ณขุนเขาสี่ฤดูอันกว้างใหญ่ไพรศาล หลายร้อยขุนเขา ในสถานที่เล็กๆแห่งหนึ่ง
เวลาได้ผ่านไปสองวันแล้วั้แ่ไป๋หยุนเฟยและเฟิงเสวี่ยฉีเดินทางออกจากอุโมงค์ลับในหุบเขา ตลอดการเดินทางทั้งคู่ยังคงไม่อาจผ่านพ้นเขตูเาหิมะ พื้นหิมะขาวนวลถูกย่ำลงโดยรอยเท้าสองสายเกิดเป็บ่อหลุมขนาดเล็กกินเนื้อที่เป็ทางยาวอยู่นานก่อนจะโดนปุยหิมะที่สาดเทลงมาทับถมตามกาลเวลา
ลมหนาวยังคงพัดโชยโหมกระหน่ำ ตลอดเส้นที่ปรากฏรอยเท้าจ้ำลงบนพื้นหิมะถัดออกมาด้านข้างตลอดทางเดินกลับปรากฏร่างสัตว์อสูรหิมะดุร้ายนอนตายเป็ระยะ
เอ๋งงง!
เสียงร้องโหยหวนทุกข์ทรมานของหมาป่าหิมะสิ้นสุดแก่นดวงจิตอสูรสีฟ้าใจกลางหน้าฝากอสูรร้ายมอดมับร่างใหญ่น่ากลัวเกือบสองเมตรล้มตึงส่งผลให้ปุยหิมะเบื้องล่างฟุ้งกระจายก่อนโลหิตแดงฉานจะไหลทะลักเป็ทางยาวออกจากรอยาแตรงแฝงคอ ย้อมแพรขนโทนสีขาวของขนสุนัขป่าและพื้นหิมะเป็แอ่งเืสีแดงขนาดใหญ่ทว่า ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บจนเกินไปบ่อโลหิตกลับแข็งตัวกลายเป็ก้อนน้ำแข็งสีแดงเือย่างรวดเร็ว
และถ้ากวาดสายมามองพื้นหิมะโดยรอบในรัศมีสิบเมตร กลับปรากฏซากศพหมาป่าหิมะอีกแปดตัวนอนตายอยู่!
“ช่างเป็สตรีที่อำมหิตยิ่งนัก” ไป๋หยุนเฟยพึมพำกับตนเองอย่างแ่เบาั์ตาแดงจ้องมองร่างเล็กอรชรเบื้องหน้าอย่างหวาดผวาก่อนจะสูดลมหายใจเหน็บหนาวใช้มีดในมืองัดแงะดวงจิตอสูรใจกลางหน้าฝากหมาป่าหิมะอย่างกระตือรือร้น
มนุษย์กับสัตว์อสูรแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเื่การบ่มเพาะพรมแดนิญญาและการพัฒนาระดับพรมแดนยิ่งแตกต่างมนุษย์สามารถเพิ่มระดับพรมแดนของตนได้หลากหลายวิธีเช่น การกลืนโอสถวิเศษเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลัง และอีกหลากหลายวิธีมากมาย
ซึ่งมนุษย์กลับสัตว์อสูรนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเหล่าสัตว์อสูรั้แ่กำเนิดล้วนมีดวงจิตอสูรผุดขึ้นใจกลางหน้าผากทุกตัวสีของดวงจิตอสูรจะมีสีที่แตกต่างตามลักษณะธาตุิญญาเฉพาะั้แ่กำเนิดและการเพิ่มระดับของสัตว์อสูรนั้นคือกลืนกินกันเองยิ่งกลืนกินศัตรูมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเท่านั้นเมื่อกลืนกินถึงระดับที่้าแล้วสัตว์อสูรทุกตัวจะเกิดการกลายพันธุ์เป็รูปลักษณ์พิเศษที่แตกแยกต่างสายพันธุ์ทว่าสำหรับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งแต่กำเนิด ล้วนเป็สายเืหายากจะพานพบซึ่งสัตว์อสูรเหล่านี้จะมีสายเืาถูกเรียกว่า…สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์!
