ภายหลังจากที่การคุยเรื่องบาทหลวงคนใหม่จบลงแอ๊บบี้จึงได้มีโอกาสไถ่ถามเพื่อให้ตนเองคลายความข้องใจกับสิ่งที่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่ในใจมาตั้งแต่บ่าย“แม่คะ ถามหน่อยเถอะว่า เพราะอะไรแม่ถึงเลือกตั้งชื่อให้หนูว่าแอ๊บบร้า มีความหมายอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ”“น่าแปลกนี่ที่อยู่ๆ ก็เกิดถามเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งที่ใช้ชื่อนี้มาตั้งนานปีดีดักแล้ว” ผู้เป็นมารดาพูดปนหัวเราะ“ไม่เห็นมีความหมายอะไรเลย นอกเสียจากว่าเพื่อนของแม่คนหนึ่งเขามีน้าชื่อเดียวกันนี้ แม่ฟังดูแล้วรู้สึกว่ามันเพราะดีก็เอามาตั้งให้ลูกมันก็แค่นั้นแหละ”“หนูเพิ่งรู้นะคะว่าแอ๊บบร้าน่ะ เป็นชื่อเจ้าหญิงคนโปรดของกษัตรย์โซโลมอน มีชื่อนี้อยู่ในพระคัมภีร์ด้วย ที่หนูถามก็เพียงเพราะอยากจะรู้ว่า แม่มีความรู้เรื่องนี้หรือเปล่าเท่านั้นละค่ะ” แอ๊บบี้ไหวไหล่เบาๆ“น่าสนใจดีนี่” สีหน้าของผู้เป็นมารดาบอกความแปลกใจและพอใจระคนกัน “แล้วใครเป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้หนูฟังล่ะ”“มีนักทัศนาจรคนหนึ่ง เขาเดินเข้ามาให้ความช่วยเหลือตอนที่หม้อน้ำของมาเบลแตก แล้วก็...” เธอไม่มีโอกาสจะเล่าเรื่องต่อจนจบเพราะบิดาสอดขึ้นเสียก่อน“อ้าว นังมาเบลเสียหรือนี่”และแอ๊บบี้ก็ต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้บิดาฟังอีกครั้งจนกระทั่งถึงความล่าช้า เนื่องจากเธอต้องไปนั่งเฝ้ารถขณะที่เจ้าของอู่เปลี่ยนหม้อน้ำใหม่ กว่าที่จะเล่าจบมารดาก็ตักอาหารใส่จานเอาขึ้นตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วแอ๊บบี้ปฏิเสธการกินอาหารร่วมกับบิดามารดาเป็นครั้งที่สอง เมื่อบุคคลทั้งสองเริ่มลงมือกินอาหารเธอก็ขอตัวกลับไปยังบ้านของตัวเอง ...
เสียงปังๆ ที่ดังอยู่ในขณะนี้นั้นปลุกแอ๊บบี้ให้ผวาตื่นขึ้นจากหลับใหล เธอครางออกมาด้วยความโมโห พยายามซุกศีรษะลึกลงไปในหมอน แต่ก็ไม่อาจสกัดกั้นเสียงที่ได้ยินอยู่ลงได้ ใครก็ตามที่มาทำเสียงหนวกหูอยู่เช่นนี้น่าจะจับขังคุกเสียนักแต่แล้วเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่มีใครมาทำเสียงหนวกหูอย่างที่เข้าใจ เพียงแต่ว่ากำลังมีใครคนหนึ่งเคาะประตูห้องอยู่ แอ๊บบี้รีบเหวี่ยงหมอนออกผลุดลุกขึ้นนั่ง ความง่วงงุนยังทำให้ดวงตาพร่าเลือนอยู่เมื่อเอื้อมมือไปคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมทับชุดนอน“รอเดี๋ยวค่ะ” เธอร้องบอกขณะสวมเสื้อคลุมอย่างร้อนรน มีความรู้สึกอยู่ว่ามันไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเธอเท่าไรนักนาฬิกาปลุกตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้โอ๊ค