บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด ราวกับทั้งโลกหยุดนิ่งเพียงเพื่อรอการประลองของสองยอดฝีมือ
“ยินดีที่ได้พบกัน, ไซลัส” อีริคกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ขณะที่เขายกปืนเลเซอร์คู่ขึ้นเล็งไปที่ไซรัส แสงสว่างวาบจากปลายปืนสะท้อนในดวงตาไร้ความรู้สึกของเขา
ไซลัสไม่ได้ตอบคำ เพียงแค่จ้องมองอีริคด้วยสายตาที่สงบและมั่นคง เหมือนกำลังประเมินคู่ต่อสู้อย่างรอบคอบ ทันใดนั้น เขาพุ่งตัวเข้าหาอีริคด้วยความเร็วสูง ดาบ Astral Edge ในมือของเขาถูกจับไว้แน่นจนเส้นเืขึ้น ดาบถูกฟาดลงไปในแนวเฉียงด้วยแรงมหาศาล หวังจะผ่าอีริคเป็สองส่วน
อีริคยกโล่พลังงานขึ้นรับการโจมตีอย่างรวดเร็ว ดาบของไซลัสกระทบกับโล่พลังงานจนเกิดประกายไฟ พลังงานจากการปะทะสะท้อนกลับมาที่ไซลัสด้วยความแรงราวกับแรงะเิ ทำให้แขนของเขาชะงัก และร่างของเขาถอยหลังเล็กน้อย เสียสมดุลไปชั่วขณะ
เสียงปืนเลเซอร์ดังขึ้นแทบจะในทันที ลำแสงสีฟ้าพุ่งออกจากปลายปืนของอีริค รวดเร็วและแม่นยำ ไซลัสะโหลบไปทางซ้ายในเสี้ยววินาที ขณะเดียวกัน เขาเปลี่ยนแขนกลเหล็กของตัวเองเป็ปืนกลพลังงานทันที กระหน่ำยิงใส่อีริคอย่างไม่หยุดยั้ง ะุพลังงานพุ่งเข้าใส่โล่พลังงานของอีริคที่ทำงานอัตโนมัติ โล่สะท้อนะุกลับมา แต่ไซลัสไม่ได้หวั่นไหว ด้วยทักษะระดับสูง เขาฟาดดาบฟันะุที่สะท้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว ะุพลังงานถูกผ่าออกเป็สองส่วน ร่วงลงสู่พื้นอย่างไร้ประโยชน์
อีริคยังคงสงบนิ่ง เขาใช้แขนกลนาโนของตนยิงะุออกไปทั่วพื้นที่ ะุวิ่งวนไปทั่วอากาศ กระแทกพื้นและทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ราวกับพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ ไซลัสต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทั้งการฟาดดาบผ่าะุและะโหมุนตัวหลบหลีก เขาหายตัวไปในเงามืดของสนามรบ ราวกับเป็เงาที่ไม่มีวันจับได้
ทันใดนั้น อีริคปล่อยโดรนสังหารออกมาจากชุดเกราะของเขา โดรนเหล่านี้บินวนรอบไซลัสราวกับฝูงผึ้งป่า พวกมันปล่อยลำแสงเลเซอร์และะุออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับเครื่องบินรบขนาดจิ๋วที่อันตรายไม่น้อยไปกว่าตัวอีริคเอง
ไซลัสเปิดโหมดเร่งพลังงานทั่วร่าง ชุดเกราะของเขาส่องสว่างด้วยพลังงานสีฟ้า เขาเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าเดิมถึงสามเท่า ร่างกายของเขาหายวับไปมาราวกับแสงที่วิ่งผ่าน โดรนสังหารถูกฟาดฟันแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยดาบ Astral Edge ที่ฟาดฟันอย่างรวดเร็ว แต่ทุกการโจมตีทำให้เขาต้องระวังมากขึ้น พลังงานของชุดเกราะลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
อีริคไม่รอช้า เขาเริ่มยิงลำแสงเลเซอร์ที่ทรงพลังทั้งสองข้างพุ่งตรงไปที่ไซลัส ลำแสงถูกบังคับให้กระจายออกเป็วงกว้างปิดทางหนีทุกทิศทาง ราวกับกรงที่กักขังเหยื่อให้ตายโดยไม่มีทางหนี
ไซลัสต้องใช้แผนสุดท้าย เขาเปลี่ยนแขนกลเหล็กของตนเป็โหมดช็อกเวฟ พลังงานมหาศาลถูกปล่อยออกมารอบตัวเขา คลื่นพลังงานนี้ทำให้พื้นดินรอบตัวแตกเป็รอยร้าวและสร้างแรงกระแทกที่ทำให้ลำแสงเลเซอร์สะท้านหายไปในอากาศ ราวกับว่าคลื่นพลังงานนั้นกินลำแสงเ่าั้ไปจนหมด
แต่ไซลัสรู้ดีว่าต้องแลกกับการที่เขาต้องรอชาร์จพลังงานใหม่ใน 10 วินาที ซึ่งอาจทำให้เขาเสียเปรียบอย่างมาก การต่อสู้นี้ยังไม่จบง่าย ๆ แต่ไซลัสก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่อีริคจะปล่อยออกมา ใบหน้าของเขาแสดงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะชนะในศึกนี้.