เบื้องหน้าสายตาไป๋หยุนเฟย ร่างอรชรของเฟิงเสวี่ยฉียังคงสวมใส่อาภรณ์สีแดงสดใสงามสง่าเหมือนดังเคยยามจ้องมองชั่งให้ความรู้สึกงดงามร้อนแรงเกินบรรยาย ไม่ว่าบุรุษใดยามจ้องมองต้องหลงใหลในความงามของนางอย่างโงหัวไม่ขึ้น
ทว่าด้วยสถานะการณ์ที่แตกต่างร่างงามชดช้อยขณะนี้ยืนอยู่เบื้องหน้าซากศพหมาป่าหิมะตัวใหญ่กว่าสองเมตรด้วยใบหน้าเยือกเย็นนิ่งเฉยกระบี่คมกล้าสีแดงในมือขวายังคงมีหยาดโลหิตหมาป่าหิมะไหลย้อยซึมเซาสู่พื้นหิมะไม่ขาด่คล้ายไม่สนใจใยดีชีวิตอสูรกายที่พึ่งสังหารเมื่อสักครู่เฟิงเสวี่ยฉีสะบัดกระบี่ดังหวีดหวิวคราหนึ่งเพื่อสลัดคราบโลหิตที่เปรอะเปื้อน ก่อนจะย้ำเท้าเดินต่อไปอย่างไม่นำพา
“แม่นางน้อย รอข้าด้วย” ไป๋หยุนเฟยร้องะโรั้งเมื่อเห็นเฟิงเสวี่ยฉีก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มรีบเร่งใช้มีดแกะงัดดวงจิตอสูรอย่างร้อนรน
“ข้าบอกเ้าแล้วว่าห้ามเรียกข้าว่า…แม่นางน้อย” เฟิงเสวี่ยฉีหยุดชะงักก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเ็าอย่างไม่ใคร่ยินดีนักยามนางเอ่ยไป๋หยุนเฟยคล้ายรู้สึกว่าอากาศรอบกายชายหนุ่มเหมือนจะหนาวเย็นเพิ่มมากขึ้น
“ชื่อนี้ก็ไม่ได้? ชื่อนู้นก็ไม่ให้?...แล้วท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าเช่นใด?”ไป๋หยุนเฟยร้องถามต่อไปหลังจากนำดวงจิตอสูรออกมาได้แล้ว ชายหนุ่มรีบเร่งไปยังซากศพต่อไปแล้วกระทำการดังเดิม
“ข้าและเ้าก็พอ!” สุ้มเสียงไพเราะหลุดลอยออกมาจากม่านผ้าแพรแ่เบา น้ำเสียงแสดงออกถึงความเหินห่างไม่เป็มิตรอย่างชัดเจนจะอย่างไรตัวตนของชายหนุ่มหน้ารังเกียจเบื้องหน้าก็คือความแปดเปื้อนในจิตใจนางถ้าไม่ติดที่ว่ามันคือผู้มีพระคุณและเป็หลานชายของไป๋เทียนอวิ๋นหญิงสาวคงได้ฆ่ามันเพื่อล้างความอัปยศคราครั้งก่อนไปนานแล้ว
“อ้า ท่านพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง…สองวันมานี้ข้าและท่านล้วนคุ้นเคยสนิทกันขึ้นมาบ้าง? จะให้ข้าเรียกท่านเช่นนั้นได้อย่างไร? มันออกจะห่างเหินจนเกินไปจริงไหมแน่นางเฟิง?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวด้วยสีหน้าจะร้องไห้เอาตามจริงั้แ่แรกเริ่มที่มันสองเดินทางร่วมกันการสนทนาครานี้นับว่ายาวนานที่สุดแล้ว
ว่าจบก็วิ่งไปซากศพอสูรหมาป่าหิมะตัวต่อไปลงมืองัดแงะตามเดิมกล่าวต่อ “หรือจะให้ข้าเรียกท่านว่า แม่นางเสวี่ยฉี ดี?!”
