บทที่ 8 แสดงอำนาจ
หลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดในตอนแรก ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นถึงสามเท่าของคนทั่วไป ต่อมาการต่อสู้รุนแรงขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาเพิ่มคุณสมบัติ เขาจึงสะสมคุณสมบัติไว้ไว้มากมาย ในขณะที่เขากำลังกินขาแกะย่าง เขาก็เพิ่มคุณสมบัติทั้งหมดลงบนแผงร่างกายเงียบ ๆ
ในชั่วพริบตา กระแสความร้อนก็ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเขา อาจเป็เพราะการเสริมสร้างร่างกายจะนำความกดดันบางอย่างมาด้วย ความรู้สึกหิวที่รุนแรงก็ปรากฏขึ้น!
หลี่เต้ากัดเนื้อแกะย่างพร้อมกระดูกที่อยู่ข้างในเข้าไปด้วย
เนื่องจากร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าคนปกติถึงสามเท่า ทำให้ฟันของเขาก็แข็งแรงไม่ธรรมดาเช่นกัน กระดูกที่เข้าไปในปากถูกเขาบดเคี้ยวและกลืนลงท้องไปพร้อมกัน
เมื่อกระแสความร้อนจางหายไป ความแข็งแกร่งของร่างกายหลี่เต้าก็ปีนป่ายขึ้นสู่ระดับใหม่อีกครั้ง
[เ้านาย: หลี่เต้า]
[พละกำลัง: 4.40]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้: 0]
ร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปสี่เท่า
หลี่เต้ารู้สึกว่าแม้แต่คมดาบอสรพิษที่เขาใช้ั้แ่แรกเริ่ม ก็สามารถฟันคนขาดเป็สองท่อนได้ในคราวเดียว หากก่อนหน้านี้เขามีพลังมากพอ คงไม่ต้องระมัดระวังมากมายั้แ่แรกเริ่ม เขาสามารถบุกเข้าไปในกลุ่มทหารเป่ยหมานและสังหารพวกมันได้อย่างอิสระ
พละกำลังเพิ่มขึ้นสี่เท่า ความอึดเพิ่มขึ้นสี่เท่า ความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายเพิ่มขึ้นสี่เท่า รวมถึงความเร็วและการตอบสนองที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา
(หมายเหตุ: ในความเป็จริง ความเร็วและการตอบสนองจะไม่เพิ่มขึ้นเป็สองเท่าเพียงเพราะร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเป็สองเท่า แต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย)
หากนำเพียงหนึ่งในนั้นออกมา อาจไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวนัก แต่หากรวมทั้งหมดเหล่านี้เข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ได้จะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ภายใต้พละกำลังที่เพิ่มขึ้นสี่เท่า แม้แต่ท่อนเหล็กธรรมดาก็สามารถกลายเป็อาวุธไร้พ่ายได้ เขาเป็ดั่งเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุด แม้จะเหวี่ยงดาบทั้งคืนก็ไม่มีวันเหนื่อย
ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ทุกการโจมตีของเขาล้วนเป็การสังหาร ไม่มีทหารธรรมดาคนใดสามารถหลบการโจมตีของเขาได้ เพราะปฏิกิริยาที่เหนือธรรมชาติของเขา การเคลื่อนไหวของคนธรรมดาในสายตาของเขาล้วนเป็ภาพช้า เขาสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและโต้กลับได้ทันท่วงที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปใช้บนสนามรบโบราณ พลังการต่อสู้ของเขาจะถูกขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ท้ายที่สุด เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์นับั้แ่หลี่เต้าได้รับระบบมา เขาเพิ่งผ่านการต่อสู้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ต่อจากนี้ไป เมื่อพัฒนาตนเองมากขึ้น พลังของเขาจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับก้อนหิมะที่กลิ้งลงเขา
สนามรบถูกทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว เพราะเป็เพียงกองกำลังขนาดเล็กของชาวเป่ยหมาน ไม่มีทรัพยากรสำคัญใด ๆ ส่วนทางด้านนี้ หลี่เต้าก็ได้กินอิ่มดื่มหนำอย่างสบายใจแม้ว่ารสชาติจะไม่เท่ากับเนื้อย่างในชาติก่อน แต่เมื่อเทียบกับอาหารในค่ายนักโทษปะา เนื้อย่างเหล่านี้นับว่าเป็อาหารเลิศรสของโลกมนุษย์แล้ว
"เก้าห้าสองเจ็ด!"
จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหู หลี่เต้าหันกลับไปมอง พบว่าหัวหน้าหลิวได้มาอยู่ข้างกายเขา และจูงม้าสีน้ำตาลแดงอยู่ตัวหนึ่ง
"เ้าขี่ม้าเป็หรือไม่?" หัวหน้าหลิวตบม้าเบา ๆ พลางถาม
"เป็"
จะเป็ไปได้อย่างไรที่หลี่เต้าจะไม่รู้วิธีขี่ม้า?
