หลินซื่อกล่าวด้วยความกังวล “ตอนบ่ายได้ยินว่าซูเอ๋อร์ป่วย ข้าร้อนใจเลยตำหนิฉินเอ๋อร์ไปหลายคำ นางจะคิดสั้นเพราะเรื่องนี้หรือไม่ เฮ้อ หากรู้แต่แรก ข้าควรควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีกว่านี้”
แต่เสิ่นเจิ้นกวงกลับส่ายหน้ากล่าว “ฮูหยิน ฉินเอ๋อร์ไม่มีทางคิดสั้นเพราะถูกเจ้าตำหนิไม่กี่ประโยคหรอก อีกอย่างเรื่องวันนี้ ข้าว่านางตั้งใจทำ”
“ตั้งใจทำหรือ”
“อืม นางชอบองค์ชายเจ็ด ในเมื่อเรื่องเปิดเผยแล้ว นางก็คงอยากอยู่กับองค์ชายเจ็ด”
อยู่ดีๆ จะบังเอิญตกลงไปในทะเลสาบได้อย่างไร มิหนำซ้ำสาหร่ายน้ำยังบังเอิญพันข้อเท้าอีก
เรื่องบังเอิญเพียงเรื่องเดียวอาจเป็นแค่ความบังเอิญ แต่หากเกิดเรื่องบังเอิญหลายครั้งติดต่อกัน ก็อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป
แม้ซูฉินจะเป็นเพียงหลานสาวตระกูลฝ่ายมารดาที่ถูกรับมาเลี้ยงในจวนแม่ทัพ แต่อีกไม่นานฮ่องเต้จะต้องทรงทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่นอน
เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กก็ได้ หากองค์ชายเจ็ดยืนกรานจะขอแต่งซูฉิน ฮ่องเต้ก็ต้องเรียกเขาไปสอบถามแน่นอน
เสิ่นเจิ้นกวงถอนหายใจ ตอนนี้ต้องหาตัวคนให้เจอก่อนค่อยว่ากัน
ขณะที่สองสามีภรรยากำลังรู้สึกหนักใจและซับซ้อนใจอย่างยิ่งนั้น สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าคุณหนูสามเสิ่นมาหา
หลินซื่อรีบเดินเข้าไปหาพลางมองบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง “ซูเอ๋อร์ ยังป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงลุกขึ้นมาแล้วเล่า”
เสิ่นม่านซูเพิ่งนอนไปงีบหนึ่ง แต่ยาของไป๋ซิวจิ่นออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว หลังจากตื่นขึ้นมา ไม่เพียงไข้ลดลงแล้ว แม้แต่สภาพร่างกายของนางยังดีกว่าปกติเสียอีก
เสิ่นม่านซูกล่าว “ท่านแม่ ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ แต่ลูกได้ยินว่าน้องซูฉินหายตัวไป จริงหรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่ แต่แม่ส่งคนออกไปตามหาแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล”
แน่นอนว่าเสิ่นม่านซูไม่ได้กังวลเรื่องซูฉิน นางยังกลัวว่าจะหาซูฉินเจอเร็วเกินไปเสียอีก
เสิ่นม่านซูกวาดตามองซ้ายขวา ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ให้ทุกคนออกไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ ลูกมีเรื่องจะพูดกับพวกท่าน”
พอเห็นบุตรสาวจริงจังเช่นนี้ เสิ่นเจิ้นกวงก็รีบไล่ทุกคนออกไปทันที เขาเอ่ยถามว่า “ซูเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น”
เสิ่นม่านซูมองสายตาเป็นห่วงของบิดามารดาแล้วกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ความจริงแล้ว วันนี้ลูกตกน้ำเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ” หลินซื่อตกใจ “ที่เจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้า...ก็เพราะว่าตกน้ำหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ตอนนั้นลูกเดินอยู่ริมทะเลสาบ องค์ชายเจ็ดเข้ามาพูดกับลูก บอกให้ลูกแต่งกับเขา แต่ลูกไม่ยอม เขาเลยลากลูกกระโดดลงทะเลสาบไปด้วยกันเจ้าค่ะ”
ก่อนหน้านี้เสิ่นเจิ้นกวงยังคิดจะปลอบหลินซื่อไม่ให้อารมณ์รุนแรงเกินไป แต่ยามนี้เขากลับเดือดดาลยิ่งกว่าหลินซื่อเสียอีก
แม่ทัพใหญ่เสิ่นตบโต๊ะอย่างแรง โต๊ะไม้หลีฮวาเนื้อดีพลันแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ในพริบตา!
“บังอาจนัก! ถึงกับกล้าคิดร้ายต่อลูกข้า เป็นองค์ชายแล้วอย่างไร องค์ชายทำผิดก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกับสามัญชน!”