เมืองแสงนีออนที่เคยส่องสว่างด้วยสีสันอันงดงามในยามค่ำคืน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความรุนแรง เสียงะเิดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งเมือง ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังแตกออกเป็เสี่ยง ๆ แสงเลเซอร์สาดส่องไปมา พาดผ่านอาคารสูงเสียดฟ้าที่เคยเป็สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของเมือง ทุกซอกทุกมุมที่เคยสงบเงียบถูกแทนที่ด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือด เศษซากของอาคารที่พังทลายลงสู่พื้นราวกับเสียงคำรามของความรุนแรง เมืองที่เคยเป็สัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองกลับกลายเป็สนามรบที่โกลาหลและอันตราย ส่องสว่างด้วยเปลวเพลิงและแสงเลเซอร์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ท่ามกลางความโกลาหลของเมืองนีออนที่เคยเป็ศูนย์กลางแห่งความเจริญทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ **ไซลัส โรม** ยืนพิงกำแพงที่เต็มไปด้วยรอยะุและเศษซากจากการต่อสู้ เขาจ้องมองไปที่ **อีริค ซาร์วิส** ด้วยสายตาที่แน่วแน่ แม้ว่าอัตราการหายใจของเขาจะหนักหน่วงและถี่ขึ้นจากผลของโหมดเร่งความเร็วที่เขาเพิ่งใช้งานไป กล้ามเนื้อของเขารู้สึกตึงเครียด แต่ใจของเขายังคงนิ่งเฉย ราวกับว่าทุกลมหายใจเป็การเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะที่กำลังจะมาถึง
ในขณะที่อีริค ซาร์วิส ยืนอยู่กลางถนนที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คนและการค้า ตอนนี้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็สนามรบที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง อีริคยิ้มเยาะอย่างเยือกเย็น ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความมั่นใจและการเหยียดหยามที่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโส ดวงตาของเขาสะท้อนแสงนีออนที่พาดผ่านท้องฟ้า ราวกับว่าเขากำลังเพลิดเพลินกับความพินาศที่เกิดขึ้นรอบตัว
ท่ามกลางเสียงะเิและการยิงเลเซอร์ที่ดังไม่หยุด สิ่งก่อสร้างสูงตระหง่านที่เคยเป็สัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกทำลายลงทีละน้อย เศษเหล็กและเศษกระจกกระจายทั่วพื้นที่ แต่ทั้งไซลัสและอีริคไม่สนใจสิ่งเ่าั้ เพราะในขณะนี้ มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่มีความสำคัญ การต่อสู้ของพวกเขาจะตัดสินว่าใครจะเป็ผู้กุมชะตากรรมของเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง แต่บัดนี้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็เพียงซากแห่งความว่างเปล่าและการทำลายล้าง.
