และตรงกลางถ้ำนั้นมีสิ่งก่อสร้างที่คล้ายพีระมิดสีดำทะมึนตั้งตระหง่านอยู่พีระมิดนั้นไม่ใช่หินเรียบๆ แต่เต็มไปด้วยอักขระและสัญลักษณ์โบราณที่ไม่คุ้นตาแฝงด้วยพลังงานบางอย่างที่ดำมืดและลึกล้ำอักขระเ่าั้เรืองแสงเป็ประกายสีแดงก่ำราวโลหิตเป็จังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจ
พีระมิดสูงเกือบถึงผนังถ้ำผิวหน้าเรียบเหมือนได้รับการขัดเกลาจากช่างฝีมือระดับเซียนแต่ละด้านมีความกว้างประมาณสิบห้าจั่วเลยซึ่งหมายความว่าพีระมิดทั้งหมดมีขนาดใหญ่มหึมาจนแทบจะเต็มพื้นที่ส่วนใหญ่ของถ้ำแห่งนี้ใกล้ฐานของพีระมิดมีร่องลึกกรีดไปตามแนวเป็แถบ ทำให้ดูเหมือนพีระมิดนี้เป็หอคอยแห่งความมืดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็กบดานสำหรับสิ่งมีชีวิตร้ายกาจ
เมื่อเอี้ยเสวียนพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งเขารู้สึกว่าาแตามร่างกายเ็ปน้อยลงมากเหมือนได้รับการเยียวยาในระหว่างที่เขาหมดสติไป เขาค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบากสายตาจับจ้องไปที่พีระมิดสีดำทะมึนนั้นด้วยความฉงนและสงสัย
"นี่มันสิ่งก่อสร้างอะไรกัน?" เอี้ยเสวียนพึมพำกับตัวเอง "ดูสิ อักขระเหล่านี้...ข้าไม่เคยเห็นรูปแบบแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ในตำราเก่าแก่ที่สุดของสำนักก็ไม่มี"
หน้าพีระมิดนั้นมีเทวรูปสีดำทมิฬขนาดใหญ่ รูปร่างแปลกตามีหัวเป็จิ้งจอกแต่ลำตัวเป็มนุษย์ กำลังถือหอกสองเล่มไขว้กันใบหน้าของเทวรูปนั้นมีรายละเอียดที่ประณีตน่าทึ่ง แม้จะเป็หินแกะสลักแต่ทุกรายละเอียดชัดเจนเหมือนช่างสลักฝีมือดีที่สลักขึ้นมา ทุกเส้นแห่งกล้ามเนื้อทุกรอยย่นของเสื้อผ้าดูสมจริงราวกับมีชีวิตดวงตาของเทวรูปนั้นเป็หินสีแดงก่ำที่ส่องประกายแวววาวราวกับมีชีวิต
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือหอกทั้งสองเล่มที่เทวรูปถืออยู่นั้นไม่ใช่หินธรรมดาแต่ดูเหมือนจะเป็โลหะที่มีรอยคราบเืแห้งเกาะเกี่ยวอยู่ตามคมและด้ามทั้งสองหอกไขว้กันไว้ข้างหน้าอก ป้องกันหัวใจของเทวรูปแต่ทำให้ดูราวกับพร้อมจะฟาดฟันใครก็ตามที่เข้ามาใกล้
ที่แปลกประหลาดที่สุดคือเทวรูปนี้ไม่ได้นั่งหรือยืนบนฐานธรรมดาแต่ยืนอยู่บนจานหินขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายดาวแปดแฉกแต่ละแฉกของดาวมีอักขระโบราณสลักไว้อักขระเ่าั้เปล่งแสงสีแดงสลัวราวกับไฟปีศาจ และทุกครั้งที่แสงแวววาวเทวรูปก็ดูเหมือนจะขยับเคลื่อนไหวอย่างแทบไม่รู้สึกตัว