“เ้า!” เฟิงเสวี่ยฉีเปล่งเสียงออกมาพร้อมรังสีอำมหิตก่อนจะระงับอารมณ์ที่มอดไหม้ให้เย็นลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หลายวันมานี้เห็นเ้าเก็บแต่ของไร้ประโยชน์ขั้นต่ำเพียงดวงจิตอสูรหมาป่าหิมะ ที่มีพลังเพียงพรมแดนก่อเกิดิญญาเท่านั้นมันไม่อาจมีค่าอันใดมาก”
สำหรับนางมันอาจจะไร้ค่า แต่สำหรับชายหนุ่มนั้นต่างออกไปไป๋หยุนเฟยขบฟันแน่นก่อนจะกล่าว “แม่นางเฟิงเสวี่ยฉีท่านดูถูกดวงจิตอสูรที่ข้าพยายามเก็บสะสมมาหลายวันนี้แล้วถึงแม้สำหรับท่านมันอาจจะดูด้อยค่า แต่สำหรับข้านั้นมันมีประโยชน์อนันต์ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่ข้ารักษาเส้นชีพจริญญาอุดตันได้แล้วดวงจิตอสูรเหล่านี้จะช่วยให้ข้าหลอมยาและทะลวงขีดขั้นความสามารถอันต่ำต้อยทะยานยิ่งขึ้นขึ้นไปเมื่อถึงตอนนั้นข้าจะได้ไม่เป็ภาระแก่ผู้คนรอบข้าง”
คำว่าภาระสำหรับไป๋หยุนเฟยสามารถอธิบายด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยได้หลากหลายถ้ามันไม่เป็ภาระคงไม่ยินยอมจากชายชราไป๋เทียนอวิ๋นมาแน่…ไหนเลยจะคอยให้อิสตรีผู้หนึ่งมาปกป้องอีก สำหรับจิตใจลูกผู้ชายไฉนจะทนได้
เห็นท่าทีซึมเซาของชายหนุ่มไหนเลยเฟิงเสวี่ยฉีจะไม่สงสาร นางหันหน้าไปทางอื่นก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ฮึ เช่นนั้นก็ตามใจเ้า แต่รอบหน้าอย่าเอ่ยชื่อข้าอีกพวกเรามิได้สนิทมักคุ้นกันถึงเพียงนั้น ซึ่งข้าเพียงมีหน้าที่พาเ้าออกจากขุนเขาสี่ฤดูเพียงเท่านั้น!”
ไป๋หยุนเฟยยังคงหูทวนลม ชายหนุ่มแย้มยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะงัดแงะดวงจิตอสูรหมาป่าหิมะตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นกล่าวด้วยสีหน้าเหลอหลา “ห้ะ ท่านกล่าวอันใดนะ? ข้าเก็บดวงจิตอสูรเสร็จแล้ว…แม่นางน้อยพวกเราเดินทางต่อเถอะ”
“%$#%*” เฟิงเสวี่ยฉี
ตลอดระยะเวลากว่าสองวันที่เดินทางหลบหนีออกจากหุบเขาไป๋หยุนเฟยมักยั่วอารมณ์โทสะของนางตลอดทั้งเช้าค่ำแต่ถึงกระนั้นตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เมื่อใดก็ตามที่ชายหนุ่มพยายามเข้าใกล้นางได้รัศมีสามเมตรเฟิงเสวี่ยฉีจะปลดปล่อยรังสีสังหารเข้มข้นออกมาขวางกั้นไว้ราวกับว่ามันเป็ตัวน่าขยะแขยงเสียอย่างงั้น
ด้วยเป็สถานที่อันชุกชุมไปด้วยสัตว์อสูรดุร้ายมากมายตลอดการเดินทางของไม่รู้ว่าเฟิงเสวี่ยฉีทำการสังหารสัตว์อสูรไปแล้วมากมายเท่าไหร่