ไกลจากเตียงพอประมาณ แอ๊บบี้เหลือบตามองดูเข็มนาฬิกาและเห็นว่าเข็มสั้นชี้อยู่ที่เลข 1 แสงอาทิตย์ที่สาดสว่างเข้ามาในห้อง ทำให้เธอออกจะตกใจไม่น้อย หวังว่าขณะนี้คงไม่ใช่ยามบ่ายโมงของวันใหม่ และตอนนั้นเองที่เธอนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนลืมตั้งนาฬิกาไว้ ซึ่งมันคงจะหยุดเดินไปตั้งแต่ตอนตีหนึ่งแล้วแอ๊บบี้ไม่รู้ว่าขณะนี้กี่โมงกี่ยาม รู้แต่เพียงว่ามันสายมากแล้วเท่านั้น เธอรีบเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องโถงกลาง ซึ่งส่วนนี้ของบ้านหลังเล็กเป็นทั้งห้องนั่งเล่นห้องรับประทานอาหาร ครัว และยังเป็นทางลงบันไดไปสู่ชั้นล่างอีกด้วยเมื่อเปิดประตูออกก็พบว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูคือพ่อ เขากวาดสายตามองไปทั่วร่างรอยยิ้มกดลึกอยู่ตรงมุมปาก“ชุดนี้ดูไม่เหมาะที่จะแต่งไปโบสถ์เลยนี่” เขาพูดอย่างล้อเลียน“นาฬิกามันตายน่ะค่ะพ่อ” แอ๊บบี้ไม่กล้าบอกว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้ตั้งไว้ “แล้วนี่มันกี่โมงแล้วล่ะคะ” น้ำเสียงของเธอยังงัวเงยเนื่องจากเพิ่งตื่นใหม่ๆ“อีกสิบนาทีพิธีนมัสการก็จะเริ่มขึ้นแล้วละ พอจะไหวไหมล่ะ” ริมฝีปากคู่นั้นเหยียดยิ้ม“แต่ห้านาทีหนูคงแต่งตัวไม่ทันหรอกค่ะ” แอ๊บบี้ร้อง “เอาเป็นว่าพ่อกับแม่ไปกันเองก็แล้วกัน ไม่ต้องรอหนูหรอก”“พ่อว่าแม่เขาต้องไม่พอใจแน่ที่หนูไม่ได้ไปด้วย” เขาฝืนยิ้มให้ลูกสาว แต่น้ำเสียงและสีหน้าก็เปี่ยมอยู่ด้วยความเข้าใจ “น่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่พ่อคิดเรื่องนี้ไม่ทัน” เขาพูดขันๆ“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เพราะถึงยังไงแม่ก็เป็นนาฬิกาปลุกสำหรับพ่ออยู่แล้ว” แอ็บบี้พูดเป็นเชิงเตือน “แม่มีโอกาสปลุกให้พ่อตื่นตอนไหนก็ได้อยู่แล้วละ”มีเสียงแตรกดกระชั้นดังมาจากทางรถวิ่ง ผู้เป็นบิดาเหลือบตามองไปทางทิศที่มาของเสียง“แม่เขาไม่ชอบไปไหนสาย แล้วนี่จะให้พ่อบอกเขาว่ายังไงล่ะ จะให้บอกว่าหนูจะตามไปตามทีหลังดีไหม”“กว่าหนูจะไปถึงโบสถ์พิธีก็คงเกือบจะเสร็จแล้วละค่ะ” แอ๊บบี้ส่ายหน้าเป็นการบอกให้รู้ว่าเธอจะไม่ไปโบสถ์ในตอนเช้าวันนี้แน่ “พ่อช่วยขอโทษคุณพ่อออกุสตัสแทนหนูด้วยก็แล้วกัน รับรองว่าหนูจะไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาบ่ายวันนี้แน่”“พ่อว่ายกให้เป็นหน้าที่แม่เขาดีกว่า เอาละ แล้วพบกันตอนบ่ายก็แล้วกัน” เขาเดินออกจากหน้าประตูบ้านลูกสาวเมื่อไม่มีอะไรมาเร่งรัดให้ต้องรีบร้อนแอ๊บบี้ก็อาบน้ำได้อย่างสบาย น้ำอุ่นช่วยปลุกประสาทให้ตื่นตัวเต็มที่ ลบไล่ความง่วงงุนให้หายไปจนหมดสิ้น