เทวรูปนั้นดูน่าเกรงขามและแฝงด้วยกลิ่นอายพลังงานที่ไม่อาจหยั่งถึงทุกครั้งที่เอี้ยเสวียนจ้องมองเทวรูปนั้นนานเกินไปเขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังจ้องมองกลับมาที่เขา และแทรกซึมเข้ามาในจิตใจเขาจำต้องละสายตาไปมองสิ่งอื่นเพื่อรักษาสติสัมปชัญญะของตนเอง
"เทวรูปนี้ก็แปลก" เอี้ยเสวียนครุ่นคิด"หัวจิ้งจอกแต่ตัวคน... นี่คือเทพหรือปีศาจกันแน่? แล้วทำไมต้องมาอยู่ในพีระมิดสีดำแบบนี้ด้วย?เหมือนเป็... เหมือนเป็ที่กักขังหรือศาลเ้าบางอย่าง"
ในขณะที่เขากำลังพยายามลุกขึ้นยืนด้วยขาที่อ่อนแรงเอี้ยเสวียนรู้สึกมีความรู้สึกหิวโหยและรู้สึกหมดแรง เอี้ยเสวียนหันไปมองรอบๆก่อนที่จะพบว่าข้างๆตัวมีกองผลไม้กองอยู่จำนวนมากส่งกลิ่นหอม
เอี้ยเสวียนมองไปที่กองผลไม้ มีผลไม้ที่เขารู้จักและไม่รู้จักจำนวนมากแต่มีขนาดใหญ่กว่าปกติและมีกลิ่นหอมมากมาย ผลไม้เหล่านี้ดูแปลกตาบางลูกมีสีเหลืองทองแวววาว บางลูกมีสีแดงฉ่ำราวทับทิม บางลูกมีสีเขียวมรกตใสทำให้เขาห้ามใจไม่อยู่ประกอบกับความหิวจึงหยิบผลไม้เข้าปาก
ขณะที่เอี้ยเสวียนกำลังนั่งพิงโขดหิน กัดผลไม้สีส้มสดในมืออย่างเงียبๆ สายลมอ่อนๆพัดกลิ่นหอมหวานของเนื้อผลไม้กระจายไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นะเืเบาๆ ที่พื้นดินตามมาด้วยเสียงใบไม้ไหวและกิ่งไม้หักดังแ่เบา เอี้ยเสวียนชะงักหันขวับไปด้านหลังอย่างระแวดระวัง
ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องตะลึง—วานรขนาดใหญ่ตัวหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ข้างกาย ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยขนสีขาวมีลวดลายสีแดงตามตัวเข้มดวงตากลมโตสีทองฉายแววฉลาดและเป็มิตร ในอ้อมแขนอันแข็งแรงของมันอุ้มผลไม้หลากสีไว้เต็มสองมือ ทั้งลูกสีแดงฉ่ำ สีเหลืองทอง และสีเขียวสด
วานรยื่นผลไม้ลูกหนึ่งมาให้เขาอย่างช้าๆ พร้อมกับส่งเสียง "อู๊อ๊า" สั้นๆ คล้ายจะบอกว่า "กินสิ!" มันยิ้มกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวขาวสะอาด เอี้ยเสวียนหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้ก่อนจะรับผลไม้นั้นมาถือไว้ในมือ
วานรนั่งลงข้างๆ เอี้ยเสวียน จากนั้นก็หยิบผลไม้อีกลูกขึ้นมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับออกท่าทางชี้ไปที่ผลไม้ในมือเอี้ยเสวียนแล้วลูบท้องตัวเองเบาๆ ทำตาโตใส่เขา ราวกับจะบอกว่า"กินแล้วดีต่อท้องนะ!"