เส้นทางที่เหม็นคาวโลหิตนี้สำหรับไป๋หยุนเฟย ชายหนุ่มล้วนได้ผลประโยชน์ตลอดการเดินทางและยิ่งเห็นหญิงสาวสังหารสัตว์อสูรดุร้ายมากมายเท่าไหร่ มันยิ่งตระหนักถึงความอำมหิตของนางมากขึ้นเท่านั้น
เดินตามหลังต้อยๆดวงตาไป๋หยุนเฟยมองร่างงามระหงส์เบื้องหน้าราวหมาป่าหนุ่มหิวกระหายเมื่อนึกถึง่เวลาหอมหวานครานั้นชายหนุ่มลอบคร่ำครวญในใจ…ยามที่ข้าดูดถ่ายพิษให้นาง โอกาสเช่นนั้นดุจพรที่์ประทานให้ หึ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ข้าจะดูดด่ำยิ่งกว่านี้ หึๆ
คร่ำครวญภายในใจเสร็จสายตาแดงจ้องมองไปยังบั้นท้ายอวบอิ่มโค้งเว้างดงามเกินบรรยายอย่างฉงนยามหญิงสาวก้าวเดิน สะโพกงามสยายกอปรกับอาภรณ์แดงสดพลิ้วสะบัดไปมาราวนางเซียนไป๋หยุนเฟยตาจ้องนิ่งก่อนจะหยิบยื่นมือไปข้างหน้าขย้ำใส่อากาศธาตุว่างเปล่าอย่างเมามันเพื่อระบายความอัดอั้นภายในใจ
ั้แ่ที่เริ่มออกเดินทางต่างหูหยกที่ไป๋เทียนอวิ๋นมอบให้กลับถูกไป๋หยุนเฟยสวมใส่เป็ที่เรียบร้อยแล้วด้วยเส้นผมที่ยาวกระเซอะกระเซิงถึงกลางหลังถ้าไม่สังเกตให้ดี เป็ไปไม่ได้เลยถ้าใครจะมองเห็นต่างหูหยกข้างใบหูยามชายหนุ่มสวมใส่พลังงานร้อนเย็นได้ซึมเซาเข้าสู่ทุกอณูิญญาทั่วร่างกาย
ด้วยพลังที่แตกต่างกันเมื่อสวมใส่กลับไม่มีอาการไม่สบายตัวอย่างที่ไป๋เทียนอวิ๋นกล่าวไว้แต่อย่างใดกลับกันต่างหูหยกกลับแผ่พลังพิศดาลบางอย่างต่อต้านอากาศเย็นของขุนเขาราวกับรักษาสมดุลอบอุ่นในร่างกายปกติตลอดเวลาให้ความรู้สึกกระปี้กระเป่าสบายตัวเกินบรรยาย…ไป๋หยุนเฟยเชื่อว่าต่อให้ถอดเสื้อผ้าเดินท่ามกลางหิมะโต้งๆด้วยพลังพิสดารของต่างหูหยก ชายหนุ่มล้วนสามารถกระทำได้อย่างไม่เป็ปัญหา
ขณะเดินทางไป๋หยุนเฟยยังคงมองทิวทัศน์รอบด้านอย่างมีชีวิตชีวาบ่อยครั้งที่สายตาซุกซนของชายหนุ่มจะเหลือบมองไปยังสตรีเบื้องหน้าด้วยจิตใจกระชุ่มกระชวยทันใดนั้นร่างกายชายหนุ่มสั่นสะท้านคราหนึ่งเท้าที่กำลังจะเหยียบย่างพื้นหิมะเบื้องล่างหยุดชะงัก
“แปลก…แปลกยิ่ง”ไป๋หยุนเฟยพึมพำกับตนเองแ่เบาราวกระซิบคิ้วโค้งมนขมวดเป็ปมอย่างใ ก่อนจะยื่นมือคว้าไปยังต่างหูด้วยความรู้สึกฉงนแปลกใจ ต่างหูหยกที่ถูกชายหนุ่มสวมใส่ยามนี้เหมือนแผ่พลังร้อนเย็นออกมามากกว่ายามปกติพลังทั้งสองเริ่มทวีความรุนแรงร้อนเย็นเพิ่มขึ้นปะทุสลับกันไปมา
หลังจากเดินนำหน้าอยู่นานเฟิงเสวี่ยฉีกลับไม่ได้ยินแว่วเสียงฝีเท้าที่เดิมตามของชายหนุ่ม หลังจากหันไปเห็นมันยืนซื่อแข็งค้างอยู่กลับที่ห่างออกไปเกือบสิบเมตรด้วยความสงสัย นางจึงกล่าวถามอย่างเฉยชา “เ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่?”
