“แม่นางถามถึงสบู่ก้อนพวกนี้หรือขอรับ?”พ่อค้าเร่หยิบสบู่สีน้ำตาลหม่นมาก้อนหนึ่งแล้วพูดว่า “มีทั้งขนาดใหญ่และเล็กขนาดใหญ่ห้าสิบอีแปะ ขนาดเล็กสามสิบอีแปะ”
หวาชิงเสวี่ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะนางไม่คิดมาก่อนว่าสบู่จะแพงขนาดนี้ ก้อนเล็กๆ แค่นี้ยังราคาตั้งสามสิบอีแปะ
พ่อค้าเร่เห็นสีหน้าประหลาดใจของนางจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หากแม่นางต้องการ ข้าลดให้ได้ห้าอีแปะ แต่จะลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้วตอนรับซื้อของพวกนี้มาราคาก็ไม่น้อยเลย”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจหยิบสบู่ก้อนหนึ่งขึ้นมาดูอย่างละเอียด
ในยุคนี้ไม่มีสบู่หรือผงซักฟอกชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ใช้ดินด่าง ฝักต้นจ้าวเจี่ยว หรือสบู่ก้อน
สบู่ก้อนที่ทำจากตับอ่อนหมูผสมกับขี้เถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรูปแบบหนึ่งเนื่องจากในตับอ่อนหมูมีเอนไซม์ไลเปสและเอนไซม์โปรตีเอส ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับเอนไซม์ในผงซักฟอกยุคปัจจุบันจึงถือได้ว่าเป็นผงซักฟอกเอนไซม์อเนกประสงค์แบบโฟมน้อยของคนสมัยก่อน นับว่าเป็นของที่ค่อนข้างมีระดับเลยทีเดียว
บ้านคนมีฐานะจะใช้สบู่ก้อนที่ผสมดอกกุ้ยฮวากับดอกกุหลาบมีกลิ่นหอม และถือว่าเป็นที่นิยมมากในยุคนั้น
“ที่บ้านข้ามีสบู่ก้อนอยู่นิดหน่อยคุณภาพดีกว่าพวกนี้ ท่านรับซื้อหรือไม่?” หวาชิงเสวี่ยถาม
พ่อค้าเร่มีสีหน้าลำบากใจ“เหมือนจะผิดจังหวะไปหน่อยนะขอรับ ครั้งนี้ข้ารับซื้อสบู่ก้อนมาครบจำนวนแล้ว แม่นางก็รู้ของพวกนี้ไม่เหมือนขนมขบเคี้ยวที่ขายออกง่าย ชาวบ้านทั่วไปไม่ใช้ของพวกนี้ หรือไม่ก็ซื้อก้อนเดียวใช้เป็นเดือนๆข้ารับซื้อมาหลายก้อนแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะขายหมดเมื่อใด”
ขนมขบเคี้ยวหากมีรสชาติดีเดี๋ยวก็กลับมาซื้อในสองวันหรือสามวัน แต่ของอย่างสบู่ ถึงจะใช้ดีแค่ไหน ก็คงไม่มีผู้ใดซื้อทุกวัน
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจเหตุผลข้อนี้เดิมทีนางก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง ถูกปฏิเสธก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากนัก จึงยิ้มแล้วห่อขนมแป้งทอดสอดไส้ที่เหลือให้พ่อค้าเร่
หลังจากขายขนมแป้งทอดสอดไส้หมดแล้วขนมแป้งกรอบม้วน และข้าวโพดคั่วก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว เหลือแต่น้ำชาจำนวนมาก
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจดูเหมือนว่าการเปิดร้านเครื่องดื่มในสมัยโบราณคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคของยุคนี้
ธุรกิจขนมแป้งทอดสอดไส้ขนมแป้งกรอบม้วน และข้าวโพดคั่วก็คงทำต่อไปไม่ได้นาน เพราะตอนนี้เนยเหลือน้อยแล้ว อีกทั้งชายแดนระหว่างแคว้นต้าฉีกับแคว้นต้าเหลียวก็ยังไม่สงบสุขมีความขัดแย้งกันเป็นระยะๆ คนเลี้ยงสัตว์ทางตะวันตกเฉียงเหนือจึงไม่ค่อยเดินทางมา พ่อค้าพเนจรแคว้นต้าฉีก็มีพื้นที่ทำการค้าจำกัดลงการจะซื้อเนยได้อีกครั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่...