เอี้ยเสวียนลองกัดผลไม้ลูกใหม่ที่วานรให้มารสชาติหวานฉ่ำและสดชื่นกว่าที่เคยกินมาก่อน เขายิ้มกว้างหันไปมองวานรแล้วพูดด้วยน้ำเสียงขอบคุณ"เ้าช่วยมาที่นี่แล้วหาผลไม้พวกนี้มาให้ข้าหรือ? ขอบใจมากนะ"
วานรพยักหน้าหงึกๆ พลางส่งเสียง "อู๊ อ๊า" อีกครั้งคราวนี้มันหยิบผลไม้อีกลูกขึ้นมา ยื่นไปทางเอี้ยเสวียนพร้อมกับทำมือป้องปากแล้วชี้ไปที่แขนและขาของเอี้ยเสวียน ราวกับจะสื่อว่า "กินแล้วแข็งแรง!"
เอี้ยเสวียนหัวเราะออกมาอย่างจริงใจเขาเข้าใจความหมายของวานรได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดมากนักเขายกผลไม้ขึ้นชูเป็เชิงขอบคุณ แล้วกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย วานรเองก็ยิ้มกว้างพลางลูบท้องตัวเองด้วยท่าทางพอใจ
เมื่อความอิ่มเอมจากผลไม้คลี่คลายความเหนื่อยล้าลง เอี้ยเสวียนค่อยๆขยับตัว ลองเหยียดแขนขาแล้วพบว่าอาการาเ็ตามร่างกายดีขึ้นกว่าก่อนมากเขาผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมานั่งพิงก้อนหินขนาดใหญ่สายตาเหม่อมองไปยังพีระมิดสีดำทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางถ้ำใหญ่
แสงสลัวจากปล่องถ้ำขับให้เงาของพีระมิดดูยิ่งใหญ่และลึกลับยิ่งขึ้นเอี้ยเสวียนนิ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางวานรขนาดใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสงสัย
"พี่ใหญ่ท่านรู้หรือไม่ว่าพีระมิดตรงกลางถ้ำนั่นคืออะไร? ใครเป็คนสร้างมันขึ้นมาแล้วสร้างไว้เพื่ออะไร? ข้าเข้าไปดูใกล้ๆ ได้หรือไม่?"
พญาวานรได้ยินคำถามนั้น ก็หันมามองเอี้ยเสวียน ดวงตากลมโตฉายแววลังเลมันส่ายหัวช้าๆ พร้อมกับทำท่าทางยักไหล่เหมือนไม่รู้คำตอบก่อนจะชี้นิ้วอันใหญ่ไปที่พีระมิด จากนั้นก็ยกมือขึ้นแตะอกตัวเองแล้วส่ายหัวอีกครั้ง ราวกับจะบอกว่า "ข้าเองก็ไม่รู้ั้แ่เกิดมาก็เห็นสิ่งนี้อยู่แล้ว"
แต่แล้ววานรก็ทำท่าทางเพิ่มเติมมันเริ่มออกแรงนิ้วชี้ขึ้นลงซ้ายขวาในอากาศราวกับกำลังขีดเขียนเล่าเื่ให้เอี้ยเสวียนฟังครั้งแรกมันชี้ไปที่พีระมิด แล้วหมุนมือเป็วงกลมใหญ่ ชี้ขึ้นฟ้าจากนั้นก็แสดงออกด้วยการทำหน้าหวาดกลัว หดตัวลงเล็ก ราวกับเล่าว่า "มันมีมาั้แ่สมัยเก่าแก่มากก่อนที่ข้าจะเกิด เก่าแก่กว่าแม้กระทั่งดาวดวงอื่นๆ เป็ของน่ากลัวมาก"
วานรทำท่าทางประกอบเพิ่มเติม มันชี้ไปรอบๆ พื้นที่ใกล้พีระมิดแล้วทำมือเป็สัญลักษณ์กากบาท จากนั้นก็แสร้งทำท่าใ ดวงตาเบิกกว้าง มือกุมหัวใจแสดงออกชัดเจนถึงความหวาดกลัวและอันตราย
หลังจากนั้นวานรก็ทำมือเป็รูปคล้ายจิ้งจอก นำมือมาแตะที่หัวของตัวเองแล้วชี้ไปที่เทวรูปหน้ากาคซีจิ้งจอกบนพีระมิด ก่อนจะแสดงการต่อสู้อย่างดุเดือดทำเสียงคำราม แล้วก็ทำท่าใกลัว ตบหน้าผากตัวเอง ราวกับจะบอกว่า"เทวรูปหัวจิ้งจอกนั่นเป็สิ่งที่น่ากลัวมาก! เป็นักรบที่ดุร้ายเหลือเกิน!ข้าแค่ได้ยินเื่ราวเล่าขานกันมาก็ยังหวาดกลัว!"