ไป๋หยุนเฟยไม่ตอบคำก่อนจะก้าวเดินด้วยใบหน้ามืดครึ้มจิตใจชายหนุ่มยามนี้กระหน่ำรัวไม่เป็จังหวะ และยิ่งเวลาผ่านไปต่างหูทั้งสองข้างยิ่งทวีพลังร้อนเย็นเพิ่มขึ้นทว่า พลังที่ชายหนุ่มรับรู้ััได้ กลับมิได้ส่งผลอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใดกลับกัน…เหมือนต่างหูถูกกระตุ้นด้วยพลังงานธรรมชาติบางอย่างเป็พลังงานธรรมชาติที่เข้มข้นบริสุทธิ์ยิ่ง ยามชายหนุ่มพยายามััก็ไม่อาจรับรู้ได้เหมือนพลังงามธรรมชาติกำลังร้องหาต่างหูหยกชิ้นนี้ได้ยินเพียงเสียงวิ้งดังก้องอื้ออึงในรูหูสะท้อนดังออกมาบางเบาจากต่างหูหยกเพียงเท่านั้น
“แปลก…แปลกยิ่ง!” ด้วยอารมณ์อันว้าวุ่นในจิตใจไป๋หยุนเฟยกล่าวเน้นย้ำทีละคำอย่างหงุดหงิด ชายหนุ่มััได้ถึงความสึกพลังงานพิเศษจำเพาะความรู้สึกอันคลุมเครือยากบ่งบอกบรรยาย
“แปลกอันใด?” เฟิงเสวี่ยฉีชะงักเล็กน้อยเอ่ยถาม
“เหมือนข้ารับรู้ถึงอะไรบางอย่างแต่ไม่อาจััได้?” ไป๋หยุนเฟยข่มตาพยายามจะบรรยายความรู้สึกที่อัดอั้น ทว่าทันทีที่ชายหนุ่มหลับตาลง เหมือนได้เห็นและััได้ถึงห้วงแห่งจิตและสมาธิดั่งดวงดาราที่เฉิดฉาย ภายในห้วงจิตสมาธิไป๋หยุนเฟยสามารถมองเห็นพลังิญญาสองสายทะปุออกมาจากต่างหูหยกทั้งคู่! พลังหนึ่งแดงหนึ่งน้ำเงินเปล่งประกายขยับขยายสั่นไหวไปมาราวเปลวเพลิงสองลูกด้านยอดสุดของเปลวเพลิงสองสีที่สั่นไหว เมื่อใดก็ตามที่ถูกพลังงานบางอย่างกระตุ้นภายในห้วงจิตสมาธิบังเกิดสายใยสองเส้นจากเปลวไฟไหลย้อยออกไปคล้ายด้ายเสื้อผ้า…
ด้ายเสื้อผ้าสองเส้นเส้นหนึ่งแดง เส้นหนึ่งน้ำเงิน สลับไคล้กันไปมา!
เมื่อได้ยินไป๋หยุนเฟยโอ้อวดว่ารับรู้สิ่งใดได้บางอย่างสีหน้างามหยดย้อยภายใต้ผ้าแพรของเฟิงเสวี่ยฉีแสดงออกอย่างไม่เชื่อปนดูถูกหญิงสาวผู้มีพลังครึ่งก้าวสู่พรมแดนหลอมรวมิญญายังไม่อาจรับรู้หรือััสิ่งใดได้?แล้วกลับชายหนุ่มผู้มีพรมแดนรับรู้ิญญาขั้นแรก…ช่างโอ้อวดเกินไปแล้ว
“เหอะ เ้าพ่นวาจาเหลวไหลอันใดอยู่?” นางกล่าวอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจสายตาเ็าราวแก้วผลึกจ้องมองชายหนุ่มเล็กน้อยคิ้วโค้งงามขมวดมุ่นก่อนจะเปล่งเสียงเ็า “เ้าจะทำอะไร?”
