...มากยิ่งกว่าเจ้าอีกเหรอ...เอ็ดวานคิดแต่ไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวโดนกำปั้นสวนกลับมา
“ข้า-ขอ-ปฏิเสธ” เสียงทรงพลังเอ่ยเน้นทีละคำชัดเจน ใบหน้าสวยคมไร้รอยยิ้ม หัวคิ้วกด นัยน์ตาเรียว หางตายกขึ้นยิ่งเสริมให้ดูเหมือนโดนดุ
ฮาจายืนตัวลีบ พยายามซ่อนตัวอยู่หลังเอ็ดวานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพยายามไม่เงยหน้าขึ้นสบกับนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้น
“ท่านไม่ฟังเหตุผลของพวกข้าสักหน่อยรึว่าต้องการของสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร” เอ็ดวานพยายามชี้แจงด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดที่เขาทำได้
“ทำไมข้าต้องมอบรีซาเรียนให้พวกเจ้าด้วย ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม กลับไปเถอะ พวกเจ้าทำข้าเสียเวลาฝึกซ้อม” เจ้าหญิงซาร์ซาโบกมือไล่อย่างไม่ไยดีก่อนจะคว้าสิ่งของตัวต้นเรื่องมาถือและก้าวเข้าสู่ลานฝึกซ้อม
ตอนนี้พวกเขาทั้งสามยืนอยู่ด้านข้างของลานฝึกซ้อมในปราสาท มีทหารหลายนายยืนประจำอยู่ตามจุดต่างๆ และมีทหารท่าทางฝีมือดีรออยู่ด้านหนึ่งของลานเพื่อเป็นคู่มือฝึกซ้อมให้กับเจ้าหญิง
นักเดินทางทั้งสามได้แต่ส่งสายตาปรึกษากันไปมา สุดท้ายก็เป็นลูนาร์ที่ถอนหายใจและวิ่งตามเจ้าหญิง
ทหารองครักษ์ซึ่งอยู่รายรอบต่างวิ่งพุ่งเข้ามาขวางทันทีพร้อมสายตาไม่เป็นมิตร แต่ลูนาร์ยกสองมือเป็นเชิงยอมแพ้ ก่อนจะตะโกนบางอย่างออกไปซึ่งทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนอกจากเอ็ดวานและฮาจาถึงกับนิ่งอึ้ง
“ข้าขอท้าสู้กับท่าน เจ้าหญิงซาร์ซา หากข้าชนะ ท่านต้องมอบรีซาเรียนให้พวกข้า”
หลังจากประกาศท้าสู้ออกไป นอกจากอาการนิ่งอึ้งที่เอ็ดวานเห็น เขายังสังเกตถึงอาการขบขันที่มาจากบรรดาทหารรายรอบอีกด้วย ทำไมรึ พวกนั้นมั่นใจว่าเจ้าหญิงพระองค์นีเก่งกาจมากมาย หรือเพราะว่าดูถูกฝีมือของลูนาร์กันแน่
ซาร์ซาเหลือบมามองลูนาร์ และมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เจ้าเองก็ท่าทางจะฉลาดนะ แต่กลับคิดได้แค่นี้ เจ้ามั่นใจมากรึว่าสามารถเอาชนะข้าได้”
แม้ฝ่ายตรงข้ามจะแสดงความดูถูกออกมาอย่างไม่ปิดบัง ลูนาร์กลับยิ้มตอบอย่างมั่นใจ “ก็ต้องลองดูสักตั้ง”
“ดีมาก ถ้ามั่นใจเช่นนั้นก็เข้ามา” เจ้าหญิงแย้มรอยยิ้มครั้งแรก “แต่ข้าว่าการเอาชนะข้าดูจะไร้ความหวังไปเสียหน่อย เอาเป็นว่าแค่ตามความเร็วของข้าให้ทัน ข้าก็จะให้เจ้าชนะ”
“พูดแบบนี้เองนะ อย่าคืนคำล่ะ” ลูนาร์ยิ้มในใจ เหล่าทหารองค์รักษ์ได้ยินดังนั้นจึงกลับไปประจำที่เดิม ยอมให้ลูนาร์เดินผ่านเข้าสู่ลานฝึกซ้อม
“อยากใช้อาวุธอะไร เลือกได้ตามถนัดเลย” หญิงสาวผายมือไปทางด้านหนึ่งของลานที่มียุทโธปกรณ์เบื้องต้นหลากหลายชนิด ทั้งดาบ ทั้งทวน ทั้งขวานและอื่นๆ อีกมาก