แต่เดิมนั้นตำแหน่งที่เขาสืบทอดมาเป็ขุนนางยศทหารขั้นสาม เมื่อรับสืบทอดตำแหน่งจะมีผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบทักษะการขี่ม้าและยิงธนู
แม้ว่าเขาอาจจะติดสินบนหรือใช้เส้นสายเพื่อผ่านการทดสอบในที่สุด แต่การขี่ม้าขั้นพื้นฐานนั้นเขาก็ยังทำได้
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวหน้าหลิวจึงพยักหน้า "เช่นนั้นเ้าก็ขี่ม้าตามพวกเรากลับไปเถิด"
"ข้าขอเตือนเ้าเป็ครั้งสุดท้าย ด้วยความสามารถของเ้า การเดินออกจากค่ายนักโทษปะาอย่างเปิดเผยก็ไม่ใช่เื่เป็ไปไม่ได้ อย่าได้ตัดสินใจผิดพลาดเป็อันขาด"
"เข้าใจแล้ว"
...
เนื่องจากตอนมาเป็การเดินเท้าในยามค่ำคืน แต่ตอนกลับเป็การขี่ม้า ดังนั้นไม่นานหลี่เต้าก็ติดตามกองทัพของหัวหน้าหลิวกลับไปยังเมืองจ่างกู่
นั่นคือสถานที่ที่กองทัพนี้ตั้งค่ายพักอยู่ในเขตชายแดน
"เอาไปด้วยเถิด"
หลี่เต้าเพิ่งลงจากม้า หัวหน้าหลิวก็เดินเข้ามาข้างกายเขา ส่งโซ่ตรวนคู่หนึ่งให้
เมื่อเห็นอุปกรณ์คุ้นตานี้ หลี่เต้าก็รับมันมาแล้วสวมใส่ให้ตัวเอง แต่ก่อนสิ่งนี้เคยเป็พันธนาการที่ผูกมัดเขา แต่ตอนนี้โซ่ตรวนเป็เพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็วต้องทิ้งมันไป
ไม่นานหลังจากนั้น หลี่เต้าก็กลับมายังสถานที่คุ้นเคย
‘ห้องขังนักโทษปะา’
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป บรรดานักโทษปะาภายในห้องขังต่างพากันตะลึง พวกเขาไม่คิดว่าหลี่เต้าจะมีชีวิตรอดกลับมาได้
เมื่อเห็นว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่กลับมา ผู้คนในคุกยิ่งตัดสินใจว่าบุรุษตรงหน้านี้ไม่ใช่คนที่ควรยุ่งเกี่ยวด้วย
หลี่เต้าไม่สนใจปฏิกิริยาของคนเหล่านี้ เขาเลือกที่จะนั่งลงตรงมุมหนึ่ง หลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดก่อนหน้านี้ ความรู้สึกตื่นเต้นได้จางหายไป เหลือเพียงความง่วงงุนเท่านั้น
ในความมึนงงสับสน เขาก็หลับไป คราวนี้ไม่มีเศษไม้ติดอยู่บนมือของเขา เพราะเขาได้รับพลังที่แข็งแกร่งกว่าเศษไม้แล้ว ส่วนเื่ที่จะมีคนลอบโจมตีนั้น เขาไม่กังวลแต่อย่างใด
ร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงสี่เท่านั้นได้มอบความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งรอบข้างให้แก่เขา แม้คนธรรมดาจะเข้าใกล้เพียงนิดเดียว เขาก็สามารถรับรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่กังวลเลย
…
หลี่เต้าหลับไปนานถึงแปดชั่วยาม จนกระทั่งเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น
"สบายจริง ๆ" หลี่เต้าพึมพำพลางบิดี้เี ร่างกายส่งเสียงดังกรอบแกรบ
ในตอนนั้นกลิ่นหอมลอยเข้ามาแตะจมูกของเขา
"กลิ่นเนื้อหรือ? ที่ไหนมีเนื้อ!"
"กลิ่นเนื้อแท้ ๆ เลย ข้าอยากกินเนื้อ"
"ยังมีกลิ่นสุราด้วย ใครช่วยให้ข้าดื่มสุราสักอึกเถิด"
"ขอให้ข้าได้กินเนื้อสักคำ ดื่มสุราสักอึก ข้ายอมตายเดี๋ยวนี้เลย"
กลิ่นหอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว นักโทษปะาต่างคลุ้มคลั่งราวกับคนบ้า โดยเฉพาะพวกที่ถูกขังมานาน พวกเขาถึงกับยอมตายเพื่อแลกกับการได้กินเนื้อสักคำหรือดื่มสุราสักอึก
นักโทษปะาเกาะติดกรงขัง เห็นผู้คุมคนหนึ่งถือถาดไม้เดินเข้ามา บนถาดมีไก่ย่างหนึ่งตัวและเหล้าหนึ่งไหเมื่อเห็นภาพนี้ นักโทษปะายิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้น บางคนกระหายอาหารจนต้องเกาะกรงคุกและสูดดมกลิ่นเหล้าเนื้ออย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็หลับตาจินตนาการราวกับว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาได้กินอาหารเข้าปาก
ผู้คุมหยุดอยู่หน้าประตูคุกที่หลี่เต้าอาศัยอยู่ ก่อนจะไขกุญแจแล้วนำอาหารเข้ามาในห้องขัง
"ใครคือนักโทษหมายเลขเก้าห้าสองเจ็ด?"