เฮ้อ นางต้องหาวิธีอื่นอีกแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเก็บแผงร้านกลับบ้านแล้วตรวจสอบจำนวนเนยที่มีอยู่
เดิมทีเนยมีขนาดใหญ่เท่ากับก้อนอิฐสองก้อนตอนนี้เหลือเพียงก้อนเล็กๆ อันที่จริงนี่ก็แสดงให้เห็นว่าธุรกิจขนมของนางนั้นดีมากไม่อย่างนั้น เนยคงไม่หมดเร็วขนาดนี้
หวาชิงเสวี่ยลองทำข้าวโพดคั่วโดยไม่ใส่เนย
ใส่เพียงน้ำตาลทรายรสชาติก็หวานกรอบอร่อยดี แต่ขาดความหอมเข้มข้น รสชาติเลยบางเบาไปหน่อย
ดูเหมือนว่าจะขาดเนยไม่ได้จริงๆ...
ช่างเถอะ เอาไว้กินเองก็แล้วกัน
หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าห้องมุมห้องมีชามเครื่องเคลือบขนาดต่างๆ วางเรียงรายอยู่ ภายในคือสบู่ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ที่เมืองเหรินชิว
ทิ้งไว้นานขนาดนี้ สบู่ทำมือเหล่านี้ก็ได้ที่แล้วพร้อมสำหรับการตัดแบ่ง
นางหยิบมีดมาวัดขนาดแล้วหั่นหั่นตัดสบู่ออกเป็นก้อนที่มีขนาดและความหนาเท่ากัน
ตัดได้ทั้งหมดสามสิบกว่าก้อนและยังมีเศษเหลืออยู่อีกเพียบ พวกมันเหล่านี้จะทิ้งไปเปล่าๆ ไม่ได้ สามารถเอาไว้เป็นของแถมได้
แต่จะขายแบบนี้เลยโดยตรงก็ดูธรรมดาไปหน่อยหวาชิงเสวี่ยจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อของมาห่อสินค้าเอง
วันต่อมา หวาชิงเสวี่ยออกไปเดินซื้อข้าวของ
นางไปร้านขายของชำที่ซื้อเนยมาครั้งที่แล้วก่อนหวังว่าจะโชคดี แต่ก็เป็นอย่างที่นางคาดไว้ เพราะสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ทำให้ไม่ได้รับซื้อสินค้าจากชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนมานานมากแล้ว
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ทำได้เพียงยอมรับความจริง นางซื้อกระดาษสีขาวธรรมดาปึกหนึ่งที่ร้านขายของชำ แล้วซื้อพู่กันหมึก กระดาษ และอุปกรณ์อื่นๆ จากนั้นเตรียมตัวกลับบ้าน
แต่ระหว่างทางกลับเจอแผงร้านขายข้าวโพดคั่วหลายร้านโดยไม่คาดคิด
ข้าวโพดคั่วทำง่าย เพียงแค่กินสองสามครั้งเมื่อพบว่าในข้าวโพดคั่วมีเมล็ดข้าวหยกที่ไม่แตก ก็จะเดาได้ง่ายๆ ว่ามีวิธีการทำอย่างไรการที่ผู้อื่นเอาไปลอกเลียนแบบก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แค่ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็ว
หวาชิงเสวี่ยซื้อมาถุงเล็กๆลองชิม อืม...ใส่แต่น้ำตาลทราย ไม่มีเนย กลิ่นหอมต่างกันลิบลับ
ก็จริง นางยังซื้อเนยไม่ได้เลยคนอื่นคงซื้อไม่ได้เหมือนกัน หรือไม่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องใส่เนย
หวาชิงเสวี่ยเดินเล่นไปเรื่อยๆพบว่ามีร้านขายขนมแป้งทอดสอดไส้ด้วย ส่วนขนมแป้งกรอบม้วนยังไม่เห็น คงเป็นเพราะพวกเขาไม่มีกระทะก้นแบนที่สั่งทำพิเศษ?