มันหันกลับมาสบตาเอี้ยเสวียนแล้วส่ายหัวอีกครั้งก่อนจะยกมือขึ้นป้องปาก ทำเสียง "อู๊ อ๊า" แ่เบา คล้ายจะเตือนว่า"อย่าเข้าไปเลย อันตรายมาก"
เอี้ยเสวียนพยักหน้ารับ เข้าใจความหมายที่วานรพยายามสื่อเขาหันไปมองพีระมิดอีกครั้งด้วยความรู้สึกปะปนกันระหว่างความสงสัยใคร่รู้กับความระแวดระวัง
"เทวรูปหัวจิ้งจอกนั่นเหรอ..."เอี้ยเสวียนพึมพำ "พี่ใหญ่พูดถูก ข้าก็รู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่จ้องมองเหมือนมันจะจ้องกลับมา แล้วยิ่งมองนานเท่าไร ยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเท่านั้น"
จู่ๆ แสงสว่างจ้าสีเงินก็ปรากฏขึ้นที่ปลายยอดพีระมิดแสงนั้นส่องสว่างครอบคลุมทั้งถ้ำ แรงสั่นะเืบางอย่างแล่นผ่านพื้นดินเอี้ยเสวียนรู้สึกถึงกระแสพลังแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านมาจากพีระมิดตรงหน้าก่อนที่ร่างของเขาจะถูกดึงเข้าสู่ห้วงนิมิตอย่างไม่อาจต้านทาน
"เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน!"เอี้ยเสวียนร้องอย่างใ พยายามยันตัวต้านแรงดึงดูดแต่ไร้ผลร่างของเขาลอยขึ้นจากพื้นราวถูกมือที่มองไม่เห็นจับยกขึ้น"ข้าไม่ได้นินทาอะไรเลยนะ แล้วข้าเพิ่งกินอาหารเสร็จนะ! อย่าเขย่าข้าแรงนักเดี๋ยวอาเจียนใส่พีระมิดของเ้าพอดี!"
แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงแสงสว่างจ้าที่พุ่งเข้าใส่ดวงตาของเขาเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งภาพที่ปรากฏต่อหน้าเขาคือภาพที่ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าจินตนาการใดๆ
เขาเห็นจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ดวงดาวนับล้านกำลังะเิบ้างก็แตกสลาย บ้างก็ก่อตัวใหม่สีสันสว่างไสวของเนบิวลาทอดยาวเป็แนวราวสายรุ้งจักรวาลและท่ามกลางความงดงามอลังการนั้นสิ่งมีชีวิตาขนาดมหึมาที่ไม่เคยพบเห็นในตำราใดๆ กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด
ในนิมิตนั้น เอี้ยเสวียนได้เห็นภาพของการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งจักรวาลณ ส่วนกลางของสนามรบอันไพศาลนั้นมีเทพเ้าสององค์กำลังปะทะกันด้วยพลังที่ทำลายล้างทุกสิ่ง
องค์แรกคือเทพเ้านักรบผู้มีร่างกายสีม่วงทองอร่ามดวงตาประกายราวแก้วเพชร ใบหน้าที่แสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญผมยาวพัดปลิวในสายลมแห่งอวกาศมือทั้งสองข้างถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์รูปร่างคล้ายดาบยาวแต่เป็แสงบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายระยิบระยับ
อีกองค์หนึ่งคือสิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬที่น่าสะพรึงกลัวร่างกายสูงใหญ่เท่าูเา ิัดำขลับราวความมืดของห้วงอวกาศ และบนหน้าผากของมันมีดวงตาที่สามที่เปิดกว้างเต็มที่ เปล่งแสงสีแดงเข้มเป็ประกายราวเืเดือดตัวมันมีแขนเป็สิบข้าง แต่ละข้างถืออาวุธที่แตกต่างกัน ทั้งขวานยักษ้ หอกเทพดาบมาร และหอกคู่ที่เหมือนกับที่เทวรูปหัวจิ้งจอกในพีระมิดถืออยู่
โอ้... พระเ้าช่วย...' เอี้ยเสวียนถึงกับกลั้นหายใจคำพูดติดตลกที่เคยเป็นิสัยของเขาพลันหายวับ ไปในพริบตาความรู้สึกเหมือนมดตัวเล็กๆ กำลังมองดูการต่อสู้ของั์ผู้ยิ่งใหญ่เข้าครอบงำจิตใจ'นี่มัน ใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ... แค่นิ้วก้อยของพวกมันคงใหญ่กว่าด่านซีเหมินทั้งด่านแล้วกระมัง!' เขาอุทานด้วยน้ำเสียงที่ เต็มไปด้วยความตกตะลึง และ ไม่อาจเชื่อสายตาการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเทพนักรบสีม่วงทองใช้ดาบแสงฟาดไปที่ศีรษะของปีศาจสามตาแต่ปีศาจนั้นใช้หอกคู่ป้องกัน เสียงกระทบกันดังสนั่นจนดาวเคราะห์ใกล้เคียงแตกสลายพลังทำลายล้างที่เกิดจากการปะทะกันของสิ่งมีชีวิตมหึมานั้นรุนแรงจนสามารถฉีกทำลายดวงดาวได้ในพริบตา
เอี้ยเสวียนเห็นร่างสีม่วงทองขนาดใหญ่กำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตสีดำขนาดมหึมา แต่ละฝีมือ แต่ละการเคลื่อนไหวก่อให้เกิดคลื่นพลังงานที่ทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีนับหมื่นลี้
ปีศาจสามตาขว้างหอกเล่มหนึ่งออกไปหอกนั้นเปล่งแสงสีดำและบินผ่านอวกาศด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อหอกแทงผ่านดาวเคราะห์หินก้อนหนึ่ง ดาวดวงนั้นก็แตกละเอียดเป็เศษธุลีในทันทีเทพนักรบหลบหลีกได้ทัน แต่หอกนั้นกลับบินวนกลับมาหาตัวเขาราวกับมีจิตสำนึกของตัวเอง
"พลังงานแต่ละครั้งที่ปะทะกันนี่..."เอี้ยเสวียนกลั่นคำพูด "...แค่พลังปราณที่ซัดออกมาก็เผาไหม้ดวงดาวทั้งดวงแล้วนี่เป็การต่อสู้ของเทพเ้าแท้ๆ หรือปีศาจร้ายแรงระดับจักรวาล?"
เทพนักรบผู้กล้าหาญยกดาบแสงขึ้นเหนือศีรษะดาบนั้นเริ่มรวบรวมพลังงานจากดวงดาวใกล้เคียงแสงสีขาวบริสุทธิ์เริ่มเก็บตัวที่ปลายดาบจนกลายเป็ลูกไฟขนาดมหึมาที่ส่องสว่างไปทั่วจักรวาล
ปีศาจสามตาไม่ยอมแพ้ ดวงตาที่สามบนหน้าผากของมันเปิดกว้างออกเต็มที่ภายในดวงตานั้นเอี้ยเสวียนเห็นภาพสิ่งน่าสยดสยองที่ไม่อาจบรรยายเป็ความมืดที่หนาแน่น เป็ความทุกข์ทรมานที่ไม่มีที่สิ้นสุดเป็ความหิวโหยที่้ากลืนกินทุกสิ่งในจักรวาล
"นั่นคือ..."เอี้ยเสวียนสะดุ้งเมื่อได้เห็นแก่นแท้ของดวงตาที่สาม "ความว่างเปล่า!ความหิวโหยที่ไม่มีที่สิ้นสุด! มัน้ากลืนกินทุกสิ่ง!"
