คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 34 :ชนะขาดลอย

    ตอนที่ 34 :ชนะขาดลอย

     

            “ในตอนนั้นท้องฟ้ามักจะสดใส

     

            วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

     

            เธอพูดเสมอว่าวันจบการศึกษา

     

            ช่างแสนไกลจนมองไม่เห็น...”

     

            คราวนี้นักศึกษาชายในโรงละครต่างดำดิ่งลงไปในความทรงจำ

     

            ใบหน้าของเพื่อนร่วมโต๊ะที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น ถ้อยคำที่ต่อว่าและพูดคุยกันค่อย ๆ ดังขึ้นในหู

     

            ช่วงเวลานั้นที่ได้อยู่กับเด็กสาวพวกเขามักจะอารมณ์ดี ผ่อนคลาย ไร้กังวลเสมอรู้สึกว่าชีวิตดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเชื่อมั่นว่าความรู้สึกที่แท้จริงนี้จะคงอยู่ตลอดไป

     

            แต่ในวันที่เชื่องช้านั้นเวลากลับไร้ความปราณีและโบยบินไปราวกับสายฟ้า

     

            ชั่วพริบตาพวกเขาต่างก็วิ่งตามหาชีวิตของตัวเอง

     

            “ใครหนอพานพบเธอคนอ่อนไหวขี้ใจน้อย

     

            ใครกันคอยปลอบโยนคนขี้แยอย่างเธอ

     

            ใครหนอได้อ่านจดหมายที่ฉันเขียนให้เธอ

     

            ใครกันทิ้งมันปลิวหายไปกับสายลม…”

     

            ท่วงทำนองอันไพเราะของกีตาร์และกลองดึงความโศกเศร้านั้นออกมาจนแทงทะลุหัวใจของพวกเขา

     

            ทำให้นักศึกษาชายเหล่านั้นอดไม่ได้ที่จะนึกถึงช่วงเวลาวัยเยาว์ตอนเรียนหนังสือของตนเองคิดถึงคนที่นั่งข้างตัวเองในตอนนั้น ร้องไห้ในบางเวลา แต่ไม่เคยแค้นเคืองแอบเขียนจดหมายถึงเธอ แต่เธอกลับเก็บไว้ราวสมบัติล้ำค่า...

     

            “วันเวลาในอดีตช่างไกลห่าง

     

            ฉันเองก็มีภรรยาของฉัน

     

            ฉันให้หล่อนดูรูปถ่าย

     

            บอกเล่าเรื่องราวของเธอคนที่เคยนั่งร่วมโต๊ะข้างกัน...”

     

            เนื้อเพลงท่อนนี้ทำให้เหล่านักศึกษาชายทั้งหมดกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

     

            จากความทรงจำสู่ปัจจุบันที่เป็นความจริงหากแต่งงาน ฉันควรให้ภรรยาได้ดูภาพและฟังเรื่องของเธออย่างตรงไปตรงมา

     

            เหล่านักศึกษาชายเริ่มถอนหายใจพวกเขาต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ แม้จะรู้สึกหมดหนทาง แต่จิตใจกลับสงบลง !

     

            “ใครหนอที่แต่งไปกับเธอคนอ่อนไหวขี้ใจน้อย

     

            ใครกันคอยปลอบโยนคนขี้แยอย่างเธอ

     

            ใครหนอเกล้ามวยผมให้กับเธอ

     

            ใครกันตัดชุดแต่งงานให้กับเธอ...

     

            ล้า...ล้า...”

     

            เมื่อเพลงจบลงไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาชายหรือนักศึกษาหญิงบนใบหน้าของพวกเขาต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา น้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเงียบ ๆ แม้จะกลั้นเอาไว้เพียงใดแต่สุดท้ายก็ไหลออกมาอยู่ดี

     

            เพลงนี้ทำให้คนจมลงสู่ทะเลความทรงจำชวนให้คิดถึงอดีตได้อย่างง่ายดาย

     

            หนึ่งเพลงสองอารมณ์ ความทรงจำที่เคยประทับใจของเราไม่เคยเก่าไปตามกาลเวลา !

