สายฝนยามค่ำคืนยังคงเทกระหน่ำลงมามิขาดสาย ละอองน้ำเย็นเยือกสาดซัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ชำรุดทรุดโทรม ทว่าภายในกระท่อมไม้ไผ่ บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่ผิดแปลกไปจากเดิม กลิ่นคาวเืของมือสังหารที่นอนทอดร่างไร้ิญญาอยู่บนพื้นเรือน คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบฉุนของเมือกสกปรกสีดำที่ถูกขับออกมาจากรูขุมขนของกู่เจี้ยนหุน
กู่เจี้ยนหุนในร่างอาเฉินยืนนิ่งสงบอยู่กลางห้อง ดวงตาคมกริบทอประกายวาววับฝ่าความมืดสลัว ลมหายใจที่เคยติดขัดดั่งคนใกล้ตาย บัดนี้กลับยาวเหยียด มั่นคง และเปี่ยมด้วยพลังวัตรที่หมุนเวียนอยู่ในจุดชีพจรอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
‘สะใจยิ่งนัก! ร่างกายนี้เบาหวิวเหมือนได้เกิดใหม่เลยเล่า’ เขาคิดในใจพลางกำหมัดแน่น ััได้ถึงกล้ามเนื้อและมวลกระดูกที่เหนียวแน่นขึ้นอย่างเด่นชัด ‘วิถีกระบี่ขีดที่สองตื่นขึ้นแล้ว ทว่ากลิ่นกายข้าในยามนี้... เหม็นสิ้นดี’
"ท่านพี่..."
เสียงเรียกแ่เบาปนสั่นเครือของเสี่ยวหลินดังขึ้นจากเื้ั นางก้าวเท้าเข้ามาหาช้า ๆ แววตาสั่นระริกด้วยความตระหนกแกมตื้นตันใจ ทันทีที่นางประจักษ์ว่าเสื้อผ้าของสามีเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตและคราบเมือกสีดำ นางก็รีบถลันเข้าไปใกล้ มือเรียวบางเอื้อมไปจับท่อนแขนของเขาไว้ในทันทีโดยมิได้นึกรังเกียจความสกปรกโสโครก
"ท่านพี่าเ็ตรงที่ใดหรือไม่ เืพวกนี้... แล้วสิ่งดำ ๆ บนผิวพรรณท่านคืออะไรกัน" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยลึกซึ้ง แววตาคู่สวยเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะร่วงหล่นลงมา
กู่เจี้ยนหุนหันกลับมาสบตากับนาง สายตาอันคมกริบที่เคยใช้เข่นฆ่าคนเมื่อครู่ พลันอ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความอบอุ่นอ่อนโยน เขาเอื้อมมือซ้ายที่ยังสะอาดอยู่ขึ้นมา เชยคางมนของภรรยารองขึ้นเบา ๆ ภาษากายที่นุ่มนวลนี้ทำให้อกเสื้อของเสี่ยวหลินกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความขัดเขินระคนโล่งอก
"ข้ามิเป็ไร เืนี้เป็ของมัน ส่วนคราบสกปรกเหล่านี้... คือสิ่งตกค้างในร่างกายที่ข้าขับออกมาหลังจากฝึกยุทธ์ล้างไขกระดูก" เขากล่าวพลางใช้ปลายนิ้วโป้งไล้ซับหยาดน้ำตาที่หางตาของนางอย่างแ่เบา "เ้ามิต้องหวาดกลัว ตราบใดที่ข้ายังคงหายใจ จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเ้าและลูกได้อีก"
เสี่ยวหลินใบหน้าแดงซ่านด้วยความขัดเขิน หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองรบ นางพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แววตาที่ประสานกันท่ามกลางแสงสลัวส่องประกายระยิบระยับถักทอสายใยความผูกพันที่แแ่ขึ้นอย่างที่อาเฉินคนเก่ามิเคยได้รับมาก่อน
เจ้ิเดินตามออกมาจากห้องนอน นางอุ้มอาหยวนตัวน้อยไว้ในอ้อมอก โดยมีอาฟางเดินเกาะชายเสื้ออยู่ข้าง ๆ แม้ใบหน้าของเจ้ิจะยังคงซีดเผือดจากการเห็นศพตรงหน้า ทว่านางก็ข่มใจ เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าสามี แววตาที่เคยฉายแววดูแคลนและระอาในอดีต บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงและความตื้นตันใจอย่างที่สุด
"ท่านพี่... ข้าจัดเตรียมหีบห่อสิ่งของและเงินห้าสิบตำลึงเสร็จสิ้นแล้ว" เจ้ิเอ่ยเสียงแ่ พยายามไม่หันไปมองร่างของมือสังหารที่พื้นเรือน "ทว่าฝนตกหนักถึงเพียงนี้ พวกเราจะย้ายไปใจกลางเมืองอย่างไรกัน รถม้าของหอโอสถก็แล่นหนีหายไปแล้ว"
กู่เจี้ยนหุนปรายตากับมองไปที่ศพของมือสังหาร ก่อนจะหันมามองภรรยาเอก "พวกเราจะเดินเท้าไป ฝนตกหนักเช่นนี้แหละคือสิ่งพรางตาที่ดีที่สุด พวกหอโอสถร้อยคุณธรรมส่งคนมาแล้วไม่กลับไป กว่าพวกมันจะรู้ตัวว่าแผนการล้มเหลว ย่อมเป็วันพรุ่งนี้... เจ้ิ เ้าประคองเสี่ยวหลินและดูแลลูก ๆ ให้ดี ข้าจะลากศพนี่ไปทิ้งไว้ที่ท้ายตรอกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ"
"ข้ารับคำท่านพี่" เจ้ิรับคำอย่างหนักแน่น นางขยับเข้าไปใกล้เสี่ยวหลินพลางจับมือกันไว้เพื่อส่งผ่านความกล้าหาญ อุปสรรคความยากลำบากทำให้สตรีทั้งสองที่เคยระหองระแหงกันในอดีต เริ่มหันมาสามัคคีและห่วงใยกันเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว
กู่เจี้ยนหุนก้มลงคว้าคอเสื้อของศพมือสังหารด้วยมือเดียว พละกำลังจากวิถีกระบี่ขีดที่สองทำให้เขายกร่างหนาหนักนั้นขึ้นได้อย่างง่ายดายราวกับยกปุยนุ่น เขาเดินลากศพออกไปท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ชะล้างคราบเมือกสีดำและรอยเืบนตัวของเขาจนสะอาดสะอ้าน เผยให้เห็นผิวพรรณที่เริ่มมีสง่าราศีของจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่
‘หอนี่มันใจถึงจริง ๆ ส่งคนมาฆ่าล้างครัวข้า เกมนี้ข้าจะเป็คนคุมกระดานเอง’ กู่เจี้ยนหุนสะบัดร่างของมือสังหารทิ้งลงในร่องน้ำลึกท้ายตรอกสลัมอย่างเยือกเย็น ‘เงินห้าสิบตำลึงนั่น ข้าจะเอาไปเปิดร้านโอสถฝั่งตรงข้ามพวกแก ดูซิว่าใครกันแน่ที่จะต้องพังพินาศ!’
เขาก้าวเท้ากลับมาที่กระท่อม นำทางครอบครัวทั้งสี่ชีวิตเดินฝ่าสายฝนและม่านหมอกยามค่ำคืน มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองหลวง... ชนวนเหตุแห่งศึกใหญ่ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนั้น!