ติงเหว่ยยิ้มยิงฟันเอาใจท่านผู้อาวุโสก่อนจะลุกขึ้นพูดต่อว่า “ท่านอาจารย์ พวกท่านกินกันไปก่อนเลย ข้าจะไปนึ่งตั้นเกิงเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
ท่านผู้อาวุโสเหว่ยตะโกนไล่หลังตาม“อย่าลืมใส่หมูสับเยอะๆ ด้วยนะ!”
ลุงอวิ๋นได้ยินแล้วก็ตาแดงเขาอดที่จะแอบดูแคลนไม่ได้ “ไม่รู้ว่าเจ้าเป็นพระมานานกี่ปีถึงได้ลูกศิษย์ดีแบบนี้ในชาตินี้”
ท่านผู้อาวุโสเหว่ยยิ่งได้ใจจนหนวดขยับ“เจ้าอิจฉาล่ะสิ ฮ่าๆ สายไปแล้ว นางเป็นลูกศิษย์ของข้าแล้ว”
ทุกคนพากันหัวเราะพร้อมยกแก้วดื่มเหล้าใช้ตะเกียบคีบอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ฟางซิ่นไม่คิดว่าตนเองยังไม่ทันได้เอ่ยปากน้องสาวบุญธรรมก็อาสาไปขอความช่วยเหลือจากท่านผู้อาวุโสเหว่ยเองต่อให้นางจะมีจิตใจเมตตาเป็นที่สุด ทนเห็นคนอื่นเจ็บป่วยไม่ได้แต่อย่างไรครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะคนคนนั้นเป็นครอบครัวของเขาน้องสาวที่เอาใจใส่และรอบคอบทำให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นราวกับลมในฤดูใบไม้ผลิตลอดเวลาเช่นนี้เขาจะไม่เอ็นดูได้อย่างไร?
“ลุงอวิ๋นพูดผิดแล้วน่าจะเป็นเพราะท่านบวชมาแล้วหลายสิบชาติต่างหาก ถึงได้มีหญิงสาวดีๆแบบน้องบุญธรรมของข้า” ฟางซิ่นพูดอย่างหึงหวงพร้อมหันไปมองกงจื้อหมิงด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะคีบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเข้าปากไปคำหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ากำลังอิจฉาถึงที่สุด
กงจื้อหมิงกำลังป้อนซี่โครงให้ลูกชายอยู่เจ้าเด็กอ้วนกินอย่างเอร็ดอร่อยจนปากมันแผลบ มือเล็กๆ ยังจะไปจับชามน้ำแกงอีกทำเอาเขาห้ามแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินประโยคเหล่านั้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างฝืนๆพร้อมอุ้มลูกชายขึ้น แล้วตอบว่า “พูดแบบนี้ลูกชายข้าก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของข้าในชาติก่อนแน่ๆ”
“ฮ่าๆพูดแบบนี้ถูกต้องเลย!” คราวนี้ฟางซิ่นเป็นฝ่ายหัวเราะอย่างได้ใจ แต่ไม่ทันไรเจ้าตัวน้อยเห็นว่าลุงจะมาหา เขาคิดว่าลุงจะอุ้มก็เลยยื่นมือน้อยๆ ให้คว้าหน้าฟางซิ่นจนเลอะเทอะไปหมด
กงจื้อหมิงรีบอุ้มลูกชายคืนมาจูบแก้มอ้วนๆ ของลูกไปแรงๆ สองที “ลูกพ่อดีจริงๆ!”
