แผ่นดินสีทอง (จบ)

    บทที่ 8

    ขณะที่การทำความรู้จักกันที่ยืดเวลานานออกไปขึ้นอยู่กับความสำคัญและความตั้งใจของแคทธี่นั้น ร็อบ ดั๊กลาส ก็ได้แสดงตัวเป็นเจ้าของไร่คนใหม่อย่างเต็มที่ แต่เวลาที่ล่วงไปมิได้ทำให้ความรู้สึกของเธอดีขึ้น และจากคำพูดของแทดที่เอ่ยถึงพ่ออย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกมีความเป็นปรปักษ์ต่อผู้ชายคนนี้มากขึ้น กับลางสังหรณ์ที่ว่าถ้าเมื่อใดก็ตามที่เธอได้พบกับคนคนนี้มันจะชักพาให้ชีวิตของเธอถึงความวิบัติได้ นอกเหนือจากการต้องเสียที่ดิน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของบุคคลในตระกูลมาแล้ว ก็มีส่วนอยู่มากซึ่งความรู้สึกทั้งหลายทั้งมวลนี้เธอได้เคยพยายามจะอธิบายให้เคลย์ฟังมาแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจหรือมองเห็นความสำคัญในมันเลย ดังนั้นการพูดจากันถึงคนคนนี้ในทุกครั้งมักจะจบลงที่แคทธี่เป็นฝ่ายเสียอารมณ์ตลอดเวลา เมื่อเคลย์ได้แนะนำว่าเธอควรจะได้ปรึกษาหารือในเรื่องการจัดระบบของตัวเองให้เข้ากับชีวิตใหม่ของแทดกับผู้เป็นบิดาของเขา แคทธี่จึงพูดแต่เพียงว่า“แล้วเขาก็จะชินไปเอง เมื่อความแปลก ๆ ใหม่ ๆ มันคลายตัวลง” และเคลย์ก็ต้องพอใจกับคำตอบเพียงแค่นั้นเช่นเดียวกับครูคนอื่น ๆ แคทธี่ปรบมือดัง ๆ พร้อมกับร้องบอกพวกเด็ก ๆ ว่า“เอ้า...โรงเรียนปิดเทอมแล้วนะจ๊ะ...โรงเรียนปิดเทอมแล้ว ครูจะปล่อยพวกลิงทั้งหลายกลับเข้าป่าแล้ว” ซึ่งนั่นหมายถึงการปิดภาคเรียนในฤดูร้อนที่มาถึงการที่ต้องตระเตรียมข้อสอบที่ใช้ในการสอบไล่, จัดการเลื่อนชั้นพวกเด็ก ๆ ทำสมุดพกและรายงานต่าง ๆ ทำให้แคทธี่มีความรู้สึกว่าการปิดภาคเรียนในฤดูร้อนนั้น น่าจะเป็นของพวกครูโดยแท้ เธอออกจะรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย ที่เด็กนักเรียนในชั้นทุกคนสามารถเลื่อนขึ้นไปอยู่ปี 5 ได้ และออกจะเห็นใจมิสซิสเกลียสันอยู่หน่อย ๆ ที่จะต้องรับชาร์ลี สมิท เข้าไว้ด้วย, ชาร์ลี ได้ตั้งใจแล้วว่าจะต้องเอาเจ้างูเขียวตัวเล็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้ไปเที่ยวในวันปิกนิกของพวกนักเรียนด้วย และสร้างความอกสั่นขวัญหายให้กับพวกเด็กนักเรียนหญิง กับเสียงหัวเราะด้วยความขบขันของพวกเด็กนักเรียนชาย...ทุกคนนอกจากแทด ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ยังรักษาท่าทีเคร่งขรึมอยู่นั่นเองหลังจากที่โรงเรียนได้ปิดเทอมลงหนึ่งสัปดาห์ แคทธี่ก็หาความสบายให้กับตัวเอง แม้ว่ามันจะยังเป็นฤดูใบไม้ผลิอยู่ แต่ความร้อนของอากาศในฤดูร้อนเริ่มคืบคลานเข้ามา ใน 2-3 เช้าแรกเธอนอนตื่นสายกว่าปกติ หลังจากนั้นก็ลงไปนอนอาบแดดอยู่ในสวนหลังบ้าน