จากดวงตาที่สามของปีศาจพุ่งลำแสงสีดำคล้ำออกมาความมืดนั้นไม่ใช่เพียงการขาดแสงสว่าง แต่เป็ความมืดที่ดูดกลืนแสงสว่างดูดกลืนความหวัง ดูดกลืนชีวิตทุกสิ่งที่แสงนั้นััถึงก็กลายเป็ส่วนหนึ่งของความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว
แสงขาวบริสุทธิ์จากดาบของเทพนักรบปะทะกับลำแสงสีดำของปีศาจสามตาท่ามกลางการปะทะนั้น อวกาศเริ่งเกิดรอยแยกขึ้น เวลาและพื้นที่บิดเบี้ยวกาแลคซีทั้งหมดสั่นคลอน
แม้จะเป็เพียงภาพนิมิตแต่พลังที่แผ่ออกมาก็ยังทำให้เอี้ยเสวียนหวาดกลัวและตกตะลึงจนร่างกายชาหนึบจิตใจแทบหยุดเต้น สิ่งมีชีวิตเ่าั้ไม่ใช่เผ่าอสูรที่เขารู้จักแต่เป็บางสิ่งที่เก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
"ข-ข้า..." เอี้ยเสวียนพยายามพูดแต่น้ำเสียงกลับสั่นเทิ้ม "ข้าคงจะฝันไป... ใช่ไหม? หรือไม่ก็ผลไม้ที่ข้ากินเข้าไปมีอะไรผิดปกติ...หรือว่าข้าตาลายไปแล้ว?"
ภาพนิมิตดำเนินไปอย่างรวดเร็วเอี้ยเสวียนพยายามจับสายตามองการเคลื่อนไหวของเทพยุทธาความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นผ่านจิตใจของเขาราวกับว่าร่างกายของเขากำลังจดจำการเคลื่อนไหวเ่าั้ซึมซับการต่อสู้และกระบวนท่าโดยอัตโนมัติ
การต่อสู้เข้าสู่จุดสูงสุด เทพนักรบใช้ดาบแสงพาดไปที่คอของปีศาจสามตาแต่ปีศาจใช้หอกคู่ป้องกัน เสียงกระทบกันก้องกังวานไปทั่วจักรวาลพลังที่เกิดขึ้นจากการปะทะทำให้มิติของอวกาศแตกร้าว
ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบมองมาที่เขาสิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬขนาดมหึมาตนหนึ่งในภาพนิมิตนั้นซึ่งมีพลังมหาศาลและดวงตาแดงก่ำราวโลหิตเดือด จู่ๆ ก็หันกลับมาจ้องมองตรงมายังเขา
"อา...!" เอี้ยเสวียนอุทานออกมาพยายามถอยหลังแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ "ข้าสาบานว่าข้าไม่ได้แอบดู!ข้าแค่ผ่านมาทางนี้!"
