู ป้าคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าประจำเชื่อใจนาง รับของแถมไปแล้วก็ควักเงินซื้อสบู่ไปก้อนหนึ่ง

            เมื่อตะวันใกล้จะตกดินขนมและน้ำชาที่ร้านของหวาชิงเสวี่ยก็ขายจนหมดเกลี้ยง

            แต่สบู่ขายได้เพียงก้อนเดียวส่วนเศษสบู่ที่ตัดไว้เป็นของแถมกลับถูกแจกหมด...

            ป้าเหอเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าถอนหายใจ“เจ้าซื่อตรงเกินไป แจกไปมากมายขนาดนั้น พวกเขาได้ของแถมไปแล้ว ผู้ใดจะมาซื้ออีกเล่า”

            เดิมทีสบู่ก้อนเป็นของประเภทที่ซื้อครั้งเดียวใช้ได้อีกนาน

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ“ข้าค่อยคิดหาวิธีได้เจ้าค่ะ”

            ...

            ฟู่ถิงเย่ตกอยู่ในห้วงความคิดถึงเมื่ออยู่ที่ค่ายทหาร

            ในมือถือหวีของหวาชิงเสวี่ยลูบไล้เบาๆ คิดในใจว่า ตอนนี้สตรีนางนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ...

            ทั้งสองคนจากกันมาเกือบครึ่งเดือนแล้วเหตุใดถึงไม่มีข่าวคราวอะไรเลย?

            นางเหนียมอายขนาดนั้นถึงอยากจะแสดงออกอะไรกับเขาก็คงจะลังเล...

            ฟู่ถิงเย่นึกถึงตอนที่นางอยู่ในอ้อมแขนของเขาท่าทางเหนียมอายและอ่อนหวาน มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม

            ช่างเถอะ เขาเป็นบุรุษจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับสตรีของตัวเองได้อย่างไร? นางช่างเหนียมอายเช่นนั้นเขาจะเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนก็แล้วกัน

            ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเดินไปที่โต๊ะ ฝนหมึกแล้วเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง

            “ทหาร!”

            นายทหารที่อยู่ด้านนอกเปิดม่านเข้ามากำหมัดแน่นแล้วค้อมคำนับ

            “ส่งจดหมายฉบับนี้ออกไปโดยเร็ว”ฟู่ถิงเย่ยื่นจดหมายให้เขา

            “ขอรับ!”

            นายทหารรับจดหมาย รับคำสั่งแล้วถอยออกไป

            พอดีกับที่ฉินเหลาอู่เดินเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน

            เขากำลังจะพูด แต่เห็นฟู่ถิงเย่กำลังยิ้ม!

            ยิ้ม?!

            พญายมฟู่ก็ยิ้มเป็นด้วยหรือ?

            เขาตาฝาดไปสินะ!

            ฉินเหลาอู่เห็นฟู่ถิงเย่ถือหวีของสตรีอยู่ในมือเขายิ่งตกใจกว่าเดิม! มองฟู่ถิงเย่ด้วยความตกตะลึงชั่วขณะ จนลืมไปเลยว่าตัวเองเข้ามาทำอะไร!

            ฟู่ถิงเย่เหลือบไปเห็นฉินเหลาอู่ยืนเหม่อลอยอยู่ในกระโจมก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เก็บหวีเข้าในอกเสื้อพลางตำหนิ “เป็นนักรบ เหตุใดถึงมีอาการเหม่อลอยได้?ใช้ได้ที่ไหนกัน!”

            ฉินเหลาอู่ ‘พ่อคุณเอ๊ย!แน่ใจหรือว่ากำลังพูดถึงข้า?! ตกลงแล้วคนที่ใจลอยคือผู้ใดกันแน่!’

            ฉินเหลาอู่ดึงสติกลับมาปรับสีหน้าแล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “มีกองทหารเหลียวเคลื่อนไหวอยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณห้าลี้คนของเราสงสัยว่าอาจจะเป็นหน่วยสอดแนมแนวหน้าของกองทัพเหลียวขอรับ”

            ดวงตาของฟู่ถิงเย่ฉายแววดูแคลนและรังเกียจเขาออกคำสั่งอย่างเย็นชา “นำทหารม้าห้าร้อยนายออกไปล้อมพวกมันเสีย”

            —————————————————————————

            [1]วันเปิดตลาดนัด(赶集日)เป็นเทศกาลท้องถิ่นของชาวบ้านที่จัดขึ้นนานๆที มักจัดขึ้นบริเวณถนนเลียบแม่น้ำหรือท่าเรือ พ่อค้าแม่ค้าจากที่ต่างๆ จะเอาของมากมายตั้งแต่ของกินยันของใช้มาวางขายกันอย่างคึกคัก ทั้งยังมีการจัดแสดงมหรสพ ผู้คนมากมายก็จะหลั่งไหลกันมาเพื่อซื้อของชมการแสดง หรือเดินเล่นซึมซับบรรยากาศ

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392