“ไม่ล่ะ แค่ตามความเร็วของท่านให้ทันไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธให้อันตรายหรอก แค่มือเปล่าก็พอแล้ว” หนุ่มหน้าหวานตั้งท่ากำหมัดสู้ นัยน์ตาของลูนาร์เหลือบมองปลอกแขนที่สวมอยู่บนข้อมือขวาของตนเอง อัญมณีเม็ดเล็กๆ สามเม็ดติดเรียงกันบนปลอกแขนซึ่งบัดนี้มีหนึ่งเม็ดกำลังเปล่งแสงสีแดงจางๆ
เจ้าหญิงซาร์ซาขึ้นชื่อเรื่องความเร็วที่ไม่มีใครเทียบได้ เธอจึงมั่นใจและกล้ารับคำท้าของลูนาร์อย่างรวดเร็ว ลูนาร์รู้ในจุดนี้ดี แน่นอนว่าความเร็วของลูนาร์ไม่มีทางเทียบกับเธอได้ถ้าหากไม่ใช้ตัวช่วยอย่างปลอกแขนเพิ่มความเร็ว และการไม่ถืออาวุธนั้นก็เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
ทันทีที่สัญญาณการต่อสู้เริ่มขึ้น ร่างสองร่างบนลานฝึกซ้อมพลันเลือนหายไป!
“สองคนนั้นเขาใช้เวทมนตร์หายตัวกันเหรอคะ” ฮาจาอุทานขึ้นเมื่อมองตามความเร็วของทั้งสองไม่ทัน ร่างทั้งคู่ราวกับหายตัวโผล่ตำแหน่งนู้นทีตำแหน่งนี้ที ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“สองคนนั้นกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สายตาคนทั่วไปไม่สามารถมองตามทันน่ะ” เอ็ดวานพึมพำขณะพุ่งสมาธิจับจ้องไปยังลานฝึกซ้อม ฮาจาจะมองตามความเร็วนี้ไม่ทันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร แต่เอ็ดวานที่คลุกคลีกับการต่อสู้มาตลอดชีวิตกลับมองตามทันแค่ความเร็วของลูนาร์ นั่นแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ความเร็วของเพื่อนร่วมเดินทางกำลังตกเป็นรอง
ในขณะที่คนนอกแทบดูไม่ออกเลยว่าการต่อสู้นี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ลูนาร์กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เจ้าหญิงซาร์ซามีความเร็วเหนือมนุษย์มากกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายเท่า เธอกำลังใช้ความเร็วบวกกับหอกราชันย์ไล่ต้อนลูนาร์ให้ออกจากลานฝึกซ้อม
“เร็วนะ แต่ไม่สามารถเอาชนะข้าได้หรอก” เสียงของซาร์ซาแว่วมาจากด้านหลัง เมื่อลูนาร์หันกลับก็พบเพียงแสงสีทองจากเส้นผมของเธอสะบัดผ่านหางตาเท่านั้น
ลูนาร์กัดฟันก่อนที่แสงจากอัญมณีบนปลอกแขนจะเปล่งแสงเพิ่มอีกเม็ด พร้อมกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนเธอสามารถไล่ตามความเร็วของซาร์ซาได้เกือบทัน หญิงสาวแปลกใจอย่างมากที่จู่ๆ ความเร็วของอีกฝ่ายก็เพิ่มอย่างกะทันหันจนแทบทัดเทียมกัน
ในตอนนี้เอ็ดวานไม่สามารถมองตามความเร็วของลูนาร์ทันแล้ว ทั้งสองราวกับวิญญาณที่เลือนรางในอากาศ การเคลื่อนไหวของร่างกายตัดกับแรงปะทะของลมทำให้ได้ยินคล้ายเสียงแส้สะบัดในอากาศทุกครั้งที่ทั้งสองเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
ลูนาร์แทบไม่รับรู้ถึงโลกภายนอก ราวกับกาลเวลาถูกหยุดเพื่อการต่อสู้นี่โดยเฉพาะ หูของเธออื้ออึงทว่าก็เหมือนได้ยินเสียงกระดูกทั่วร่างลั่นประท้วง
...ท่าทางร่างกายจะรับไม่ไหว...
