บทที่ 36 เธอทำได้ดีมาก
หลังจากออกจากร้านอาหารมา ลู่จั่นเหยียนก็อ้างว่ารถยังจอดอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจจึงรีบบอกลาฉีอวี้ทันที
เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ ทั้งสองก็เข้าไปในรถโดยที่เจียงจิ้งนั่งอยู่ฝั่งเบาะข้างคนขับและกำลังลูบท้องที่กินอิ่มจนแน่น
“เธอทิ้งฉันไว้โรงแรมใกล้ ๆ ก็พอ เอ๊ะ! เดี๋ยว…แล้วกระเป๋าเดินทางของฉันล่ะ!?”
“แย่แล้ว! ต้องทิ้งไว้ที่บาร์ของไอ้เลวนั่นแน่ ๆ จะทำยังไงดีล่ะ? ทั้งพาสปอร์ตและบัตรประชาชนของฉันยังอยู่ข้างในนั้นอยู่เลย”
“เธอไปพักที่ห้องฉันก่อนก็ได้”
ลู่จั่นเหยียพูดขึ้นมาและค่อย ๆ ขับรถออกไป
เธอจะหาเวลาไปเอากระเป๋าเดินทางคืนให้เพื่อนสนิทแน่นอน เพื่อไม่ให้เจียงจิ้งต้องติดต่อกับเฉิงสืออีก
“พักที่ห้องเธอเหรอ? ถ้าฉันไปพักด้วย... ฉีส่าวฉิงคงบ้าตายแน่ ๆ”
เจียงจิ้งยักคิ้วอย่างมีเลศนัย แต่กลับไม่รู้เลยว่าเรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดเลยแม้แต่น้อย ส่วนลู่จั่นเหยียนก็ไม่อยากอธิบายอะไรมากมาย จึงมุ่งหน้าขับรถไปที่ป๋ายเยี่ยนอพาร์ตเมนต์
…
“เธอกับฉีส่าวฉิงอยู่ที่นี่เหรอ? ฉันนึกว่าจะเป็นคฤหาสน์หรูซะอีก”
เจียงจิ้งเปิดประตูเข้าไปด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ความรู้สึกนั้นก็มลายหายไปในพริบตา
“ไม่คิดเลยว่าฉีส่าวฉิงผู้ยิ่งใหญ่จะเป็นผู้ชายที่ชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย”
ลู่จั่นเหยียนขี้เกียจจะอธิบาย แต่ก็ไม่อยากให้เข้าใจผิดอะไร เธอจึงหาชุดลำลองที่ดูเรียบร้อยมาให้เพื่อนสนิท
“ฉันอยู่คนเดียว”
“อะไรนะ?”
เจียงจิ้งตกใจทันทีที่ได้ยินแบบนั้น
อยู่คนเดียวเนี่ยนะ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“เจียงจิ้ง เธออย่าถามอะไรฉันเลย แต่เดี๋ยวเธอก็จะเข้าใจเอง”
เมื่อลู่จั่นเหยียนพูดจบก็ลุกขึ้นไปที่ห้องนอนเล็กทันที
อีกไม่นานความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉีส่าวฉิงในฐานะสามีภรรยาจะเหลืออยู่เพียงแค่สิบวันเท่านั้น และหลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้ากันทันที
จู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นกะทันหัน หญิงสาวหันไปมองหน้าจอแสดงสายเรียกเข้าด้วยแววตาตาลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรับสายนั้น
“สวัสดีค่ะคุณปู่”
[หนูเหยียน หนูกลับบ้านมาหน่อยได้ไหม? ปู่มีเรื่องอยากคุยด้วย]
ลู่จั่นเหยียนกำโทรศัพท์ในมือแน่นขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากได้ยินเสียงอ้อนวอนของคุณปู่ดังขึ้น เพราะเธอไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับฉีส่าวฉิงอีกแล้ว
[หลานสะใภ้ กลับมาเยี่ยมปู่แค่ครู่เดียวก็พอ ตกลงไหม?]
“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจะไปตอนนี้เลยค่ะ”
เพราะเธอไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงได้แต่พยักหน้ารับปากออกไป
“เจียงจิ้ง เธอจัดเตียงไปก่อนนะ ฉันจะไปข้างนอกครู่หนึ่ง เดี๋ยวกลับมา”
“เธอจะไปไหน?”