     

            หลิวจือเซียโค้งคำนับให้ผู้ชม

     

            จากนั้นเขาก็วางกีตาร์โปร่งลงขอบตาของเขาแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

     

            ความจริงแล้วเพลงนี้ก็โดนใจเขามากเช่นกันมีใครบ้างที่ไม่เคยเป็นเด็ก ใครบ้างไม่เคยผ่านช่วงวัยเยาว์

     

            สามารถกลั้นไม่ให้ร้องไห้ได้ก็นับว่าหลิวจือเซียควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีมากแล้ว

     

            “แปะ! ”

     

            “แปะแปะ! ”

     

            “แปะแปะแปะ! ”

     

            เสียงปรบมือค่อยๆ ดังขึ้น เหล่านักศึกษาที่จมอยู่กับเสียงร้องมานานในที่สุดก็เพิ่งรู้สึกตัวจากนั้นเสียงปรบมือก็ค่อย ๆ ดังขึ้นจนกึกก้องไปทั่วโรงละคร

     

            ตามมาด้วยเสียงตะโกนที่ดังลั่นไปทั่วทั้งโรงละคร

     

            “บ้าจริงใครกล้าบอกว่าจือเซียของฉันเป็นแค่เน็ตไอดอลอีกล่ะก็ ฉันจะอัดให้เละเลย ! ”

     

            “สามารถแต่งเพลงใหม่และร้องออกมาได้อย่างง่ายดายเท่สุด ๆ ไปเลย ! ”

     

            “ตอนที่ได้ฟังเพลง‘ได้เจอเธอพอดี’ ของเขา ฉันก็ร้องไห้ไปแล้วรอบหนึ่งพอมาตอนนี้ก็ยังต้องร้องไห้อีก ! ”

     

            ตรงที่นั่งเสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือของเหล่านักศึกษายังคงดังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึงสองนาทีเต็ม

     

            เมื่อเหล่านักศึกษาสงบสติอารมณ์ลงแล้วหวางฉีซึ่งแอบอยู่ข้างเวทีก็ถือโอกาสนี้กลับขึ้นไปเวทีอีกครั้ง

             

            “เอาล่ะครับพวกเราขอบคุณหลิวจือเซียมาก ที่มาร้องเพลง ‘เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน’ ให้เราฟัง”

     

            หวางฉีเดินมาที่กลางเวทีดวงตาของเขาแดงเรื่อ “หากทุกคนชอบเพลง ‘เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน’ ให้เริ่มลงคะแนนได้เลยนับถอยหลัง 30 วินาที เริ่มได้ ! ”

     

            บนหน้าจอขนาดใหญ่ปรากฎแท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมและตัวเลขอารบิกอีกครั้งแต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ คราวนี้แท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมกลับปรากฏขึ้นถัดจากแท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมของหลิวไค

     

            ทำให้เห็นถึงการเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจน

     

            แท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมของหลิวจือเซียค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น ไม่นานก็นำหน้าหลิวไคในที่สุด

     

            แม้ตัวเลขอาราบิกบนแท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมจะกลายเป็นเครื่องหมายคำถามสามอันแต่มีแค่คนโง่เท่านั้นที่ไม่รู้ว่าการแข่งขันครั้งนี้หลิวจือเซียเป็นผู้ชนะ !

     

            ด้านข้างเวทีสีหน้าของหลิวไคพลันซีดลงทันทีในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

     

            ส่วนหลางเวิ่นซิงกลับมีสีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด!

     

            นั่นเรียกว่าอะไรนั่นเรียกว่าความเบิกบานใจยังไงเล่า !

     

            เจ้าหานจวิ้นชิงอาศัยว่าตัวเองมีความสามารถแม้แต่อยู่ในบริษัทก็ไม่ไว้หน้าเขา คราวนี้เป็นอย่างไงล่ะ ก็แพ้ให้เขาอยู่ดีรอกลับไปที่บริษัทแล้ว ดูสิแกยังจะกล้าหยิ่งผยองอีกไหม

     

            หลางเวิ่นซิงเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา!