จากร่างกายที่เบาโหวงคล้ายเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม เธอกลับรู้สึกหนักอึ้ง และในขณะที่กำลังจะพ่ายแพ้นั่นเอง ฝ่ายตรงข้ามกลับยุติการต่อสู้เสียก่อน
“การต่อสู้นี้รู้ผลแล้ว” เจ้าหญิงประกาศ
ลำไส้ในท้องของฮาจาบิดเป็นเกลียวกับผลการต่อสู้ที่กำลังจะได้รู้ ส่วนเอ็ดวานกำลังมองลูนาร์ผู้มีเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
“เจ้าชนะแล้ว”
ลูนาร์ฝืนหยุดตัวเองไว้ได้อย่างเฉียดฉิว หากการประลองความเร็วนี้ยังยืดเยื้อต่อไปอีกแค่อึดใจเดียว ทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างเธอคงจะแหลกยับเยินแน่
“ไม่เคยมีใครตามความเร็วของข้าทัน แม้แต่บรรดาอาจารย์ของข้าเอง คนที่เร็วที่สุดก็ยังช้ากว่าข้านัก” คำพูดของซาร์ซาไม่ได้เกินจริงเลย ยิ่งกับลูนาร์ที่ประสบมากับตัวยิ่งเข้าใจได้ชัดเจน
ลูนาร์รู้กิตติศัพท์ของเจ้าหญิงพระองค์นี้ดี ก่อนจะมาที่นี่เธอจึงตระเตรียมอุปกรณ์ที่ทำให้ตนได้เปรียบหากเป็นการชิงชัยกันด้วยความเร็ว แต่ความเร็วที่เกินกว่าที่คำนวณเอาไว้ของซาร์ซาทำให้ลูนาร์ต้องฝืนปลดขีดจำกัดของอุปกรณ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ และมันเกือบจะต้องแลกด้วยชีวิตของเธอเอง
“เจ้าชื่ออะไรนะ” เจ้าหญิงถามทั้งที่ลูนาร์มั่นใจว่าก่อนหน้านี้เธอเคยแนะนำตัวไปแล้วหนหนึ่ง ดูท่าว่าเธอเพิ่งจะ ‘อยู่ในสายตา’ ของเจ้าหญิงพระองค์นี้
“โซลาร์ โรสเซท” ลูนาร์พยายามฝืนอย่างเต็มที่ที่จะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา “ข้าชนะแล้ว องค์หญิงคงจะรักษาสัญญานะ”
“เรียกข้าว่าซาร์ซาก็ได้” ซาร์ซายิ้มบางๆ “ข้าไม่ใช่คนไม่รักษาสัจจะ เจ้าวางใจได้”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ซาร์ซาก็ยังคงบ่ายเบี่ยงที่จะมอบอาวุธในตำนานให้กับพวกลูนาร์ เธอเชิญแกมบังคับให้พวกเขาค้างในวังในฐานะแขกส่วนตัวโดยอ้างว่าต้องการที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องทักษะการต่อสู้กับพวกเขา
เอ็ดวาน ฮาจา และลูนาร์ไม่มีทางเลือกจึงจำใจตอบรับ สำหรับเอ็ดวานและฮาจาทั้งสองไม่ได้เดือดร้อนอะไรนักเพราะความเป็นอยู่ในวังสะดวกสบายยิ่งกว่าโรงแรมข้างนอก แถมซาร์ซาเองก็ไม่ได้สนใจในตัวพวกเขาจริงๆ คนที่ต้องรับบทหนักที่สุดจึงกลายเป็นลูนาร์