เจียงจิ้งเห็นสีหน้าของเพื่อนสนิทไม่ดี จึงยิ่งสงสัยในใจว่าใครโทรมากัน
“ไม่ต้องถามเยอะหรอก เดี๋ยวรีบกลับมา ในตู้เย็นมีโยเกิร์ต กินเยอะ ๆ แล้วก็ดื่มอะไรช่วยย่อยด้วยล่ะ”
ลู่จั่นเหยียนฝากฝังไว้เพียงสองสามคำ ก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วรีบออกไปทันที
ส่วนฉีส่าวฉิงก็ได้รับโทรศัพท์จากคนในตระกูลฉีเช่นกัน เขาจึงทิ้งเฉิงสือไว้ที่หน้าประตูผับหงเหยียน แล้วรีบกลับไปยังคฤหาสน์ของตระกูลฉี
แต่ทันทีที่เข้าประตูของคฤหาสน์หลังใหญ่ จู่ ๆ ก็มีของบางอย่างปามาที่หัวของเขาในพริบตา
แต่ยังโชคดีที่เขามีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็ว จึงเบี่ยงตัวหลบออก ส่วนของบางอย่างนั้นก็ชนเข้ากับถ้วยน้ำชาที่วางอยู่จนร่วงหล่นลงไปและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
“แกยังมีหน้ากลับมาอีกเรอะ!?”
ฉีส่าวฉิงเหลือบมองไปทางห้องรับแขกก็เห็นคุณปู่กำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าโกรธเคือง และน้ำเสียงที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“คุณพ่ออย่าโกรธไปเลยนะคะ ถึงอย่างไรเซี่ยงหว่านกับส่าวฉิงก็เคยเป็นแฟนกันมาก่อน และมันก็หมายความว่าเด็กคนนั้นไม่ได้เกิดหลังจากที่เขาแต่งงานกับลู่จั่นเหยียน ดังนั้นจะโทษส่าวฉิงไม่ได้นะคะ”
ฮั่วหมิงเซียงเกรงว่าลูกชายของเธอจะถูกทำร้าย จึงก้าวออกมายืนขวางไว้ข้างหน้าแล้วช่วยแก้ต่างทันที
เธอเองก็ไม่ชอบเซี่ยงหว่านสาวน้อยยากจนคนนั้น แต่ถ้าเทียบกับลู่จั่นเหยียนที่เอาแต่ใช้อำนาจครอบครัวกับคุณปู่มาข่ม เธอยังขอเลือกคนที่อ่อนโยนและควบคุมง่ายดีกว่า
“ไม่ให้โทษเขางั้นเหรอ!? ฮึ่ม! ฉีส่าวฉิง ฉันขอบอกแกเลยนะ ตราบใดที่ฉันยังไม่ตายก็อย่าหวังจะให้ผู้หญิงคนนั้นกับลูกของเธอเข้ามาในตระกูลฉี!”
“อีกเดี๋ยวหนูเหยียนก็จะมาที่นี่แล้ว แกรีบไปขอโทษและรับปากว่าต่อไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงข้างนอกพวกนั้นอีกซะ ได้ยินไหม!?”
ผู้เฒ่าฉีโกรธจนอยากจะเอาไม้เท้าทุบพื้นให้ทะลุ เพราะเขาอายุมากขนาดนี้แล้ว แต่ยังยอมสละหน้าไปขอร้องสาวน้อยมาตั้งหนึ่งเดือน ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าเด็กนี่จะใช้เวลาหนึ่งเดือนนี้ไปง้อหลานสะใภ้กลับมาก็แล้วกัน
แต่ไอ้หลานคนนี้กลับไปคลุกคลีกับเซี่ยงหว่านและเด็กที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนทุกวัน
นี่ตั้งใจจะทำให้คุณปู่โกรธจนตายใช่ไหม!?
“คุณพ่อคะ เด็กคนนั้นเป็นเหลนชายคนโตของคุณพ่อนะคะ อันที่จริงคุณพ่อก็หวังให้ส่าวฉิงรีบมีลูกออกมาให้พ่อเล่นแก้เหงา และตอนนี้ก็มีแล้ว คุณพ่อควรจะดีใจไม่ใช่เหรอคะ?”
ฮั่วหมิงเซียงไม่รอให้ฉีส่าวฉิงพูด แต่ก็รีบยอมรับหลานชายคนนั้นเข้ามา ทำเอาคุณปู่โกรธจนใบหน้าและลำคอแดงก่ำไปหมด
“เหลนชายคนโตของตระกูลฉีจะต้องเป็นลูกที่ออกมาจากท้องของหนูเหยียนเท่านั้น! ไอ้เด็กนี่! ฉันสั่งให้นายตัดขาดกับผู้หญิงคนนั้นทันที หากเธอต้องการเงินเท่าไหร่ ฉันให้ได้หมด!”