ใน่เวลาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่พลังงานของไซลัสจะฟื้นคืนเต็มที่ อีริคตัดสินใจยิงเลเซอร์ไปยังจุดเดียวของไซรัส หวังที่จะจบการต่อสู้ในทันที แต่สิ่งที่อีริคไม่คาดคิดคือ พลังงานที่หมดลงนั้นส่งผลแค่กับตัวไซรัส ไม่ใช่กับดาบอันทรงพลังของเขา
ไซลัสจับดาบแน่นในฝัก เตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย เมื่อแสงเลเซอร์ใกล้เข้ามาจนเกือบจะััร่างของเขา เขาใช้ทักษะการต่อสู้ขั้นสูง ชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วฟันขึ้นไปด้วยพลังอันมหาศาล ดาบของเขาแยกเลเซอร์เป็สองส่วนด้วยความคมกริบ
"คมดาบ์ผ่าโลก" ไซลัสพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในขณะที่เลเซอร์ที่ถูกผ่าแยกออกไปพุ่งไปตัดผ่านอาคารที่อยู่เื้ัเขา ตึกนั้นขาดเป็สองท่อนแล้วเริ่มล่วงลงมาสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว
แต่ไซลัสไม่ได้หวั่นไหว ในเสี้ยววินาทีที่ชิ้นส่วนของอาคารกำลังจะทับร่างเขา ดาบในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนไม่เห็นแม้แต่ว่าจะขยับ ฟันชิ้นส่วนของตึกที่ร่วงลงมา จนพวกมันแตกออกเป็เสี่ยง ๆ เล็ก ๆ กระจัดกระจายไปทั่ว ทิ้งให้ไซลัสยืนอย่างมั่นคงกลางฝุ่นผงและซากปรักหักพังที่ลอยไปตามสายลม ด้วยความสงบและมุ่งมั่น เขายืนเผชิญหน้ากับอีริคต่อไปโดยไม่สะทกสะท้าน
ไซรัสรู้ดีว่าเขาไม่มีเวลามากนักที่จะลงมือ อดรีนาลีนในร่างกายพุ่งสูงขึ้นทุกวินาทีที่เขาพุ่งเข้าหาอีริค ซาร์วิส ดวงตาสีฟ้าเรืองแสงของเขาจับจ้องไปยังเป้าหมายอย่างไม่วอกแวก พลาสมาเอจที่ห่อหุ้มดาบของเขาปะทุเป็แสงสีฟ้าสดใส ขณะที่โหมดเร่งพลังงานทำให้ร่างกายของเขารู้สึกเบาและทรงพลังราวกับไม่มีอะไรที่จะหยุดเขาได้
แต่ทันใดนั้น อีริค ซาร์วิสก็ยกปืนเลเซอร์ขนาดใหญ่ของเขาขึ้นมา รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าของเขา ลำแสงสีแดงเข้มที่ปล่อยออกมาจากปากกระบอกปืนฉีกผ่านอากาศด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ความร้อนจากลำแสงนั้นทำให้พื้นดินใต้เท้าของไซรัสะเิออกเป็เสี่ยงๆ เศษดินและเศษหินกระเด็นขึ้นมาในอากาศเหมือนคลื่นซัดบนผิวน้ำ
ไซรัสต้องหักเลี้ยวตัวหลบลำแสงในเสี้ยววินาที ความแม่นยำของอีริคทำให้เขาแทบจะไม่มีช่องว่างให้หลบหนี แต่เขาก็ไม่หยุด ไซรัสปล่อยให้สัญชาตญาณนำทาง ดาบในมือฟาดฟันผ่านลำแสงเลเซอร์ที่พุ่งเข้ามา ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อพลังงานในตัวเขาถูกผลักดันถึงขีดสุด ไซรัสใช้ทุกอณูของพลังงานที่เขามี หาทางเจาะผ่านการป้องกันที่แ่าของอีริค
เสียงกระแทกของดาบที่ปะทะกับลำแสงเลเซอร์ดังก้องทั่วสนามรบ เมื่อเข้าใกล้ อีริคไม่ถอยหลังหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ความเชื่อมั่นในอาวุธและทักษะของเขาทำให้เขายิ้มเ็าอยู่เสมอ ขณะที่ไซรัสพยายามหาช่องว่างในการจู่โจม อีริคก็ปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเขาไปเรื่อยๆ ยิงเลเซอร์ออกมาเป็ระยะๆ ทำให้ไซรัสต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการหลบหลีก
เวลานับถอยหลังอย่างรวดเร็ว ทุกวินาทีที่ผ่านไปทำให้ไซรัสรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น เขารู้ดีว่าถ้าเขาไม่สามารถทำให้อีริคพ่ายแพ้ได้ในตอนนี้ โอกาสในการเอาชนะอาจจะไม่มีอีกเลย แต่ถึงอย่างนั้น ความมุ่งมั่นในดวงตาของเขาก็ไม่ได้สั่นคลอน ขณะที่เขาพยายามหาจังหวะสุดท้ายในการโจมตีที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้
ไซรัสใช้ความว่องไวของเขาะโขึ้นไปเกาะขอบตึกสูง ฝ่าฝนะุและลำแสงที่พุ่งเข้ามาในทุกทิศทาง เมื่อถึงจุดที่มั่นคงพอ เขาปลดปล่อยหมอกควันพิเศษที่เตรียมไว้ ซึ่งเต็มไปด้วยอนุภาคนาโนที่สามารถเจาะเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ หมอกควันหนาทึบแผ่กระจายไปทั่วเมืองในพริบตา สร้างม่านบังตาที่ไม่เพียงแค่บดบังทัศนวิสัย แต่ยังรบกวนระบบของอีริค ซาร์วิสอย่างรุนแรง
อีริคพยายามปรับตัวกับสถานการณ์ แต่ระบบของเขาเริ่มแสดงอาการผิดปกติ หน้าจอแสดงข้อมูลที่ควบคุมอาวุธและโล่พลังงานของเขากะพริบไม่ติดบ้างแล้ว สัญญาณเตือนภัยดังก้องในหู ขณะที่โล่พลังงานซึ่งปกติจะออกมาป้องกันอัตโนมัติกลับทำงานไม่สมบูรณ์ บางครั้งโล่ก็ปรากฏขึ้น แต่บางครั้งมันกลับไม่ทำงาน ทิ้งให้อีริคอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย
ไซรัสไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ เขาใช้ประโยชน์จากความโกลาหลที่เกิดขึ้น รัวะุจากปืนพลังงานของเขาไปยังตำแหน่งของอีริคที่กำลังดิ้นรนหาตัวเขาอยู่ท่ามกลางหมอก ะุที่พุ่งเข้าไปในจุดอ่อนสำคัญของชุดเกราะพลังงาน ทำให้โล่ของอีริคยิ่งแย่ลง จนสุดท้ายโล่ก็ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป
อีริค ซาร์วิสตกอยู่ในสภาพที่ไม่เคยประสบมาก่อน ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน เมื่อรู้สึกเหมือนกับว่าเขาได้สูญเสียแขนขาไป การไม่มีโล่พลังงานที่คอยปกป้องทำให้เขารู้สึกไม่ต่างจากการถูกทิ้งไว้ในสมรภูมิโดยไม่มีอาวุธ อีริคพยายามหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับการโจมตีของไซรัสที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
เสียงะุที่ทะลุผ่านอากาศดังก้อง ทำให้อีริครู้ว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการนับถอยหลังสู่ความพ่ายแพ้ของเขา ความสิ้นหวังเริ่มเข้ามาครอบงำ ขณะที่เขาพยายามหาวิธีหลบหนีหรือโต้กลับ แต่ในใจของเขารู้ดีว่าชะตากรรมของเขาอาจถูกตัดสินไปแล้วโดยไซรัสที่ไม่ยอมปล่อยให้มีโอกาสครั้งที่สอง
ไซรัสยืนมองร่างของอีริคที่ล้มลงไปกับพื้น ดวงตาเรืองแสงสีฟ้าของเขาเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและความสะใจที่ยากจะควบคุมได้ ความโกรธแค้นที่สะสมมานานถูกปลดปล่อยออกมาราวกับสัตว์ร้ายที่หลุดจากกรง เขาคว้าดาบของเขาเก็บไว้ในฝัก จากนั้นจึงชาร์จพลังงานที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งทั้งหมดเข้าไปในหมัดขวา
ทุกอณูของพลังงานในชุดเกราะไหลรวมกันมาสู่มือขวา แรงดันที่เพิ่มขึ้นทำให้มือของเขาเปล่งประกายเป็แสงสีฟ้าเรืองรอง ไซรัสย่อตัวก่อนจะกระโจนขึ้นไปในอากาศสูง ดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟ้าส่องแสงกระทบชุดเกราะของเขา สร้างภาพเงาที่ดูราวกับปีศาจที่เตรียมจะพิพากษาเหยื่อของมัน
เมื่อเขาพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงสุด หมัดขวาของเขาที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานก็เตรียมพร้อมที่จะปลดปล่อยพลังทำลายล้าง ไซรัสกระแทกหมัดลงสู่กลางหลังของอีริคอย่างจัง ความรุนแรงของการโจมตีทำให้ร่างของอีริคสั่นสะท้าน แทบจะแยกออกเป็สองส่วนในทันที เสียงกระดูกและโลหะแตกหักดังก้องท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน
ไซรัสแหกปากะโออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ไปตายซะ ไอ้สวะ ชาติชั่วเอ้ย!" เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ ความโกรธที่ะเิออกมาไม่สามารถหยุดยั้งได้ แม้อีริคจะหมดสิ้นไปในเสี้ยววินาทีนั้น แต่ไซรัสยังคงไม่พอใจ ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาขาดสติ หมัดของเขายังคงรัวใส่ร่างที่ไร้ชีวิตของอีริคซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ตาย!" ไซรัสะโ "ตาย! ตาย! ตาย!" เสียงคำรามของเขาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ ราวกับคำสั่งที่ต้องทำตามในทันที ร่างของอีริคถูกทุบตีจนไม่เหลือซากที่สามารถระบุได้อีกแล้ว ความโกรธของไซรัสยังคงพุ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่หมัดของเขากระแทกลงไปกับพื้น
ในที่สุด พลังงานในชุดเกราะของไซรัสหมดลง เขาล้มลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง หัวเข่าของเขาแตะกับพื้นดินที่แตกเป็หลุมขนาดมหึมาจากการโจมตีที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล หลุมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขานั้นใหญ่เกินกว่าจะวัดได้ และแม้แต่แม่น้ำที่ผ่านตัวเมืองก็ยังไม่อาจเทียบได้กับขนาดและความลึกของมัน
ไซรัสนั่งนิ่ง มองหลุมที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ความโกรธที่เคยครอบงำจิตใจของเขาหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ปกคลุมรอบตัว เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของเขาที่ดังออกมาจากภายในหมวกเกราะ ราวกับว่าสิ่งที่เขาได้ทำไปนั้นได้ดูดกลืนทุกอารมณ์ในตัวเขาจนหมดสิ้น
**"ทำห่าอะไรไม่ได้หรอกถ้าไม่มีโล่เวรนั้น"**
ไซรัสพูดอย่างเยาะเย้ย สายตาของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกและสมเพช อีริคที่เคยดูน่าเกรงขามกลับกลายเป็เพียงคนอ่อนแอที่ไม่สามารถต่อกรได้เมื่อปราศจากโล่พลังงานที่คอยปกป้องเขามาตลอด
ระหว่างที่ไซรัสกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในหลุมที่เขาสร้างขึ้น เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ บ่งบอกถึงความพอใจในชัยชนะและความโกรธที่ะเิออกมาอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น ลีน่า โวลคอฟ ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของไซรัส เธอเดินผ่านหมอกควันหนาทึบและเศษซากของการต่อสู้มาอย่างเงียบๆ ด้วยท่าทีที่หนักแน่น แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย ลีน่าโอบกอดไซรัสจากด้านหลัง มือของเธอกอดรอบร่างของเขาอย่างแ่า ััอุ่นของเธอทำให้ไซรัสรู้สึกถึงความเป็จริงอีกครั้ง
**“ไซรัส… พอเถอะ”** ลีน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความอบอุ่น เธอพยายามดึงไซรัสออกจากความบ้าคลั่งที่เขาอยู่ในขณะนี้ **“คิดถึงสิ่งที่อยู่ข้างหน้าและสิ่งที่ยังคงต้องทำ อย่าให้ความโกรธครอบงำจนลืมตัว”**
ลีน่าพยายามปลอบโยนและเตือนสติไซรัส ด้วยความพยายามที่จะนำเขากลับมาสู่สภาวะปกติ การััของเธอทำให้ไซรัสรู้สึกถึงความจริงและความสำคัญของการควบคุมตัวเอง ความรู้สึกของเธอแทรกซึมเข้าไปในใจของเขา ทำให้เขาค่อยๆ หยุดการหัวเราะที่บ้าคลั่งและเริ่มกลับสู่สภาพจิตใจที่สงบมากขึ้น
ไซรัสมองไปที่ลีน่า ใบหน้าของเขาเริ่มมีความเงียบสงบและความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เขาหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ หยุดการกระทำที่บ้าคลั่งของเขา **“ลีน่า… ขอโทษ”** เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความอ่อนแอ
ลีน่าไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่ยิ้มอย่างอบอุ่นและคงยืนอยู่ข้างๆ ไซรัส ทำให้เขารู้สึกถึงความสงบและการสนับสนุนที่แท้จริงที่เขา้าใน่เวลานั้น