หลังจากรันต์กลับไปแล้ว รินนั่งอยู่คนเดียวในรถที่จอดอยู่ข้างโกดัง
มือของเธอวางอยู่บนพวงมาลัยเฉยๆ เพราะร่างกายที่เธอสวมอยู่รู้สึกหนักกว่าปกติ ผลพวงจากการใช้จุมพิตลวงตาที่ยมทูตเตือนไว้ ไม่ใช่ความเ็ป แต่เป็ความอ่อนล้าที่ซึมเข้ามาในกระดูกราวกับมีใครดึงพลังงานออกไปทีละนิด
เธอไม่ได้วางแผนจะใช้พลังนั้นกับรันต์ มันออกมาเองโดยสัญชาตญาณในตอนที่เธอรู้ว่าเขาจะไม่เชื่อคำพูดเปล่าๆ และมันได้ผล แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน
เหลืออีก 88 วัน เพราะเธอเพิ่งใช้พลังไปหนึ่งครั้งโดยไม่ได้วางแผน
รินสูดหายใจเข้าลึก กดสตาร์ทรถ แสงไฟหน้ารถสว่างขึ้นส่องไปที่ผนังโกดังมืดข้างหน้า เธอถอยรถออกจากที่จอดช้าๆ
ระหว่างขับกลับเข้าเมือง เธอนึกถึงสิ่งที่รันต์พูดก่อนจะแยกย้ายกัน
“ไม่มีแผนการไหนสำคัญกว่าชีวิตของคุณ”
เขาพูดมันด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง ราวกับเขาไม่ได้พูดตามหน้าที่เท่านั้น
รินไม่แน่ใจว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับเื่นั้น
เธอไม่ได้คาดว่าจะมีคนห่วงใยนิชา ครอบครัวของนิชาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วั้แ่วันแรก แต่รันต์ไม่ได้มองเห็นนิชา เขามองเห็นอะไรบางอย่างข้างหลังนิชา
รินไม่รู้ว่านั่นน่ากลัวหรือน่าโล่งใจกว่ากัน
รถแล่นเข้าสู่ถนนใหญ่ แสงไฟเมืองเริ่มปรากฏขึ้นข้างหน้า
รถต่อบลูทูธอัตโนมัติ และเล่นเพลงที่เธอไม่รู้จัก แม้จะเล็กน้อย แต่มันกลับยิ่งย้ำเตือนว่าเธอกำลังสวมร่างคนอื่น
เธอเอื้อมมือไปปิด และขับต่อในความเงียบ
วันเสาร์นี้เธอจะนั่งตรงข้ามวินอีกครั้ง แต่คราวนี้จะมีรันต์และทีมของเขาอยู่ในระยะ มีเอกสารที่รันต์จะใช้ขอหมายค้น และมีพลังที่ยังหลงเหลืออยู่ที่ริมฝีปากของเธอถ้าถึงคราวต้องใช้
ครั้งหน้าเธอจะพร้อมกว่าเดิม
วันต่อมา รินกับรันต์นัดพบกันอีกครั้ง ณ โกดังแห่งเดิมที่เหม็นฝุ่น
รันต์นั่งลงบนลังไม้เก่าข้างตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนรินยืนอยู่ห่างออกไปสี่ก้าว
“ผม้าคำอธิบาย ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน” รันต์พูด
“ฉันรู้ค่ะ” รินตอบ แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าถือที่วางพาดบนตู้คอนเทนเนอร์ เธอดึงซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาวางลงบนลังไม้ข้างรันต์
“เปิดดูก่อนค่ะ”
รันต์มองซองนั้นสักครู่ก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่าน
ภายในบรรจุเอกสารสามชุด ชุดแรกเป็รายการเดินบัญชีของบริษัทนอมินีที่เชื่อมโยงกับชื่อกวินทร์ มีรายการสั่งซื้อสารเคมีฟอร์มาลีนและยาสลบในปริมาณที่เกินความ้าทางการแพทย์ปกติ
ชุดที่สองเป็บันทึกพิกัดจีพีเอสของรถกวินทร์ในคืนที่เหยื่อแต่ละรายหายตัวไป
ชุดที่สามเป็เอกสารขออนุญาตต่อเติมห้องเก็บไวน์ใต้ดินของคฤหาสน์ศิริวัฒน์ที่ยื่นไว้กับสำนักงานเขตเมื่อหลายปีก่อน
เมื่อวางเทียบคู่กับใบเสร็จสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากผู้รับเหมา ก็เห็นได้ชัดว่าปริมาณคอนกรีตและเหล็กเสริมที่สั่งมากเกินกว่าห้องเก็บไวน์ขนาดที่แจ้งไว้ในเอกสารจะต้องใช้เกือบสามเท่า
“ข้อมูลพวกนี้… คุณไปได้มาจากไหน?” รันต์อ่านจบแล้วนิ่งไปสักครู่
“ตระกูลวรโชติธนัชชนันท์มีทีมตรวจสอบธุรกิจของตัวเองค่ะ ปกติใช้ตรวจสอบคู่แข่งหรือพาร์ตเนอร์ก่อนร่วมทุนด้วย เรามีนักบัญชีนิติเวชกับนักสืบเอกชนที่เก่งที่สุดในประเทศ ฉันแค่บอกพ่อว่าอยากเช็กประวัติกวินทร์ก่อนจะให้ศิริวัฒน์กรุ๊ปเข้ามาร่วมทุนกับตระกูล เขาก็สั่งให้ทีมทำโดยไม่ถามอะไรมาก เพราะเป็เื่ที่ทำกันเป็ปกติอยู่แล้ว”