เสิ่นม่านซูเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าว “ท่านพ่อ ท่านใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ ลูกยังพูดไม่จบ”
หลินซื่อเองก็รีบลูบหลังเสิ่นเจิ้นกวงพลางมองบุตรสาวด้วยความกังวล
เสิ่นเจิ้นกวงพยายามข่มความโกรธเอาไว้ เพราะกลัวจะทำให้บุตรสาวตกใจ จึงฝืนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อืม เจ้าพูดต่อเถิด”
เสิ่นม่านซูจึงกล่าวช้าๆ “ท่านพ่อกับท่านแม่ยังจำได้หรือไม่ ลูกเคยบอกว่าลูกว่ายน้ำเป็นเจ้าค่ะ”
“จำได้สิ”
“ตอนที่ลูกตกลงน้ำ ลูกตั้งใจจะว่ายหนีแต่องค์ชายเจ็ดกลับกดหัวลูกไว้”
“อะไรนะ!”
ครั้งนี้ทั้งเสิ่นเจิ้นกวงและหลินซื่อต่างมิอาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป
เสิ่นม่านซูหรี่ตาแล้วกล่าวว่า “ตอนนั้นเขาพูดว่ารอให้ลูกใกล้ตายก่อนแล้วจะช่วยผายลมหายใจต่อหน้าทุกคน เพราะหากทำแบบนั้น ลูกก็จะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากแต่งกับเขา...”
สีหน้าของหลินซื่อซีดเผือดทันที และนางพลันเข้าใจทุกอย่างในพริบตา!
บทที่ 64 กระบี่ข้าเล่า
เรื่องที่จวินมั่วหานกับซูฉินทำต่อหน้าผู้คนในวันนี้ แท้จริงแล้วคนที่เขาตั้งใจจะทำเช่นนั้นด้วยตั้งแต่แรกคือเสิ่นม่านซู บุตรสาวของพวกเขา!
เสิ่นม่านซูรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ส่วนซูฉินมีใจให้จวินมั่วหานอยู่แล้ว จึงใช้โอกาสนั้นเข้ามาแทนที่เสิ่นม่านซู
สองคนนั้น...
คราวนี้เสิ่นเจิ้นกวงไม่ตบโต๊ะ ไม่ปาถ้วยชา แต่เขาลุกพรวดไปที่แท่นวางกระบี่ทันที!
เสิ่นม่านซูรีบร้องห้าม “ท่านพ่อ ท่านรับปากลูกแล้วว่าจะใจเย็นไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เสิ่นเจิ้นกวงโกรธจนหนวดกระตุก “พ่อใจเย็นไม่ไหวแล้ว!” เขากวาดตามองซ้ายขวาด้วยสีหน้าดุดัน “กระบี่ข้าเล่า กระบี่ข้าอยู่ไหน!”
หลินซื่อที่เพิ่งได้สติรีบคว้าแขนเสื้อสามีไว้แน่น เอ่ยอย่างร้อนรน “ท่านแม่ทัพ อย่าหุนหันพลันแล่นเช่นนี้! พวกเราไม่ได้ตกลงกันไว้แล้วหรือว่าจะฟังซูเอ๋อร์เล่าจบก่อน”
เสิ่นเจิ้นกวงหอบหายใจแรงไม่หยุด ทั้งร่างเดือดดาลราวกระทิงคลั่ง
แต่พอเห็นความกังวลในแววตาของภรรยาและบุตรสาว เขาก็กัดฟันก่อนโยนกระบี่ที่เพิ่งหาเจอลงพื้นเสียงดัง ‘เคร้ง’
“ได้ ซูเอ๋อร์ พ่อจะฟังเจ้าให้จบก่อน แต่พ่อไม่มีวันปล่อยไอ้สารเลวนั่นไปแน่!”
ตระกูลเสิ่นของพวกเขาจงรักภักดีต่อแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังเคยช่วยชีวิตฮ่องเต้มาแล้วหลายครั้ง บิดาของเขาเองก็สิ้นชีพก่อนวัยอันควรเพราะช่วยชีวิตอดีตฮ่องเต้ไว้
แต่แล้วอย่างไรเล่า
ความภักดีและความกล้าหาญของพวกเขา สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับกลายเป็นการถูกคนในราชวงศ์วางแผนเล่นงานเช่นนี้หรือ
อีกฝ่ายเกือบฆ่าเสิ่นม่านซูเชียวนะ!