ราวกับรู้ว่าเอี้ยเสวียนกำลังอยู่ในนิมิตนั้นด้วยและเหนือหว่างคิ้วของสิ่งมีชีวิตนั้น...มีดวงตาที่สามตั้งเป็แนวตั้ง!ดวงตานั้นเปล่งแสงสีแดงเข้มที่ทำให้จิติญญาของเอี้ยเสวียนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ในดวงตาที่สามนั้น เอี้ยเสวียนเห็นภาพที่ทำให้เขาเกือบบ้าคลั่งเป็เมืองใหญ่นับล้านที่ถูกเผาไหม้ เป็ท้องฟ้าสีเื เป็ทะเลแห่งโครงกระดูกเป็เสียงร้องไห้ของผู้บริสุทธิ์นิรันดร์
"บัดซบ...ตัวข้าเล็กขนาดนี้ท่าน... ท่านคงไม่ได้สังเกตุเห็นข้าหรอกมั้ง?"เอี้ยเสวียนหลุดพูดออกมาด้วยความหวาดกลัวก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาพูดจาเล่น
ดวงตาที่สามของสิ่งมีชีวิตนั้นยิ่งเปล่งแสงแรงขึ้นเป็สีแดงเดือดราวกับเืสด ก่อนจะพุ่งลำแสงออกมาตรงไปยังเอี้ยเสวียนเขารู้สึกเหมือนร่างกำลังจะถูกเผาไหม้จากภายใน
"อ๊ากกกก!" เอี้ยเสวียนร้องออกมาสุดเสียง
แต่แล้วภาพนิมิตพลันแตกสลายไป เอี้ยเสวียนได้สติกลับคืนมาพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวที่ยังคงเกาะกุมอยู่ในอกเขาพบว่าตัวเองกำลังนอนหงายอยู่บนพื้นหินของถ้ำ เหงื่อท่วมตัวหัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก
"ข้า... ข้ายังมีชีวิตอยู่?" เอี้ยเสวียนตรวจสอบร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว ััใบหน้า แขน ขาและอวัยวะสำคัญอื่นๆ "ดูเหมือนทุกอย่างจะยังอยู่ครบ...แต่เมื่อกี้นั่นมันอะไรกัน? ฝันร้ายเหรอ? แต่มันช่างสมจริงเหลือเกิน..."
ในใจของเขายังคงเก็บภาพของการต่อสู้อันยิ่งใหญ่นั้นไว้ได้ชัดเจนแต่ละท่วงท่าของเทพนักรบ แต่ละการเคลื่อนไหวของปีศาจสามตาและที่สำคัญที่สุดคือดวงตาสีแดงเข้มที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและความหิวโหยไม่รู้จักพอ
"เทวรูปหัวจิ้งจอกในพีระมิด..."เอี้ยเสวียนพึมพำ "และปีศาจสามตาในนิมิต... มันมีความเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?หอกคู่ที่เทวรูปถือกับหอกคู่ที่ปีศาจในนิมิตใช้...มันเหมือนกันมากเลยนะ"
พญาวานรที่อยู่ข้างๆเอี้ยเสวียนเมื่อเห็นว่าเอี้ยเสวียนสติกลับมาก็ทำท่าทางสอบถามด้วยความกังวล มันใช้มือใหญ่ััที่หน้าผากของเอี้ยเสวียนตรวจดูไข้ แล้วก็ทำเสียง "อู๊ อ๊า?" ด้วยน้ำเสียงห่วงใย
เอี้ยเสวียนยิ้มเบาๆ แม้จะยังรู้สึกวิงวอนอยู่ "ข้าโอเค พี่ใหญ่แค่เห็นภาพแปลกๆ หน่อย คงเป็ฝันมั้ง"
แต่ลึกๆ ในใจเขารู้ว่านั่นไม่ใช่ฝันธรรมดามันเป็บางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพีระมิดสีดำและเทวรูปหัวจิ้งจอกอย่างแน่นอนเขาเหลือบมองไปยังพีระมิด แล้วก็พบว่าดวงตาสีแดงของเทวรูปนั้นกำลังจ้องมองกลับมาทำให้เขาต้องรีบหันหน้าหนี
"พีระมิดนี้... มันซ่อนเื่ราวอะไรไว้กันแน่?"เอี้ยเสวียนคิดในใจ"และข้าจะทำอย่างไรดีถึงจะหาทางออกจากที่นี่ได้?"