ผู้คุมถามพลางมองไปยังนักโทษปะาจำนวนมากในห้องขัง
หลี่เต้าลุกขึ้นเดินไปหาผู้คุมคุก "ข้าคือเก้าห้าสองเจ็ด"
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้คุมก็หัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า "เก้าห้าสองเจ็ด ผลงานในภารกิจครั้งที่แล้วของเ้าไม่เลว นี่คือรางวัลพิเศษที่หัวหน้าหลิวมอบให้เ้า"
หลี่เต้ารับเนื้อและสุรามา พลางยิ้มบาง ๆ กล่าวว่า "รบกวนท่านผู้คุมช่วยขอบคุณหัวหน้าแทนข้าด้วย"
"ได้" ผู้คุมตอบรับ
อาจเป็เพราะเข้าใจบางสิ่งบางอย่าง ท่าทีของผู้คุมที่มีต่อหลี่เต้าจึงไม่เลวร้ายเหมือนกับที่พวกเขาปฏิบัติต่อนักโทษปะาทั่วไป
ก่อนจากไปผู้คุมตบไหล่ของหลี่เต้าเบา ๆ พลางกล่าวอย่างมีนัยว่า "ข้าขอแนะนำเ้าให้กินเร็วหน่อย"
หลังจากผู้คุมคุกจากไป หลี่เต้าก็ถือเหล้าและเนื้อนั่งพิงกำแพง เขาฉีกขาไก่ออกแล้วกัดเข้าปากอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นก็เปิดจุกขวดเหล้าแล้วดื่มอึกหนึ่ง
นักโทษปะารอบข้างเห็นภาพนั้นต่างกลืนน้ำลายกันเป็แถว สายตาของพวกเขาจ้องมองเนื้อและเหล้าในมือของหลี่เต้าอย่างไม่วางตา
ทันใดนั้นมีคนหนึ่งทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปข้าง ๆ หลี่เต้า "น้องชาย ข้าขอกินสักคำได้หรือไม่ ข้าจะกินเพียงคำเดียว รับรองว่าจะไม่กินมากไปกว่านั้น"
ผู้มาเยือนดูเหมือนจะกังวลว่าภาพลักษณ์ของตนเองอาจไม่เหมาะสม จึงรีบยกมือเช็ดหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตาและมีไมตรี
หลี่เต้าชำเลืองมองอย่างผ่าน ๆ สายตาของเขาจ้องมองใบหน้านั้นชั่วครู่ ก่อนจะถามอย่างช้า ๆ ว่า "เ้าเป็นักโทษหรือ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของผู้มาเยือนแข็งค้างไปชั่วขณะ แต่รีบกล่าวอย่างรวดเร็วว่า "ไม่ใช่ ข้าถูกใส่ร้าย ข้าเป็ขุนนางขั้นเก้าของราชสำนัก"
"ขุนนางขั้นเก้า?"
"ใช่ ใช่ ใช่"
"เช่นนั้น เ้ารู้จักตัวอักษรนี้หรือไม่?"
หลี่เต้าใช้มือที่เปื้อนคราบน้ำมันเขียนตัวอักษรลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ
"ตัวอักษรนี้ข้า..."
"นี่เป็ตัวอักษรใหม่สินะ"
"อ๊ะ… ใช่ ๆ ๆ นี่เป็อักษรใหม่ ข้าไม่ทันได้นึกถึงมันในตอนแรก"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ยิ้มเยาะหยัน "ขออภัย ข้าดูผิดไป นี่ไม่ใช่อักษรใหม่"
คราวนี้ชายผู้นั้นแสดงสีหน้าอับอาย แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็โกรธเกรี้ยว "เ้ากำลังหยอกล้อข้าหรือ?"
"หากข้าหลอกเ้าแล้วจะเป็ไร?"
"ข้า… ข้าจะฆ่าเ้า!"
ชายชราผู้มีท่าทางเมตตาจู่ ๆ ก็เผยสีหน้าดุร้าย มือขวาของเขาพุ่งเข้าหาใบหน้าของหลี่เต้า
หลี่เต้าเห็นทันทีว่าในมือของชายชราถืออะไรบางอย่างอยู่
เศษไม้แหลมหรือ?
นี่คงเป็เพราะชายชราเห็นว่าเขาใช้มันมาก่อน จึงเลียนแบบและนำมาใช้ต่อสู้กับเขาบ้าง หากเป็เขาคนเดิมในตอนแรก เขาอาจจะตอบสนองไม่ทันและเสียเปรียบไปบ้าง
แต่ด้วยปฏิกิริยาที่เร็วขึ้นสี่เท่าของเขา การเคลื่อนไหวของคนแก่นั่นดูเหมือนภาพช้า
หลี่เต้าตัดสินใจยื่นมือคว้าข้อมือของอีกฝ่ายอย่างฉับพลัน
เสียงดังกร๊อบ! ข้อมือของคนแก่คนนั้นก็ถูกหักพับเป็สองท่อนทันที