การค้าขายช่างยากลำบากเพราะว่าขนมที่นางทำอยู่นี้ล้วนเป็นขนมทำง่าย ทั้งสูตรและวิธีการทำนั้นเดาได้ไม่ยาก
แต่ถ้าขนมที่ซับซ้อน...
อืม นางมีสูตรอยู่ ทำเค้กทีรามิสุดีหรือไม่?เฮอะเฮอะ นางมีแค่สูตรแต่ไร้ฝีมือปรุงอาหารนี่นา!
อีกอย่างคือนางก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนมง่ายๆ แบบนี้ก็ยังต้องลองทำหลายครั้ง ชำนาญแล้วถึงกล้าเอาไปขาย...
ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยได้แต่หวังพึ่งสบู่ทำมือพวกนั้นแล้ว
...
หลังจากเทศกาลโคมไฟก็ถึงวันเปิดตลาดนัด[1] ของเมืองผานสุ่ย ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลาเจ็ดวัน เป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของเมืองผานสุ่ยหลังจากปีใหม่เลยก็ว่าได้
หวาชิงเสวี่ยเตรียมตัวสำหรับวันนี้ลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางไปยุ่งมือเป็นระวิงในห้องครัว
ป้าเหอก็ตื่นเช้ากว่าปกติเช่นกันทั้งสองคนเจอกันที่ห้องครัว ยิ้มให้กัน แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง
ป้าเหอยังทำซาลาเปากับหมั่นโถวหลายๆอย่างเหมือนเดิม
วันเปิดตลาดนัดมีคนเยอะไม่ใช่แค่คนในหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะเดินทางเข้าเมือง ยังมีพ่อค้าแม่ค้าอีกมากมาย คนพวกนี้ยุ่งอยู่กับการค้าขายจนไม่มีเวลากินข้าวจึงมักจะซื้อซาลาเปาและหมั่นโถวไปกินประทังความหิว
หวาชิงเสวี่ยชงชาเสร็จแล้วจากนั้นก็นำเนยที่เหลืออยู่น้อยนิดมาทำข้าวโพดคั่ว ขนมแป้งทอดสอดไส้ และขนมแป้งกรอบม้วนจากนั้นก็นำสบู่ติดตัวไปด้วย แล้วลากรถเข็นออกประตูไป
ก่อนหน้านี้เวลาออกไปขายของจะยืมรถเข็นของป้าเหอมาโดยตลอดนานๆ เข้านางก็รู้สึกเกรงใจ รถเข็นในตอนนี้เป็นรถเข็นที่นางให้ช่างไม้ทำขึ้นมาใหม่
รถเข็นคันใหม่มีไม้ค้ำยันอยู่สองข้างสามารถตั้งขึ้นหรือพับเก็บได้ พอดึงผ้าคลุมเหนือไม้ค้ำยันลงมาก็จะกลายเป็นป้ายร้านสะดวกมาก
วันนี้ป้าเฉาไม่อยู่ช่วงปีใหม่ป้าเฉาพาครอบครัวกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เดือนหน้าถึงจะกลับมา
หวาชิงเสวี่ยจึงใช้แผงขายของของป้าเฉาตั้งร้านขายของอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นผู้คนบนท้องถนนก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่หวาชิงเสวี่ยมาร่วมงานตลาดนัดนางรู้สึกแปลกใหม่มาก ผู้คนเต็มไปหมด! เห็นจะมากกว่าสิบเท่าของวันธรรมดาเสียอีก!