เมื่อก้าวออกมาจากใต้ฝักบัวนั้นเธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก หยิบผ้าขนหนูมาโพกผมที่เปียกชื้นไว้ แล้วก็สวมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ่ายสีเหลือง ก่อนจะเดินออกไปในบริเวณที่จัดเป็นส่วนของห้องครัวบาร์ลอยคือสิ่งที่แบ่งแยกห้องครัวออกจากส่วนอื่นๆ ของตัวห้อง แม้ตรงนั้นจะมีโต๊ะเล็กกับเก้าอี้ตั้งไว้ แต่ แอ๊บบี้ก็ชอบที่จะกินอาหารบาร์มากกว่า จะใช้โต๊ะก็ต่อเมื่อมีเพื่อนมาเยี่ยมเท่านั้นเนื่องจากขณะนั้นใกล้จะถึงเวลาอาหารเช้า แอ๊บบี้จึงดื่มแต่เพียงน้ำส้มคั้นกับกาแฟรองท้อง เมื่อดื่มกาแฟ ถ้วยที่สองหมดก็พอดีกับที่ผ้าขนหนูซับน้ำจากเรือนผมจนแห้งหมาด ใช้เวลาในการไดร์ให้แห้งเพียงไม่กี่นาทีพวงผมที่หยักศกค่อนข้างหนานั้น ระย้าย้อยลงไปถึงช่วงไหล่ หลังจากนั้นจึงได้เดินไปเลือกเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ให้เหมาะแก่กาลเทศะ เนื่องจากในตอนบ่ายวันนี้จะเป็นการเลี้ยงส่งบาทหลวงด้วยแอ๊บบี้ที่เลือกได้เสื้อสีขาวจุดน้ำเงิน ตัดเย็บกับผ้าฝ้ายเหมาะที่จะสวมใส่ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ตัวกระโปรงจับพลีทบานกระจายเป็นวงกลม คาดทับด้วยเข็มขัดสีน้ำเงิน เมื่อแต่งตัวเสร็จก็หยิบรองเท้าส้นเตี้ยสีน้ำเงินขึ้นมาสวม หลังจากนั้นก็เหลือแต่เพียงเครื่องประดับ ซึ่งเธอก็เลือกใช้กำไลสามวงกับต่างหูที่เข้าชุดกันแทน ทั้งนี้เพราะบาทหลวงออกุสตัสนั้นดูจะเป็นคนที่ไม่ชอบให้สาวกของพระเจ้าแต่งตัวหรูหรา หรือใช้เครื่องประดับที่เป็นเพชรเลย หลังจากที่ชั่งใจอยู่เป็นครู่ แอ๊บบี้ก็หยิบเครื่องประดับชุดนั้นมาสวมใส่อยู่ดีนาฬิกาที่ติดตั้งไว้บนผนังในห้องครัวบอกให้รู้ว่า พิธีนมัสการกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว จึงออกจากบ้านเดินตัดทางรถวิ่งตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ ซึ่งทั้งพ่อและแม่ไม่สนใจกับการใส่กุญแจบ้าน เพราะในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องขโมยขะโจรแต่อย่างใดมารดาของเธอเป็นบุคคลที่เคร่งครัดในเรื่องระเบียบแบบแผน ดังนั้นเมื่อแอ๊บบี้ก้าวเข้าไปในบ้านจึงเห็นว่าอาหารที่จะรับประทานกันในวันอาทิตย์ได้รับการเตรียมไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อกับผักที่อบอยู่ในเตา และยังผักสลัดที่จัดใส่ไว้ในตู้เย็น แอ๊บบี้หยิบจานสลัดออกมาตั้งโต๊ะซึ่งปูผ้าลินินสีขาว และยังมีแจกันดอกไม้สดประดับอยู่กลางโต๊ะนั้นด้วยเมื่อได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามาตามทางวิ่ง เธอก็หยิบผ้ากันเปื้อนขึ้นมาผูกเอว เดินไปหยิบอาหารที่อบออกมาจากในเตา กำลังใช้ส้อมจิ้มดูความอ่อนนุ่มของชิ้นเนื้อ ก็พอดีกับที่พ่อและแม่เดินเข้ามาทางประตูหลัง แอ๊บบี้หันไปยิ้มให้“พิธีนมัสการวันนี้เป็นยังไงมั่งคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสดใสทั้งที่ใจไม่สู้ดีนัก เมื่อเห็นสีหน้าขุ่นขึ้งของมารดา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังไม่พอใจกับการที่เธอไม่ได้ไปโบสถ์ในเช้าวันนี้อยู่“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่บาทหลวงออกุสตัสท่านกล่าวคำลาได้อย่างจับใจมาก หนูควรจะได้ไปร่วมพิธีตอนเช้าวันนี้นะแอ๊บบี้” เสียงพูดของแม่บอกความผิดหวังมากกว่าจะโกรธเคือง“ที่แม่เขาพูดยังงี้หมายความว่าวันนี้หลวงพ่อท่านพูดสั้นกว่าทุกวันไงล่ะ” พ่อของเธอสอดขึ้นด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าอันเป็นนิสัย “เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้พูดยาวยืดจนแทบจะเป็นลมเพราะความหิว”แม่เดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนอีกผืนหนึ่งมาผูกเข้าตรงเอว“การเทศน์ของท่านแต่ละครั้ง มันก็ล้วนแล้วแต่เป็นการชี้ถึงคุณงามความดีของพระเจ้าทั้งนั้น ฉันยอมรับว่าวันนี้ก็เรื่อยเปื่อยไปนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงยังไงมันก็ยังมีส่วนดีมากกว่าส่วนเสียนั่นแหละ”แอ๊บบี้หันไปมองหน้าบิดาเปลี่ยนเรื่องพูดเสีย“พ่อจะเป็นคนตัดเนื้อเองใช่ไหมคะ” เมื่อบิดาพยักหน้าเธอก็ส่งมีดให้ “แล้วบาทหลวงคนใหม่หน้าตาท่าทางเป็นยังไงมั่งล่ะ”“วันนี้หลวงพ่อมัวแต่แสดงอารมณ์เศร้ามากไปหน่อยเลยลืมแนะนำไป” พ่อของเธอพูดปนหัวเราะ “พ่อเดาเอาว่าเขาก็คงจะนั่งอยู่แถวหน้า ๆ นั่นแหละ แต่วันนี้ที่โบสถ์คนเยอะมากก็เลยไม่ทันเห็น แต่มีความรู้สึกว่าออกุสตัสไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักที่เขามาทำหน้าที่แทน”“อ้าว...ทำไมยังงั้นล่ะคะ” แอ๊บบี้หันมามองหน้าบิดาอย่างสงสัย“ไม่รู้สินะ” เขายอมรับในความไม่แน่ใจของตนเอง “มันมีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงที่บอกความไม่พอใจตอนที่เขาพูดถึงว่า นับแต่นี้ทางโบสถ์ก็จะมีคนรุ่นใหม่เข้าทำหน้าที่แทนอะไรทำนองนั้น” “ฉันคิดว่าที่หลวงพ่อพูดอย่างนั้นคงเท่ากับบอกเป็นนัยให้รู้ว่าบาทหลวงคนใหม่กับครอบครัวยังหนุ่มยังสาวกันอยู่มากกว่า” อลิซ สก็อตต์ ยืนยันในความเชื่อของตนเอง “น่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่วันนี้ท่านไม่ได้แนะนำให้ใครได้รู้จักกับบาทหลวงคนใหม่นั้นสักคน”“จะเป็นการมองข้ามหรือยังไงก็ตาม” พ่อของเธอขัดขึ้น “แต่ถ้าออกุสตัสไม่ชอบละก้อ รับรองว่าผมจะต้องชอบเขาแน่”“ไม่ว่าใครจะแสดงความคิดเห็น คุณเป็นต้องขัดเขาไปหมดเลยนะ ดริว” ภรรยาว่า “เอ้า...ช่วยเอาจานนี่ไปตั้งโต๊ะทีเถอะ”