ฉู่ชีซีเห็นแล้วทนไม่ได้แต่ก็ไม่เหมาะที่จะเอ่ยปากตำหนิกงจื้อหมิงสองพ่อลูก ก็เลยแอบหยิบผ้าเช็ดหน้าให้อวิ๋นอิ่งส่งให้ฟางซิ่น
ฟางซิ่นเห็นมุมผ้าเช็ดหน้าปักตัวอักษร‘ซี’ ก็เดาได้ว่ามาจากคู่หมั้นของเขา เขาเลยเงยหน้าขึ้นยิ้มบางๆทำเอาฉู่ชีซีหน้าแดงทันที นางก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นอีกเลย
ทุกคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามกัน
แม่นมกู่เห็นคุณชายน้อยอยู่ในอ้อมแขนของแม่ทัพเล่นจนเขากินข้าวไม่ได้ ก็ลุกขึ้นจะไปรับมาอุ้มแทน แต่ถูกอวิ๋นอิ่งดึงแขนไว้ “แม่นมแม่นางสั่งไว้ว่าคุณชายน้อยต้องใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพให้มากๆ”
แม่นมชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เข้าใจเรื่องราวมากขึ้นสามส่วน
ตามกฎเก่าแก่ของคนโบราณเขาจะอุ้มหลานไม่อุ้มลูก เพื่อจะรักษาความเกรงใจต่อพ่อให้สอนลูกได้อย่างเข้มงวดแต่เห็นได้ชัดว่าติงเหว่ยไม่ได้คิดแบบนั้นลูกเติบโตท่ามกลางความรักของพ่อแม่ถึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดโดยเฉพาะในอนาคตเมื่อทั้งครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่แห่งนั้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเย็นชาความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกอาจก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมหลายอย่าง…
อาจเพราะการดูแลลูกเป็นความเคยชินของเขาไปเสียแล้วกงจื้อหมิงจึงไม่มีท่าทีรำคาญเลยแม้แต่น้อย ต่อให้รอยมือของ “มือน้อยๆที่เต็มไปด้วยน้ำมัน” ของลูกชายจะเลอะเทอะจนเต็มตัวเขาแต่เขาก็ยังยิ้มแย้มป้อนข้าวลูกเหมือนเดิม บางครั้งเจ้าเด็กอ้วนซุกซนขึ้นมาเขาก็ยังพูดจาดีๆ ปลอบโยน
คนอื่นเห็นก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะเห็นจนชินแล้ว มีแต่เฟิงอีที่ไม่ค่อยมีโอกาสมากินข้าวด้วยเขาเห็นแล้วแทบจะเบิกตาค้าง
วันนี้เขาบังเอิญมาที่เมืองหลวงได้ยินสองพี่น้องพูดถึงงานชุมนุมบทกวี ก็เลยอดใจไม่ไหวต้องขอให้พาตนเองมาดูด้วยอย่างไร้ยางอายแต่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นมุมท่านพ่อใจดีของเจ้านายตนเอง
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงภาพของแม่ทัพไร้พ่ายผู้แสนจะเย็นชาและเด็ดเดี่ยวกับการฆ่าฟันเข้ากับภาพของพ่อของลูกที่เปื้อนคราบน้ำมันและน้ำแกงเต็มตัวตรงหน้าได้เลย…
ซานอีอาศัยจังหวะที่สองผู้อาวุโสกำลังแย่งชิงซือจือโถวกันอยู่รีบฉวยอาหารดีๆ สองอย่างกลับมา ขณะที่กำลังลอบดีใจ ก็หันไปเห็นพี่น้องในสภาพนั้นเลยหัวเราะพลางแบ่งเต้าหู้ยัดไส้ทอดกรอบให้เขาชิ้นหนึ่ง แล้วพูดเสียงเบา “มองอะไรอยู่น่ะ? มาบ่อยๆ เดี๋ยวเจ้าก็ชินเองแหละ”
“อื้อ”เฟิงอีตอบรับด้วยอาการงุนงง ก่อนจะคีบเต้าหู้ยัดไส้เข้าปากไปแต่ไม่คิดว่าเต้าหู้นั้นมีไส้หมูซ่อนอยู่ แถมยังชุบแป้งทอดในน้ำมันจนกรอบน้ำของเนื้อหมูร้อนจัดจนเกือบทำให้เขากระโดดขึ้นมา
ติงเหว่ยที่ยกถ้วยตั้นเกิงเข้ามาในห้องเห็นเข้าพอดีก็เลยพูดด้วยรอยยิ้มว่า“เต้าหู้ยัดไส้นี่อร่อยก็จริง แต่ระวังจะลวกปากนะ ไว้วันหลังข้าจะทำซาลาเปาไส้น้ำแกงให้กินมันจะเป็นแป้งบางเห็นน้ำแกงข้างใน ทั้งอร่อยและยังสนุกด้วย”
ฟางซิ่นเป็นคนแรกที่ตอบรับอย่างยินดี“ดีเลย ตอนนั้นน้องสาวอย่าลืมส่วนของข้าล่ะ”
ท่านผู้อาวุโสเหว่ยยังคงแค่นเสียงอย่างเย็นชา“มื้อไหนล่ะที่เจ้าไม่มากินโดยไม่เสียเงินสักแดง!”