ที่สำคัญที่สุดคือ คนเหล่านี้มาซื้อของ!
ปกติถึงจะมีคนเดินถนนก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะซื้อของ แต่คนที่มาร่วมงานตลาดนัดนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นคือ ‘ซื้อ ซื้อ และซื้อ!’
นี่เป็นครั้งแรกที่หวาชิงเสวี่ยได้รับเงินจนนับแทบไม่ทัน!
ขนมที่แผงร้านของนางขายหมดอย่างรวดเร็วแม้แต่น้ำชาที่ปกติไม่ค่อยมีคนสนใจ ก็ยังขายได้หลายสิบชามชา!
แล้วก็มีคนจำนวนมากมามุงดูสบู่ของนาง
สบู่ของหวาชิงเสวี่ยเมื่อเทียบกับสบู่ก้อนที่ทุกคนในตอนนี้คุ้นเคยกัน รูปร่างดูสวยงามกว่า
สีเหลืองนวล เรียบเนียนไม่มีความขุ่นใดๆ วางเรียงรายอยู่บนกระดาษ ดูเหมือนขนม
เพราะของอื่นๆ ที่หวาชิงเสวี่ยขายเป็นอาหารหลายคนจึงเข้าใจผิดคิดว่าสบู่เป็นขนม เมื่อหวาชิงเสวี่ยอธิบาย ทุกคนต่างก็ประหลาดใจและสอบถามเรื่องราคา
จริงๆ แล้วหวาชิงเสวี่ยไม่มีหัวทางธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับการตั้งราคาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง จากการขายข้าวโพดคั่วและขนมแป้งทอดสอดไส้ก็เห็นได้ชัดว่าเนยใกล้จะหมดแล้ว แต่นางยังไม่คิดจะปรับขึ้นราคา หรือขายสูตรให้ร้านอาหารเลยด้วยซ้ำ
ครั้งนี้ขายสบู่ นางจำได้ว่าสบู่ก้อนที่พ่อค้าเร่ขายสามสิบอีแปะนางก็เลยขายสามสิบอีแปะเช่นกัน
เพราะอย่างไรเป็นของที่ไม่เคยเห็นมาก่อนถึงแม้จะดูสวยงาม แต่ไม่รู้ว่าใช้ได้ดีหรือไม่ เมื่อรวมกับราคาที่ไม่ได้ถูกขนาดนั้นชาวบ้านทั่วไปจึงไม่ค่อยอยากจะจ่ายเงินไปกับสิ่งนี้
หวาชิงเสวี่ยไม่ใส่ใจนำเศษสบู่ที่ตัดไว้มาแจกเป็นของแถมให้กับลูกค้าที่สนใจ
“หากใช้ดีก็กลับมาซื้ออีกนะเจ้าคะ”นางพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
หวาชิงเสวี่ยมีใบหน้าอ่อนโยนทำให้คนอื่นรู้สึกเอ็นดู ป้าคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าประจำเชื่อใจนาง รับของแถมไปแล้วก็ควักเงินซื้อสบู่ไปก้อนหนึ่ง
เมื่อตะวันใกล้จะตกดินขนมและน้ำชาที่ร้านของหวาชิงเสวี่ยก็ขายจนหมดเกลี้ยง
แต่สบู่ขายได้เพียงก้อนเดียวส่วนเศษสบู่ที่ตัดไว้เป็นของแถมกลับถูกแจกหมด...
ป้าเหอเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าถอนหายใจ“เจ้าซื่อตรงเกินไป แจกไปมากมายขนาดนั้น พวกเขาได้ของแถมไปแล้ว ผู้ใดจะมาซื้ออีกเล่า”
เดิมทีสบู่ก้อนเป็นของประเภทที่ซื้อครั้งเดียวใช้ได้อีกนาน
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ“ข้าค่อยคิดหาวิธีได้เจ้าค่ะ”
...