ไป๋หยุนเฟยยังคงไม่ตอบคำ ชายหนุ่มหลับตาเนิบแน่นก่อนจะเพ่งสมาธิอย่างที่สุดเดินตามสายใยเส้นด้ายสีแดงน้ำเงินที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากต่างหูหยกทั้งสองข้างมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางของเส้นด้ายนั้น เฟิงเสวี่ยฉีมองชายหนุ่มอย่างเ็าหญิงสาวบดขยี้ปุยหิมะใต้เท้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกหงุดหงิดใจ ได้แต่จำใจเดินตามไป
ยามเพ่งสมาธิแม้ความรู้สึกที่รับรู้จะแน่ชัดแต่ไป๋หยุนเฟยก็คงไม่กล้าประมาทชายหนุ่มเคลื่อนตัวไปยังจุดหมายอย่างระมัดระวังเดินย่ำเท้าลงบนพื้นหิมะด้วยความรอบคอบั์ตาแดงหลับลืมตาบ่อยครั้งเพื่อความชัดเจนในเส้นทางที่จะเดินเบื้องหน้า
ยิ่งใกล้ขึ้นความรู้สึกโหยหาที่จิตใจเริ่มแน่ชัดต่างหูหยกสั่นสะท้านไปมาราวถูกภูตผีิญญาร้ายสิงสู่…
หลังจากเดินตามเส้นด้ายสองสีมานานกว่าสองกิโลเมตรไป๋หยุนเฟยมาหยุดยืนอยู่หน้าปากถ้ำดำมืดแห่งหนึ่งจ้องมองไปด้านในยังคงมองเห็นผลึกน้ำแข็งแหลมคมหยกย้อยลงมาจากในถ้ำลมหนาวหวีดหวิวดังออกมาให้ความรู้สึกขนลุกเกรียวเส้นทางข้างในยังคงดำมืดยืดยาวคล้ายไร้สิ้นสุด
เมื่อลองเพ่งสมาธิไปยังเส้นใยสองสีที่ออกมาจากห่างหูหยกไป๋หยุนเฟยมีความรู้สึกแน่ชัดกระจ่างในจิตใจชี้นิ้วไปเข้าไปยังปากถ้ำก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ข้ารู้สึก…มันต้องอยู่ในนี้”
“อะไร?” เฟิงเสวี่ยฉีกล่าวอย่างงึนงง
“ข้าไม่รู้…แต่ข้าว่ามันไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายอันใด?มันเป็ความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ข้าไม่อาจอธิบายได้” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะกล่าวต่อ “แม่นางน้อยพวกเราเข้าไปดูกันเถอะ”
“เฮอะ ก็ดี…ข้าอยากทราบเหมือนกันว่าอาการผีเข้าของเ้ามันคือสิ่งใด?!” เฟิงเสวี่ยฉีกล่าวอย่างหงุดหงิด สายตาเ็าจ้องมองไป๋หยุนเฟยอย่างคาดโทษก่อนจะก้าวเดินนำหน้าเข้าไปด้านใน
หลังจากทั้งสองเดินเข้าสู่ถ้ำน้ำแข็งบรรยากาศยังคงปกติ ทว่าเมื่อทั้งสองก้าวเดินไปเรื่อยกลับพบว่าบรรยากาศข้างในยิ่งมายิ่งอบอุ่นบนเพดานถ้ำยังคงมีก้อนน้ำแข็งแหลมคมหยดยื่นลงมา ด้วยบรรยากาศที่ไม่หนาวจนเกินไปสถานที่แห่งนี้สมควรเป็สถานที่พักหลบอาศัยในเขตูเาน้ำแข็งอันดีเยี่ยม
เดินเข้ามากว่าสี่กิโลเมตรเบื้องหน้าทั้งสองกลับปรากฏแสงสะท้อนระยิบระยับบาดตาสว่างจนกระทั่งไป๋หยุนเฟยต้องเอามือมาบดบังลำแสงที่แทงใส่ ยามนี้ต่างหูหยกทั้งสองได้กระจายพลังปะทุร้อนเย็นสลับไปมาอย่างถึงขีดสุดราวกับว่ามันทำภารกิจลุล่วงกระแสพลังร้อนเย็นเปล่งประกายขีดสุดก่อนจะมอดดับคืนสู่สภาพปกติดังเดิม
มองไปด้านหน้าต้นตอของแสงสีเขียวยุบยิบแสบตาสายตาทั้งสองคู่เบิกโพลงแทบไม่เชื่อ เฟิงเสวี่ยฉีเหมือนจะเอ่ยปากกล่าวคำใดแต่ก็ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ทำได้เพียงจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกตื่นตะลึงสุดขีด
“นี่…นี่…นี่?!” ดวงตาไป๋หยุนเฟยเบิกกว้างแทบถลน ปากชายหนุ่มอ้ากว้างจนแทบจะเอาวัวยัดได้ทั้งตัวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นระริกยินดีอย่างล้นพ้น “นี่มัน!!"