ชั่วชีวิตนี้ที่ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน ผู้เฒ่าฉีก็ไม่เคยใช้เงินซื้อใจคนเลยสักครั้ง แต่ถ้าหากครั้งนี้แก้ปัญหาได้ด้วยเงิน ท่านก็จะยอมจ่ายไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการเท่าไหร่ก็ตาม
“คุณปู่ครับ ผมคงทำตามคำขอของคุณปู่ไม่ได้”
ฉีส่าวฉิงเปิดปากพูดและใบหน้าหล่อเหลาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา ก่อนจะเหลือบมองลู่จั่นเหยียนที่ยืนอยู่ตรงประตู
“ผมจะไม่ใช้เงินไล่พวกเขาทั้งคู่ไป”
ลู่จั่นเหยียนกำมือแน่นอยู่ข้างตัว และขาแข็งทื่อโดยไม่รู้ว่าจะก้าวเข้าไปอย่างไร เพราะเมื่อครู่เธอได้ยินทั้งหมด และยังคาดหวังให้ฉีส่าวฉิงพยักหน้าตกลงตามคำขอของคุณปู่
แต่สิ่งที่คาดหวังเอาไว้ก็มักจะไม่ได้รับเสมอ
เมื่อสามปีก่อนเขาจะโต้เถียงกับคุณปู่เพื่อเซี่ยงหว่าน และสามปีถัดมาเขายังคงปฏิเสธคุณปู่เพื่อเซี่ยงหว่านเช่นเดิม
ผู้หญิงคนนั้นคงพูดถูกจริง ๆ
ลู่จั่นเหยียนคนนี้เป็นเพียงแค่คนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้แม้แต่หัวใจของชายหนุ่มคนนี้ด้วยซ้ำ
ทว่าหัวใจของเธอกลับเจ็บแทน
ผู้เฒ่าฉีเห็นหลานสะใภ้ยืนอยู่ที่ประตู จึงรีบใช้ไม้เท้าผลักฉีส่าวฉิงออกไปทันที อีกทั้งสายตาที่เคยโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่กลับอ่อนโยนลงอย่างมาก
“หนูเหยียน กลับมาแล้วเหรอ?”
“คุณปู่เรียกหนูกลับมามีอะไรรึเปล่าคะ?”
ลู่จั่นเหยียนกลั้นความขมขื่นเอาไว้ในใจ และก้าวเดินเข้าไป แต่กลับไม่มองไปทางฉีส่าวฉิง ทว่ายังรู้สึกได้ถึงสายตาเย็นยะเยือกที่จ้องมายังใบหน้าของเธอโดยไม่ละสายตา
“ปู่อยากบอก…แม้ว่าข้างนอกจะมีใครก็ตาม แต่หนูคือภรรยาเพียงคนเดียวของฉีส่าวฉิง”
“คุณปู่คะ กำหนดหนึ่งเดือน และเหลืออีกเพียงสิบวันนะคะ”
อันที่จริงเธอเข้าใจความปรารถนาดีของคุณปู่ แต่เธอก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ เพราะการปรากฏตัวของเซี่ยงหว่านและเด็กคนนั้นทำให้หญิงสาวหมดความอดทนแล้ว
ลู่จั่นเหยียนไม่รู้ว่าจะทนหน้าด้านต่อไปได้อย่างไร ถึงแม้จะไม่มีความสุขในตอนนี้ แต่ก็ยังจะยึดตำแหน่งภรรยาของฉีส่าวฉิงไว้ไม่ยอมปล่อย
“หนูเหยียน หนูจะให้โอกาสฉีส่าวฉิงอีกครั้งหน่อยได้ไหม?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เฒ่าฉีจางหายไป เพราะเดิมทีคิดว่าหลานชายตัวดีจะช่วยบริษัทลู่ให้ผ่านพ้นวิกฤต แล้วทั้งสองคนนี้ก็น่าจะมีโอกาสกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง
แต่กลับไม่คิดว่าจะมีเซี่ยงหว่านและเด็กคนนั้นโผล่มาขัดขวางเสียก่อน
“คุณปู่คะ หนูไม่อยากเป็นอุปสรรคต่อความสุขของเขาค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนเงยหน้าขึ้น และจ้องกับดวงตาคู่นั้นที่ฝังลึกในความทรงจำ
เธอไม่อยากเป็นอุปสรรคต่อเขากับเซี่ยงหว่านอีกต่อไปแล้ว ให้พวกเขาทั้งสามคนมีความสุขกันไปเสียดีกว่า
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของฉีส่าวฉิงก็ยิ่งหม่นหมองลง และยังกำมือที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงแน่นขึ้น
ช่างเป็นคำพูดที่ดีจริง ๆ ว่าไม่อยากเป็นอุปสรรค… แต่ที่จริงเธอกำลังรีบหาความรักใหม่ต่างหาก!
“ไอ้เด็กบ้า พูดมาเลย!”
ไม้เท้าในมือของผู้เฒ่าฉีตีลงบนตัวเขาอย่างแรง อีกทั้งสายตาของชายชราก็เต็มไปด้วยความร้อนใจอย่างมาก
เพราะเขามองออกว่าในใจของหลานสะใภ้นั้นรักส่าวฉิงจริง ๆ และถ้าหากหลานชายตัวดีสามารถประคองความรักเอาไว้ได้ จะทำให้หลานสะใภ้ก็ยังคงให้โอกาสอีกครั้งอยู่บ้าง