ฟู่ถิงเย่ตกอยู่ในห้วงความคิดถึงเมื่ออยู่ที่ค่ายทหาร
ในมือถือหวีของหวาชิงเสวี่ยลูบไล้เบาๆ คิดในใจว่า ตอนนี้สตรีนางนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ...
ทั้งสองคนจากกันมาเกือบครึ่งเดือนแล้วเหตุใดถึงไม่มีข่าวคราวอะไรเลย?
นางเหนียมอายขนาดนั้นถึงอยากจะแสดงออกอะไรกับเขาก็คงจะลังเล...
ฟู่ถิงเย่นึกถึงตอนที่นางอยู่ในอ้อมแขนของเขาท่าทางเหนียมอายและอ่อนหวาน มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม
ช่างเถอะ เขาเป็นบุรุษจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับสตรีของตัวเองได้อย่างไร? นางช่างเหนียมอายเช่นนั้นเขาจะเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนก็แล้วกัน
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเดินไปที่โต๊ะ ฝนหมึกแล้วเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง
“ทหาร!”
นายทหารที่อยู่ด้านนอกเปิดม่านเข้ามากำหมัดแน่นแล้วค้อมคำนับ
“ส่งจดหมายฉบับนี้ออกไปโดยเร็ว”ฟู่ถิงเย่ยื่นจดหมายให้เขา
“ขอรับ!”
นายทหารรับจดหมาย รับคำสั่งแล้วถอยออกไป
พอดีกับที่ฉินเหลาอู่เดินเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน
เขากำลังจะพูด แต่เห็นฟู่ถิงเย่กำลังยิ้ม!
ยิ้ม?!
พญายมฟู่ก็ยิ้มเป็นด้วยหรือ?
เขาตาฝาดไปสินะ!
ฉินเหลาอู่เห็นฟู่ถิงเย่ถือหวีของสตรีอยู่ในมือเขายิ่งตกใจกว่าเดิม! มองฟู่ถิงเย่ด้วยความตกตะลึงชั่วขณะ จนลืมไปเลยว่าตัวเองเข้ามาทำอะไร!
ฟู่ถิงเย่เหลือบไปเห็นฉินเหลาอู่ยืนเหม่อลอยอยู่ในกระโจมก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เก็บหวีเข้าในอกเสื้อพลางตำหนิ “เป็นนักรบ เหตุใดถึงมีอาการเหม่อลอยได้?ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
ฉินเหลาอู่ ‘พ่อคุณเอ๊ย!แน่ใจหรือว่ากำลังพูดถึงข้า?! ตกลงแล้วคนที่ใจลอยคือผู้ใดกันแน่!’
ฉินเหลาอู่ดึงสติกลับมาปรับสีหน้าแล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “มีกองทหารเหลียวเคลื่อนไหวอยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณห้าลี้คนของเราสงสัยว่าอาจจะเป็นหน่วยสอดแนมแนวหน้าของกองทัพเหลียวขอรับ”
ดวงตาของฟู่ถิงเย่ฉายแววดูแคลนและรังเกียจเขาออกคำสั่งอย่างเย็นชา “นำทหารม้าห้าร้อยนายออกไปล้อมพวกมันเสีย”
—————————————————————————
[1]วันเปิดตลาดนัด(赶集日)เป็นเทศกาลท้องถิ่นของชาวบ้านที่จัดขึ้นนานๆที มักจัดขึ้นบริเวณถนนเลียบแม่น้ำหรือท่าเรือ พ่อค้าแม่ค้าจากที่ต่างๆ จะเอาของมากมายตั้งแต่ของกินยันของใช้มาวางขายกันอย่างคึกคัก ทั้งยังมีการจัดแสดงมหรสพ ผู้คนมากมายก็จะหลั่งไหลกันมาเพื่อซื้อของชมการแสดง หรือเดินเล่นซึมซับบรรยากาศ