ชั่วพริบตานั้น ความเชื่อมั่นที่เสิ่นเจิ้นกวงเคยยึดถือมาตลอด ว่าต้องจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และรับใช้แผ่นดินเริ่มสั่นคลอนเป็นครั้งแรก
เสิ่นม่านซูนั่งอยู่ที่เดิมแล้วเล่าต่อช้าๆ “ตอนนั้นซูฉินไม่ต้องการให้องค์ชายเจ็ดอยู่กับลูก นางจึงกระโดดลงน้ำตามแล้วปล่อยให้สาหร่ายพันข้อเท้า ก่อนร้องให้องค์ชายเจ็ดช่วย เขาจึงเสียสมาธิไปชั่วขณะ ลูกถึงได้หลุดจากพันธนาการ ว่ายหนีสุดแรงไปยังอีกฝั่งของทะเลสาบ ภายหลังได้ท่านหมอเทวดาไป๋ช่วยไว้ ลูกจึงกลับมายังโถงหน้าได้สำเร็จ ส่วนเรื่องหลังจากนั้น...ท่านแม่ก็ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หลินซื่อฟังจนใจสั่นด้วยความหวาดผวา นางกอดบุตรสาวแน่น ร่างสั่นเทิ้มไม่หยุด ส่วนในดวงตาของเสิ่นเจิ้นกวง เปลวเพลิงแห่งโทสะยังคงลุกโชนไม่มอดดับ
เขาเงยหน้า แววตาแข็งกร้าวแน่วแน่ “ซูเอ๋อร์ เจ้าบอกพ่อมา พ่อต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยระบายแค้นให้เจ้าได้”
แม้ว่าสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดในตอนนี้ คือถือกระบี่บุกไปแทงไอ้องค์ชายสารเลวนั่นให้พรุนเป็นรูเสียเดี๋ยวนี้!
“ท่านพ่อ พรุ่งนี้เช้าฟ้าสาง ท่านเข้าวังไปขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท บอกว่าท่านหวังให้ฝ่าบาททรงเป็นที่พึ่งให้ท่าน ในเรื่องที่องค์ชายเจ็ดบีบบังคับให้ลูกแต่งงานกับเขา ถึงตอนนั้นท่านเพียงกดความโกรธเอาไว้ แล้วแสดงท่าทีว่าถูกกระทำและน้อยใจอย่างยิ่งก็พอเจ้าค่ะ”
ความโกรธน่ะมีอยู่แล้ว ซ้ำยังมีมากเสียจนแทบกดไม่อยู่ด้วยซ้ำ
แต่ท่าทีว่าถูกกระทำคืออะไรกัน
เสิ่นเจิ้นกวงมองดวงตาสงบนิ่งของบุตรสาวอย่างงุนงง ก่อนหันไปมองหลินซื่อ
หลินซื่อกลับเข้าใจในทันที
นางลอบทอดถอนใจให้กับความละเอียดรอบคอบของบุตรสาว แล้วหันไปพูดกับสามี “ท่านแม่ทัพ เพราะท่านเป็นฝ่ายได้รับความไม่เป็นธรรม ฝ่าบาทถึงจะทรงออกหน้าให้พวกเราได้ อย่างไรเสียนั่นก็คือโอรสของพระองค์เองไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
หากปะทะตรงๆ ฮ่องเต้ย่อมเสียพระพักตร์ และอาจกริ้วตระกูลเสิ่นของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้ทรงเป็นคนระแวงอยู่แล้ว หากทำให้พระองค์คลางแคลงในตัวโอรสองค์นี้ และทรงรู้ว่าองค์ชายเจ็ดมีความคิดเช่นไร...
ผลลัพธ์ย่อมดีกว่าการเผชิญหน้าตรงๆ เป็นร้อยเท่าพันเท่า!
กว่าเสิ่นม่านซูจะออกจากเรือนของบิดามารดา เหนือศีรษะก็เต็มไปด้วยหมู่ดาวส่องประกายเต็มท้องฟ้าแล้ว
แน่นอนว่าการทำตามที่เสิ่นม่านซูบอกยังมีข้อดีใหญ่อีกหนึ่งข้อ
ในนิยายต้นฉบับ ชัยชนะครั้งแรกและสำคัญที่สุดที่ทำให้พระเอกพลิกสถานการณ์ได้ก็คือช่วงเวลานี้ เขาได้รับพระบัญชาให้ลงใต้ไปบรรเทาทุกข์จากอุทกภัย และได้สร้างผลงานใหญ่เอาไว้
ฮ่องเต้หย่งอันทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ฉินอ๋องให้โอรสองค์นี้ทันที!
หลังจากนั้นองค์ชายเจ็ดก็ถูก ‘บังคับ’ ให้แต่งงานกับเสิ่นม่านซู บุตรสาวสายตรงของแม่ทัพใหญ่เสิ่นเจิ้นกวง อำนาจและอิทธิพลของเขาจึงค่อยๆ แผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องราวที่เขียนไว้ในนิยายต้นฉบับเท่านั้น
ส่วนครั้งนี้...ฮ่องเต้หย่งอันที่เริ่มระแวงโอรสองค์นี้จะยังส่งเขาลงใต้อีกหรือ