ทุกคนต่างก็หัวเราะกันใหญ่ฟางซิ่นเองก็ไม่อายเลยแม้แต่น้อย ยังคงตอบว่า “ต่อไปอาจไม่ใช่ข้าคนเดียวที่มากินอาจมีเพิ่มอีกสองคนด้วย”
“ใครกัน?” ทุกคนสงสัย แต่ฟางซิ่นกลับไม่ยอมพูดต่อ
ทุกคนต่างเหลือบมองฉู่ชีซีที่กำลังแทะน่องไก่อยู่แล้วก็พากันทำหน้าตาเข้าใจทันทีทำให้ฉู่ชีซีไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อีกต่อไปนางหน้าแดงลุกพรวดขึ้นมาพูดว่า “ข้ามีธุระด่วนที่บ้าน คงต้องขอตัวกลับก่อนนะ”
พูดจบก็ไม่รอให้ใครรั้งไว้นางวิ่งออกไปทันที ทำให้ติงเหว่ยต้องรีบถลึงตาใส่ฟางซิ่นที่ยังตกตะลึง “พี่ฟางรีบตามไปส่งนางหน่อยสิ ฟ้ามืดแล้วจะปล่อยให้แม่นางฉู่กลับไปคนเดียวได้ยังไง?”
ฟางซิ่นมองอาหารบนโต๊ะด้วยความเสียดายอยากจะอธิบายว่าที่เขาหมายถึงคือท่านพ่อท่านแม่ที่จวน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้วจึงลุกขึ้นไปตามนาง
ทุกคนหัวเราะกันยกใหญ่พร้อมพูดคุยถึงงานแต่งงานที่ใกล้จะมาถึงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามแม้กระทั่งตอนที่โต๊ะอาหารถูกเก็บไปแล้วก็ไม่มีใครได้ยินติงเหว่ยพูดถึงงานชุมนุมบทกวีที่เกิดขึ้นตอนกลางวันเลยจึงคิดว่านางอาจมีแผนอื่นหรือมีบางอย่างที่นางกังวล จึงไม่กล้าถามมากและแยกย้ายกันกลับบ้าน
อันที่จริงแล้วติงเหว่ยไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรเลยข้อแรกนางไม่รู้ว่าผู้คนในยุคนี้ล้วนแต่หลงใหลในบทกวี ข้อที่สองในชาติที่แล้วแม้แต่เด็กสามขวบก็ยังท่องกลอนสมัยราชวงศ์ถังได้ตั้งหลายบทนางจึงไม่คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ล้ำค่าอะไรมากมายนัก
กงจื้อหมิงเอนกายพิงเก้าอี้ไม้ข้างหน้าต่างมือหนึ่งถือหนังสือพลิกอ่านไปมา พลางจิบชาเป็นระยะๆบางครั้งเขาก็เงยหน้ามองติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ติงเหว่ยใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะเกลี้ยกล่อมลูกชายตัวอ้วนให้ไปนอนกับเฉิงเหนียงจื่อได้สำเร็จจากนั้นก็มอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้อวิ๋นอิ่ง แล้วจึงเดินมาอยู่ข้างกงจื้อหมิงมือของนางหยิบถุงเท้าจากตะกร้าเย็บปักขึ้นมาเย็บซ่อมต่อ
อาจเป็นเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาที่แปลกไปของเขานางจึงยิ้มแล้วถามว่า “เป็นอะไรไป ทำไมถึงมองข้าแบบนี้ล่ะ?”
กงจื้อหมิงวางหนังสือลงเขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงถามว่า “งานชุมนุมบทกวีวันนี้เจ้าไม่มีอะไรจะบอกข้างั้นหรือ?”
ติงเหว่ยเบิกตาขึ้นทันทีแล้วทำหน้างอนพร้อมบ่นว่า “ท่านได้ยินว่าท่านองค์หญิงเทพธิดาอาเจียนเป็นเลือดแล้วก็เลยสงสารนางล่ะสิ?”
กงจื้อหมิงหัวเราะออกมาและยื่นมือโอบนางเข้ามาในอ้อมแขนเขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ทำไมถึงได้หึงหวงอีกแล้วล่ะข้าเคยบอกแล้วว่าข้าให้ความสำคัญแค่เจ้าคนเดียว”
ติงเหว่ยกลอกตาขึ้นทำทีเหมือนเชื่อคำพูดของเขา แต่ก็ยังคงถามต่อ “แล้วท่านถามถึงเรื่องวันนี้ทำไม?”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าท่องบทกวีไปกว่าร้อยบท...”
“โธ่ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง!” ติงเหว่ยไม่ใส่ใจนักหยิบเข็มกับด้ายขึ้นมาเย็บต่ออย่างสบายๆ แล้วตอบกลับไปว่า“ไม่ใช่เพราะพี่ฟางกับพวกสหายบัณฑิตของเขาคอยเร่งอยู่หรือ เดิมทีข้าตั้งใจจะเก็บไว้ให้ลูกเริ่มต้นเรียนรู้แท้ๆแต่สุดท้ายก็โดนพวกเขา ‘แย่ง’ ไปหมด แถมยังไม่ให้ค่าต้นฉบับกับข้าอีก!”