รันต์เงยหน้าขึ้นมองเธอ “แล้วพวกเขารู้ไหมว่ากำลังขุดคดีฆาตกรรม ไม่ใช่แค่ตรวจสอบธุรกิจ”
“ไม่รู้ค่ะ พวกเขาแค่ทำงานตามที่สั่ง ไม่มีใครรู้ว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ”
รันต์พับเอกสารกลับเข้าซอง เก็บใส่กระเป๋าสูท “สมมติว่าผมเชื่อคุณ แล้วคุณ้าให้ผมทำอะไร”
“ฉันมีนัดกินข้าวกับกวินทร์อีกรอบในวันเสาร์นี้ เขากำลังเข้าหาฉันในแบบเดิมที่เขาเคยทำกับเหยื่อทุกคน ฉัน้าให้คุณส่งทีมจับตาดูในระยะ ไม่ต้องบุ่มบ่าม ไม่ต้องเข้าแทรกแซง จนกว่าฉันจะส่งสัญญาณ”
รันต์ลุกขึ้นยืน “นั่นหมายความว่าคุณจะเอาตัวเองเป็เหยื่อล่อ”
“ใช่ค่ะ”
“กวินทร์ไม่ใช่คนโง่ ถ้าเขาจับพิรุธได้แม้แต่นิดเดียว…” รันต์หยุดกลางประโยค แต่ทั้งคู่รู้ว่าประโยคนั้นจบยังไง
“ฉันรู้ดีค่ะ” รินตอบ เสียงของเธอนิ่งไม่เปลี่ยน
“แล้วคุณยังอยากทำ?”
“ฉันต้องทำค่ะ”
รันต์มองหน้าเธอนาน ในแววตาของเธอไม่มีความกล้าหาญแบบบ้าบิ่น ไม่มีการเสแสร้ง มีแค่ความตั้งใจที่นิ่งและหนักแน่นจนเขาพูดอะไรไม่ออก
เขาเคยเห็นแววตาแบบนี้มาก่อน ในคนที่สูญเสียบางอย่างไปแล้วตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทำอะไรบางอย่างกับมัน
“คุณรู้จักกับรินรดาเป็การส่วนตัวแค่ไหน” เขาถามอีกครั้ง
รินไม่ตอบทันที เธอเงยหน้ามองช่องแสงบนหลังคาโกดังที่แดดบ่ายเริ่มส่องเข้ามา
“รู้จักดีพอที่จะรู้ว่ารินรดาไม่สมควรตายแบบนั้นค่ะ”
รันต์เลือกที่จะหยุดถามไว้แค่นั้นในตอนนี้
พวกเขาคุยรายละเอียดแผนการกันต่ออีก 20 นาที แต่ทุกคำตอบของริน ทำให้รันต์รู้สึกว่าเธอยังปิดบังอะไรไว้อีกมาก
ก่อนแยกย้ายกัน รันต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์บางอย่าง แล้วส่งหน้าจอให้รินดู
“เบอร์นี้เป็เบอร์ส่วนตัว ถ้าเกิดอะไรขึ้นโทรมาได้ตลอด ผมรับตลอด 24 ชั่วโมง”
รินพยักหน้าเงียบๆ
“และถ้าคุณรู้สึกว่าอันตรายเกินไป ก็ถอนตัวได้ทันที” รันต์พูดต่อ
รินเงยหน้าขึ้นมองเขา
เขาไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร แต่บางอย่างในแววตาของเธอเปลี่ยนไป แม้จะไม่มาก แต่เขาก็สังเกตเห็น
“ขอบคุณค่ะผู้กอง” เธอพูดเบาๆ แล้วเดินออกไป
รันต์ยืนอยู่คนเดียวในโกดัง แล้วหยิบโทรศัพท์โทรหาลูกน้องที่ไว้ใจได้มากที่สุดในทีม
“เอก เสาร์นี้เรามีงานเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้คุณนิชา เดี๋ยวผมจะส่งรายละเอียดให้ทีหลัง”
“คดีนั้นสินะครับ” ลูกน้องถามโดยไม่ต้องบอกชื่อคดี
“ใช่” รันต์ตอบสั้นๆ แล้ววางสาย
เขาเดินออกจากโกดัง แดดบ่ายแผดเต็มหน้า จนเขาต้องยกมือขึ้นป้องแดด
รันต์ขับรถออกจากถนนลูกรัง กลับเข้าสู่ถนนใหญ่ ในหัวของเขามีคำถามหลายข้อที่ยังไม่มีคำตอบ แต่มีคำถามหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองรู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้
เขาเปิดแฟ้มรูปถ่ายในโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ภาพนิชาหน้าสตูดิโอรินรดา มือกุมราวเหล็ก สายตาจ้องเข้าไปในห้องมืด
รูปถ่ายรินรดาในแฟ้มคดี ดวงตาที่อ่อนหวาน ยิ้มกว้าง
ยิ่งมอง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่านิชาช่างเหมือนรินรดาเหลือเกิน
แต่ไม่ว่านิชาจะเป็ใคร เธอ้าจับกวินทร์ และเขาก็เช่นกัน
แค่นั้นมันพอแล้วสำหรับเขาในตอนนี้
เหลืออีก 87 วัน