เพื่อให้ผิวเป็นสีผิวคล้ำลงกว่าที่คล้ำอยู่เดิม จากนั้นก็ออกไปหาซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ สำหรับฤดูร้อน เพื่อว่าเมื่อมันมาถึงจะได้มีชุดใหม่ ๆ ใส่กับเขาบ้าง ออกจะเป็นความลำบากใจอยู่ไม่น้อยที่จะบังคับไม่ให้ตัวเองคิดไปถึงช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ที่เธอได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ “โฮมเพลซ” ช่วยทำงานบ้านที่ค่อนข้างจะหนักหนา ซึ่งคุณย่าไม่อาจจะทำได้อีกต่อไป และสนุกสนานอยู่กับการเล่นคริบเบจกับคุณปู่ดวงอาทิตย์เริ่มกราดแสงสีแดงก่ำขึ้นเหนือขอบฟ้า ก่อนที่จะค่อย ๆ ลอยดวงขึ้นสู่ท้องฟ้าสีน้ำเงินใส เสียงระฆังดังแว่วมาไกล ๆ เป็นการเตือนให้รู้ถึงการนมัสการในวันอาทิตย์ เส้นผมของเธอเลื่อมระยับด้วยประกายสีทอง ขณะที่แคทธี่สวมคอลล่าร์สีขาวทับลงบนเสื้อของคณะนักร้องประจำโบสถ์สีน้ำเงิน หลังจากนั้นก็เดินตามคนอื่น ๆ เข้านั่งประจำที่ เสียงออร์แกนเล่นเพลงนำกระหึ่มก้องไปทั่วทั้งโบสถ์ บรรดาผู้ที่มาชุมนุมกันต่างขับร้องประสานเสียงอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เสียง “..โฮลี่..โฮลี่...โฮลี่” กระหึ่มก้องไปทั่ว และแคทธี่ก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมร้องเพลงนั้นด้วยหลังจากที่กลับนั่งลงที่เดิมแล้ว แคทธี่ก็กวาดสายตาไปตามแถวที่ผู้มาชุมนุมนมัสการนั่งกันอยู่ แม้สายตาจะอยู่ในขอบเขตจำกัด แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าใครเป็นใคร รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเมื่อเหลือบไปเห็นเด็กชายซึ่งแต่งกายเรียบร้อยนั่งอยู่ในเก้าอี้แถวที่ 4 ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของแทดกำลังมองมาทางคณะนักร้อง และในที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของแคทธี่ แม้จะอยู่ในระยะไกลกัน หัวใจของแคทธี่อ่อนลงเมื่อเห็นเด็กชายผู้เคร่งขรึมปรารถนาจะทักทายเธออย่างลับ ๆ เช่นนี้ บางทีเธออาจจะชนะใจของเขาบ้างแล้วก็ได้“พระคัมภีร์ที่เราจะอ่านกันในวันอาทิตย์คือแมทธิวบท 13 ข้อ 44” มิสเตอร์วิทท์แมนด์ ท่านสาธุคุณกล่าวขึ้น “อาณาจักรแห่งสวรรค์นั้น เปรียบประดุจมหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในท้องทุ่งกว้าง ซึ่งมนุษย์ได้ค้นพบและเตรียมไว้ และด้วยความชื่นชม เขาได้ขายทรัพย์สินประดามีและซื้อท้องทุ่งกว้างนั้นไว้เป็นสมบัติแห่งตน”ขณะที่มิสเตอร์วิทท์แมนด์อ่านพระคัมภีร์บทนั้นมีอาการขยับตัวอยู่ข้าง ๆ แทด ซึ่งเรียกความสนใจจากแคทธี่ เมื่อเธอถอนสายตาจากแทดนั้น จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นหน้าบุรุษผู้มีชื่อว่า