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดปาเข็มกับด้ายในมือทิ้ง แล้วคว้าแขนกงจื้อหมิงมาเขย่า “พี่เป่า ข้าขาดทุนแล้ว ทำยังไงดี? บทกวีเหล่านั้นถ้าแยกขาย อย่างน้อยก็ต้องได้หลายร้อยตำลึงเงินนะแม้แต่ขายเป็นชุดรวมให้ร้านหนังสือ ยังไงก็ต้องได้กำไรบ้างใช่ไหม? ข้ากำลังอยากซื้อร้านค้าและยังไม่มีเงินพอดีเลยนี่มันขาดทุนย่อยยับเลยนะ!”
กงจื้อหมิงได้ยินก็ไม่รู้จะทำอย่างไรถ้าเป็นคนอื่นที่ได้โอกาสเช่นนี้ซึ่งทำให้ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วคงหัวเราะด้วยความดีใจแทบบ้า แต่พอเป็นนางกลับกังวลเพราะไม่ได้เงินแทนต้องเข้าใจว่า เงินทองหาได้ แต่ชื่อเสียงนั้นหายากนัก
ติงเหว่ยไหนเลยจะสนใจเรื่องนี้นางยังคงบ่นพึมพำไปเรื่อยๆ วางแผนจะไปหาฟางซิ่นพรุ่งนี้เพื่อทวงเงินหากไม่เห็นแก่หน้าของเขา นางก็คงไม่ต้องขาดทุนไปมากขนาดนี้
กงจื้อหมิงฟังแล้วก็อดกลั้นหัวเราะไม่ไหวหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ทำให้ติงเหว่ยยิ่งหงุดหงิดนางยื่นมือมาหยิกแขนเขาพลางตะโกนว่า “ท่านยังจะหัวเราะอะไรข้าขาดทุนท่านเลยดีใจสินะ? นี่มันเงินสินเดิมของข้านะ! ท่านจะได้แต่งภรรยาจนๆดูสิว่าตอนนั้นจะไปนั่งร้องไห้ที่ไหน!”
“เจ้านี่นะ!”กงจื้อหมิงหยุดหัวเราะ เขาก้มลงจูบเบาๆ บนหน้าผากของนางพลางถอนหายใจ“เจ้าไม่เคยรู้เลยหรือว่า ตัวเจ้านั่นแหละคือสินเดิมที่ดีที่สุดของเจ้าเอง”
ติงเหว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกได้ว่าบทกลอนเหล่านั้นอาจมีเรื่องสำคัญนางรู้สึกไม่สบายใจเพราะกลัวเรื่องลอกผลงาน จึงถามอย่างระมัดระวังว่า“บทกวีเหล่านั้นไม่มีใครเคยได้ยินจริงๆ หรือ? จะไม่มีใครมาตามทวงใช่ไหม?”
“มีสิพรุ่งนี้คงมีคนมาหาเจ้าแน่นอน” กงจื้อหมิงตอบด้วยรอยยิ้มพอหลังจากนั้นไม่ว่านางจะเร่งถามเขายังไง เขาก็ไม่ยอมพูดต่อทำให้ติงเหว่ยโมโหจนไล่เขาไปนอนแต่หัววัน ไม่ยอมให้จูบลาแม้แต่นิด
คืนวันนั้นสำหรับเหล่าบัณฑิตในเมืองหลวง เป็นคืนที่ไร้การหลับใหลและสำหรับติงเหว่ยเองก็ไม่สงบเช่นกัน ในฝันนางถูกหลี่ไป๋ [1] และตู้ฝู่ [2] สลับกันมาชี้หน้าด่าทอตอนเช้าจึงตื่นมาพร้อมกับวงดำคล้ำคู่ใหญ่รอบดวงตาไม่ทันแม้แต่จะส่งกงจื้อหมิงเข้าวังหลวง
นางหาวไปพูดไป“วันนี้ใครตามไปปรนนิบัติรับใช้เขา?”
“แม่นางเป็นเหลียนเชี่ยวเจ้าค่ะ” อวิ๋นอิ่งที่กำลังช่วยผูกสายเสื้อส่งผ้าเช็ดหน้าอุ่นๆ ให้พลางถามขึ้น“แม่นาง เมื่อคืนหลับไม่ค่อยดีหรือเจ้าคะ?”