     

            “ขอเชิญหลิวไคขึ้นมาบนเวทีด้วยครับพวกเราจะประกาศผลแล้วครับ ! ”

     

            หวางฉีจ้องไปที่แท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมทั้งสองเสาบนหน้าจอมีตัวเลขโชว์ขึ้นมา“165 ต่อ 227ขอแสดงความยินดีกับหลิวจือเซีย ที่ชนะการแข่งขันครั้งนี้ ด้วยคะแนนที่ขาดลอยครับ !”

     

            “หลิวจือเซีย! ”

     

            “หลิวจือเซีย! ”

     

            ในโรงละครเล็กๆ แห่งนี้ก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที เหล่านักศึกษาทั้งหมดต่างก็ตะโกนเรียกชื่อของหลิวจือเซียอย่างบ้าคลั่ง

     

            “ขอบคุณครับขอบคุณครับ ! ” หลิวจือเซียพนมมือขึ้น พลางกล่าวขอบคุณไม่หยุด

     

            หลิวไคเดินขึ้นเวทีไปด้วยความอกสั่นขวัญแขวนท่าทางย่ำแย่อย่างมาก

     

            “นายแพ้แล้ว! ” หลิวจือเซียจ้องหลิวไคพร้อมกับเอ่ยต่ออีกว่า “หวังว่านายจะทำตามที่สัญญาเอาไว้! ”

     

            “แกแกอย่าได้รังแกเกินไปหน่อยเลย ! ” หลิวไคขบกรามแน่น พลางเอ่ยอย่างไม่พอใจ

     

            “รังแกเกินไปงั้นหรือ? ” หลิวจือเซียหัวเราะเสียงเย็น“ตอนที่นายเสนอเงื่อนไขพวกนั้นออกมา นายเคยคิดไหมว่าตนเองรังแกคนอื่นมากขนาดไหนห๊ะ? ”

     

            หลิวไคปรายตามองไปทางคณะกรรมการพลางเอ่ยว่า “ฉันจะบอกแกให้นะ อาจารย์หานเป็นลุงแท้ ๆ ของฉันถ้าแกกัดฉันไม่เลิกล่ะก็ ฉันกล้ารับประกันเลยว่าต่อไปแกจะไม่มีทางได้เพลงดี ๆ จากเขาแม้แต่เพลงเดียว”

     

            ในเมื่อกล่อมไม่สำเร็จก็เริ่มขมขู่เลยงั้นหรือ!

     

            อีกอย่างเจ้าหมอนี่ยังเป็นหลานชายแท้ๆ ของหานจวิ้นชิง มิน่าล่ะหานจวิ้นชิงถึงเข้าข้างเขาขนาดนี้ !

     

            “เพลงจากเขางั้นหรือ? ” หลิวจือเซียหัวเราะออกมา “ตั้งแต่เพลง ‘ได้เจอเธอพอดี’ มาจนถึงเพลง ‘เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน’ เพลงไหนที่ด้อยไปกว่าเพลงของลุงนายบ้างนายคิดว่าฉันจะไปอ้อนวอนให้ลุงของนายแต่งเพลงให้งั้นหรือ ? ”

     

            “หลิวจือเซีย! ” เมื่อไม้อ่อนไม้แข็งล้วนไม่สำเร็จ สีหน้าของหลิวไคเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความดุดัน

     

            “ฮ่าฮ่าฮ่าทำไม นายจะกัดหัวฉันหรือไง ? ”

     

            หลิวจือเซียไม่กลัวหลิวไคเลยแม้แต่น้อย“ลูกผู้ชายต้องรักษาสัญญา นายก็รู้ว่าที่โรงละครแห่งนี้มีอุปกรณ์บันทึกภาพเอาไว้ถ้านายกล้าเบี้ยวล่ะก็ ฉันจะโหลดคลิปวีดีโอออกมาจากนั้นก็จะเอาไปโพสต์ลงเน็ตทำให้นายไม่สามารถก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้อีก ! ”