ร็อบ ดั๊กลาส และหัวใจของเธอก็เต้นระรัวขึ้นเขาเป็นบุรุษผู้มีสีหน้าเข้มแข็งอย่างมีอำนาจ และทำให้แคทธี่ไม่อาจจะถอนสายตาไปจากเขาได้ง่ายนัก ผมเป็นสีน้ำตาลอย่างที่แอนดี้เคยบอก, แต่มันระยับเป็นประกาย ค่อนข้างหนาและหยักศกเป็นลอนดูเรียบร้อย และทำให้เขาเป็นบุรุษที่มีลักษณะน่าสนใจขึ้น แต่กระนั้นใบหน้าของเขาก็ยังเป็นส่วนที่แคทธี่ต้องมองอย่างสนใจ, เป็นใบหน้าที่ประกอบด้วยริมฝีปากบางเฉียบ จมูกโด่งเป็นสัน ลาดลงมาสู่สันกรามกับคางที่หนักแน่น, คิ้วเข้มอยู่เหนือดวงตาซึ่งแม้จะมองจากในระยะไกล แคทธี่ก็เดาเอาว่า มันจะต้องเป็นสีน้ำตาลเข้ม และเหนือคิ้วนั้นคือหน้าผากกว้าง บอกถึงความปราดเปรื่อง ไม่มีส่วนใดบนใบหน้าของร็อบ ดั๊กลาส ที่จะบอกถึงความอ่อนโยนนิ่มนวลเลย แต่ก็มิได้กร้าวกระด้างจนเกินไปแต่กระนั้นมันก็ยังบอกถึงความรู้สึกภายในของเขาออกมาได้ มันมีความหมายแฝงอยู่โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด และความหมายนั้นได้ประทับตราอยู่บนใบหน้าและศีรษะที่เชิดขึ้น เขาเป็นบุรุษที่มีลักษณะสมกับคำว่าชายชาตรีในทุกประการ และแสดงออกถึงอำนาจนั้นเหนือคนอื่น ๆ ได้ อันเป็นลักษณะที่แคทธี่เกลียดชังยิ่งนัก รู้สึกรำคาญใจเมื่อเห็นผู้คนที่นั่งล้อมอยู่รอบกายเขาดูจะนั่งตัวแข็งกันไปหมด ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มาร่วมชุมนุมนมัสการในวันอาทิตย์ออกจะอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันท่าทางของร็อบ ดั๊กลาส กลับดูจะปล่อยตัวตามสบาย ในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มที่สวมใส่อยู่แคทธี่เห็นเขาก้มลงมองหน้าลูกชาย และแล้วก็มองตามสายตาขึ้นมายังคณะนักร้องประจำโบสถ์ ความรู้สึกเป็นปรปักษ์ฉายชัดออกมาทางดวงตาของเธอทันทีที่ประสานสายตากับร็อบ ดั๊กลาส แคทธี่รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความขุ่นเคืองใจ เมื่อมองเห็นแววขบขันปรากฏอยู่ในสายตาของบุรุษผู้นี้ และแล้ว แคทธี่ก็เบือนหน้าไปมองท่านสาธุคุณอย่างจงใจ แต่กระนั้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือ เธอก็พบว่าตัวเองอดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองบิดาของแทดอย่างสนใจราวกับเขามีพลังอะไรบางอย่างที่ดึงดูดเธอไว้การสวดนมัสการเพื่อขอพรจากพระเจ้าเป็นสัญญาณให้รู้ว่าพิธีได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แคทธี่รีบร้อนลุกขึ้นจากที่นั่งเดินไปเปลี่ยนเสื้อและแขวนไว้ตรงตะขอก่อนใคร ไม่มีเวลาที่จะแปรงผมหรือเติมเครื่องสำอาง เพียงแต่ขยับล็อกเกตที่ห้อยคออยู่ให้เข้าที่ ลูบกระโปรงจุดสีชมพูให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเอื้อมไปหยิบกระเป๋าหนังสีขาวและหลบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แคทธี่มาอยู่บนทางเท้าอย่างไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี จะเดินไปรั้งเขาออกมาจากผู้หญิงที่ใฝ่ใจแต่ในเรื่องนินทาคนนั้น หรือว่าจะไปรอที่รถ และให้เขาเป็นฝ่ายแก้ตัวดีแต่ก่อนที่แคทธี่จะตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป เธอก็เห็นแทดเดินเข้ามาใกล้ จากอาการตั้งอกตั้งใจเดินไหล่ผึ่งตัวตรงเข้ามานั้น บอกให้รู้ว่าเหตุผลเดียวที่เด็กชายเดินมาทางนี้ก็เพื่อจะมาหาเธอ แคทธี่ออกจะรู้สึกละอายใจอยู่บ้างที่เธอเกิดความรู้สึกไม่อยากจะพบหรือพูดจากับแทดในตอนนี้เลย ความเป็นปรปักษ์ที่มีต่อพ่อของแกมันมีพลังแรงอยู่มากจนเธอไม่อยากจะปฏิบัติต่อเด็กชายอย่างที่เคยทำได้ ขณะที่เธอเบือนหน้าหนีไปเสียทางหนึ่ง แสร้งทำเป็นว่าไม่เห็นแทดนั้น ก็ดูเหมือนโอกาสมันหมดลงแล้วเด็กชายเข้ามายืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้าโดยไม่มีการเรียกหรือทำเสียงให้รับรู้เสียก่อน“มิสคาร์ลสันครับ พ่อผมอยากจะพบครูครับ”ถ้าเพียงแต่คำขอร้องจะมิได้เป็นงานเป็นการเท่านั้น...แคทธี่คิดอย่างเสียใจ...ถ้ามันจะเป็นทำนองว่า “เฮ้ พ่อผมอยากพบครู่แน่ะ” อาจจะทำให้เธอหายอึดอัดใจลงได้มากกว่านี้แต่ถึงอย่างไรคำตอบปฏิเสธอย่างสุภาพก็ได้รออยู่แล้ว“ฉันกับคู่หมั้นกำลังจะกลับแล้ว บางที...” แคทธี่เกือบจะพูดออกไปว่า “ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน” แต่เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาของเด็กชายที่คล้ายจะวิงวอนให้เธอรับคำเชิญนั้น มันเป็นสิ่งที่แคทธี่ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนว่าจะได้เห็นแววตาเช่นนั้นของเด็กชาย จึงช่วยไม่ได้ที่เธอจะตอบออกไปว่า “บางที...เมื่อเคลย์ยังคุยอยู่กับมิสซิสโรเจอร์ส ฉันก็คงจะมีเวลาพอพบกับพ่อของเธอได้สักครู่”“เขายืนอยู่ทางนี้ครับ” แทดว่า เอื้อมมาจับมือเธอพาจูงเดินไปอย่างเงียบ ๆ ที่แคทธี่ปล่อยตัวเองให้ตกเป็นเหยื่อความสบายใจของเด็กชายผู้นี้ เธอเดินตามเขาเข้าไปในหมู่ของผู้ที่มาชุมนุมนมัสการที่เริ่มบางตาลง ร็อบ ดั๊กลาส กำลังสนทนาอยู่กับท่านสาธุคุณตอนที่เขาชำเลืองมองมาและเห็นครูกับศิษย์เดินเข้ามาใกล้ ท่าทางที่เขาก้มศีรษะจากท่านสาธุคุณและทำเป็นบังเอิญหันมาเห็นเธอกับลูกชายของเขาเข้านั้น ทำให้แคทธี่ต้องกัดฟันไว้ รู้สึกว่าจะควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองยากขึ้นทุกที แต่รู้ดีว่าในฐานะที่ตัวเองเป็นครู ซึ่งได้รับการขัดเกลาอย่างดีมาแล้ว ย่อมจำเป็นที่จะต้องทำใจให้สงบเข้าไว้