“อย่าให้พูดเลย”ติงเหว่ยทำหน้ามุ่ยและบ่นอย่างหงุดหงิด “เจ้าหนี้ตามมาถึงในฝัน จะนอนหลับสบายได้ยังไง?”
อวิ๋นอิ่งกับตังกุยต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงงหลายร้านก็ทำกำไรได้ดีอยู่ แม้จะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าขาดทุน เหตุใดถึงบอกว่ามีหนี้สินกัน?
ติงเหว่ยกำลังจะพูดต่อแต่พอเงยหน้ามองกระจกเห็นสภาพของตนเอง ก็ตกใจร้องออกมา “ไอ๊หยา!ใครกันที่เป็นสยงเมา [3] แบบนี้?”
ทุกคนไม่รู้ว่าสยงเมาคืออะไรแต่ก็พอเดาได้ว่านายหญิงกำลังพูดถึงดวงตาดำคล้ำของตนเอง จึงหัวเราะและพูดว่า“แม่นางอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ อีกสักพักหาน้ำแข็งมาประคบก็หายแล้ว”
“ช่างเถอะปล่อยให้มันหายไปเองดีกว่า เดี๋ยวประคบแล้วตาบวมขึ้นอีกจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่!”ติงเหว่ยโบกมือแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหารพลางกินโจ๊กไปถามไป “ช่างดีจริงๆวันนี้ข้าไม่มีธุระอะไร ข้าจะทำตุ๊กตาสยงเมาให้อันเกอเอ๋อร์เล่นดีกว่าเจ้าตัวเล็กยังไม่ตื่นหรือ?”
ในขณะที่พูดอยู่นั้นเองแม่นมกู่ก็เข้ามาพร้อมกับเฉิงเหนียงจื่อที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์มาด้วยเฉิงเหนียงจื่อจึงตอบขึ้นว่า “เมื่อคืนคุณชายน้อยเล่นกับพี่ๆ ดึกไปหน่อย วันนี้เลยตื่นสายเจ้าค่ะ”
“เด็กๆก็อย่างนี้ล่ะ เป็นแมวหนึ่งวันสุนัขหนึ่งวัน[4]”
ติงเหว่ยยื่นมือไปรับลูกชายที่ได้รับการอาบน้ำแต่งตัวจนสะอาดสะอ้านมาอุ้มไว้และ “จุ๊บ” ไปที่แก้มของเขาหนึ่งที ก่อนจะป้อนโจ๊กให้เขากินเจ้าเด็กอ้วนตอนนี้เริ่มเบื่อที่จะเป็น “เด็กเล็ก” ที่พูดได้แค่คำเดียวแล้วเขากำลังพยายามฝึกพูดสองคำ
-----------------------------------------
[1] หลี่ไป๋ 李白 หมายถึง ชื่อของกวีจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งได้รับยกย่องเป็นหนึ่งใน‘กวีผู้ยิ่งใหญ่’สองคนเท่าที่ปรากฏในประวัติศาสตร์งานประพันธ์ของจีนเคียงคู่กันกับชื่อของตู้ฝู่บทกวีของเขาได้รับอิทธิพลจากจินตภาพของลัทธิเต๋า และการนิยมชมชอบในการดื่มสุรา
[2] ตู้ฝู่ 杜甫 หมายถึง ชื่อของกวีเอกชื่อดังของจีนสมัยราชวงศ์ถังผู้มีทักษะการประพันธ์เก่งกาจในด้านสะท้อนสังคมมีผลงานที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันมากกว่า 3,000 บท จนได้รับสมญานามว่า‘ราชาแห่งปวงกวี’
[3] สยงเมา 熊猫 หมายถึง หมีแพนด้า
[4] แมวหนึ่งวันสุนัขหนึ่งวัน 猫一日,狗一日 หมายถึง อารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่คงที่ของคนบางครั้งเงียบสงบและเกียจคร้านเหมือนแมว บางครั้งก็มีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหวเร็วเหมือนสุนัขคำนี้มักใช้ในการอธิบายพฤติกรรมของเด็กหรือวัยรุ่นโดยเฉพาะในช่วงที่พวกเขากำลังเติบโตและพัฒนาตัวเองซึ่งเป็นวิถีชีวิตไม่แน่นอนบางครั้งก็สงบเงียบบางครั้งก็กระตือรือร้นทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่สามารถคาดเดาได้ นอกจากนี้คำนี้ยังสามารถใช้เพื่อบรรยายถึงความผันผวนของอารมณ์ของบุคคลที่บางครั้งดีใจบางครั้งเศร้า แสดงถึงความไม่คงที่ทางอารมณ์