     

            “ถือว่านายแน่มาก! ” สีหน้าของหลิวไคซีดลงยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะคุกเข่าลงให้กับหลิวจือเซียพลางโขกหัวลงกับพื้นและเอ่ยว่า “ฉันเป็นหมูโง่ ฉันเป็นหมูโง่ ฉันเป็นหมูโง่ ! ”

     

            ท่าทางที่เกิดขึ้นอย่างปุ๊บปั๊บของหลิวไคทำให้นักศึกษาทั้งโรงละครต่างก็ตื่นตกใจไปตาม ๆ กัน

     

            “แม่เจ้าต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ ทำอะไรกันเนี่ย บ้าไปแล้วหรือ ? ”

     

            “นายไม่รู้อะไรเมื่อกี้รุ่นพี่บอกว่านี่เป็นเดิมพันที่พวกเขาสัญญากันเอาไว้ก่อนที่จะแข่งกัน”

     

            “อะไรกันแค่พูดกันไม่รู้เรื่องถึงกับต้องทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้เลยหรือ ? ”

     

            เมื่อเหล่านักศึกษารู้ว่าอะไรเป็นอะไรทว่ากลับไม่มีใครเห็นใจหลิวไคแม้แต่น้อย หยิ่งยโสแบบนี้ ย่อมต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง !

     

            อีกทั้งการเอาคืนแบบนี้เยี่ยมไปเลย ขอปรบมือให้ !

     

            “เสี่ยวข่าย! ”

     

            หานจวิ้นชิงลุกขึ้นจากโซฟาทันทีดวงตาของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ

     

            “เดี๋ยวก่อน! ” หลางเวิ่นซิงดึงหานจวิ้นชิงเอาไว้พอดี “กล้าพนันก็ต้องกล้ายอมรับความพ่ายแพ้พนันกันเอาไว้แล้ว นายบอกเองไม่ใช่หรือว่าเป็นเรื่องของเด็กให้พวกเขาไปจัดการกันเองเถอะน่า ! ”

     

            เยี่ยมคำพูดของเขาย้อนกลับมาเข้าตัวเสียแล้ว !

     

            “อาจารย์หานนายเองก็อย่าลืมสัญญาของเราก่อนหน้านี้ด้วยล่ะ” หลางเวิ่นซิงเอ่ยเตือน“หลังกลับไปถึงบริษัท ฉันหวังว่าจะได้เห็นนายคนใหม่ที่ไม่ทำตัวสูงส่งคิดว่าตัวเองเป็นเจ้านักแต่งเพลงอันดับหนึ่ง”

     

            หานจวิ้นชิง“คุณวางใจเถอะ ผมไม่ใช่คนที่แพ้ไม่เป็น ! ”

     

            ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่หลิวไคไม่ได้เรื่องสู้คนอื่นไม่ได้ !

     

            “ดีได้ยินคำพูดนี้ของนาย ฉันก็วางใจแล้ว ! ” หลางเวิ่นซิงพยักหน้า“เหมือนกับที่พวกเขาตกลงกันก่อนหน้านี้ หลิวไคถูกคัดออกจากการคัดเลือกยังมีผู้หญิงอีกคนที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถใช่ไหม พวกนายคัดเลือกต่อก็แล้วกันเย็นนี้ฉันมีนัดทานข้าวกับเพื่อน ต้องขอตัวก่อนล่ะ ! ”

     

            หลางเวิ่นซิงลุกขึ้นยืนและส่งสัญญาณให้กับหลิวจือเซียบนเวที

     

            “หวังว่านายจะทำตามสัญญานะ! ”

     

            หลิวจือเซียพยักหน้ารับก่อนจะทิ้งคำพูดเอาไว้ให้หลิวไค แล้วเดินตามหลางเวิ่นซิงออกไปด้านนอก

     

            ส่วนเย่หลินเถาน่ะหรือให้เขากลับไปกับพวกหูอี้ฟานก็แล้วกัน ยังไงซะกลับบริษัทไป เขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วไม่สู้ให้กลับไปพร้อมพวกหูอี้ฟาน ไม่แน่อาจจะได้กินมื้อค่ำกับพวกเขาด้วยก็ได้

     

            …………………..

     

            เมื่อออกมาจากโรงละครเล็กๆ ก็เป็นเวลา 6 โมงครึ่งแล้ว

     

            หลิวจือเซียที่เดินตามหลางเวิ่นซิงทันเอ่ยขึ้นว่า“พี่ซิง พี่นัดเพื่อนกินข้าวตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ ? ”

     

            “ก็นายไม่ใช่หรือไง? ” หลางเวิ่นซิงหัวเราะออกมา “มีความสุขขนาดนี้เดี๋ยวฉันจองที่ไว้ อย่าไปกินร้านเก่า ๆ ของเหล่าจางนั่นบ่อยนักเลย”

     

            “พี่ซิงคำพูดนี้ของพี่ถ้าพี่หาวได้ยินเข้าล่ะก็ เขาต้องเอาพี่ตายแน่ ! ”หลิวจือเซียถึงกับพูดไม่ออก สองคนนี้ทำตัวเป็นพ่อแง่แม่งอนไปได้

     

            “กริ๊ง! ”

     

            เอ่ยเพียงเท่านั้นจู่ ๆ มือถือของหลิวจือเซียก็ดังขึ้น เมื่อเขาล้วงมือถือขึ้นมาดูชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าอ่อนโยนออกมา “ฮัลโหล ! ”

     

            “ฮัลโหลใช่คุณพ่อไหมคะ ? ” เสียงที่ยังพูดยังไม่ค่อยชัดนักของเยว่เยว่ก็ดังออกมาจากมือถือ

     

            หลางเวิ่นซิงที่กำลังจะแอบฟังเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ก็นิ่งไปก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปปล่อยให้สองคนพ่อลูกได้คุยกัน

     

            “นี่พ่อเอง! ” หลิวจือเซียหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “วันนี้เยว่เยว่เป็นเด็กดีหรือเปล่าคิดถึงพ่อไหม ? ”

     

            “เยว่เยว่เป็นเด็กดีมากเลยค่ะ! ” เยว่เยว่ออดอ้อนขึ้นมาทันที “แล้วก็ แล้วก็เยว่เยว่คิดถึงคุณพ่อด้วยค่ะคุณพ่อคิดถึงหนูไหมคะ ? ”

     

            “คิดถึงแน่นอนอยู่แล้ว! ” รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจือเซียกดลึกมากขึ้น “เมื่อเช้าคุณครูสอนอะไรหนูบ้าง ?”

             

            “สอนพวกเราวาดภาพค่ะ! ” เยว่เยว่เอ่ยอย่างออดอ้อน “หนูวาดรูปลูกเป็ดขี้เหร่ พี่ฮันวาดหงส์ขาวคุณครูยังชมพวกเราด้วยนะคะว่าวาดสวย ! ”

     

            “เยว่เยว่เก่งจังเลย! ” หลิวจือเซียเอ่ย “คืนนี้พ่อจะให้รางวัลด้วยการเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่งดีไหม? ”

     

            “หนูหนูขอสองเรื่องได้ไหมคะ ? ” เสียงของเยว่เยว่ฟังดูคาดหวัง

     

            “ไม่...”หลิวจือเซียแสร้งหยุดชะงัก “ไม่เล่าเรื่องเดียว แต่พ่อจะเล่าให้ลูกฟังสองเรื่องเลย! ”

     

            “เย้ดีจังเลย ! ” เสียงของเยว่เยว่น้อยเต็มไปด้วยความดีใจ “หนูหนึ่งเรื่องพี่ฮันหนึ่งเรื่อง เธอต้องดีใจมากแน่ ๆ เลยค่ะ ! ”

     

            “เด็กคนนี้นี่! ” หลิวจือเซียหัวเราะออกมา

     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน