คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 หวนคิดถึงความขมขื่นยิ่ง

            หลัวจิ่งหวนรำลึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันเดียวกันขึ้นมามารดากำลังพาเขาเข้าไปจุดธูปบูชาในห้อง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลานบ้านเท่าไร มีองครักษ์พบว่าเหตุการณ์บางอย่างผิดปกตินักมารดาจึงส่งองครักษ์ไปสืบข่าวล่วงหน้า ข่าวที่สืบได้กลับมาทำให้มารดาตื่นตระหนกจนหน้าถอดสีเมื่อสติกลับคืนจึงพาเขาขึ้นรถม้าคิดจะไปหาสถานที่หลบซ่อน แต่กลับตกใจกับทหารทางการที่มาล้อมรอบจวนทหารม้าสี่นายพาทหารราบอีกสิบกว่านายมาเกือบจะล้อมรอบพวกเขาไว้แล้ว มารดาตะโกนหนึ่งเสียงกับคนบังคับรถม้าด้วยความตะลึงงันคนบังคับม้าจึงรีบเร่งตบม้าห้อตะบึงออกไป

             องครักษ์ที่ติดตามมาอยู่ขัดขวางการไล่ตามของทหารอยู่พักหนึ่ง ทำให้รถม้ามีทางหนีทีไล่ได้ผ่อนลมหายใจตลอดเส้นทางเร่งรีบไปยังประตูเมืองที่ใกล้ที่สุด น่าเสียดายที่เพิ่งออกจากประตูเมืองได้ไม่นานก็มีทหารม้าสี่นายไล่ตามหลังมาจากระยะไกล สีหน้ามารดาซีดขาวและกอดหลัวจิ่งไว้ด้วยความสั่นเทาไปทั้งตัวในปากกล่าวไม่หยุด “จิ่งเอ่อร์ อย่ากลัว”

             คนขับรถม้าพุ่งเข้าไปถนนเส้นเล็กข้างทางอย่างไม่มีทางเลือกตลอดทางเลียบๆ เคียงๆ ตามทางภูเขาไปข้างหน้า เสียงตะโกนอันดุดันของทหารที่ไล่กวดราวกับว่ายิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆคนขับรถม้าทำอะไรไม่ถูกจึงตัดสินใจเฆี่ยนหลังม้าด้วยความตกใจ ม้าถูกเฆี่ยนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดทำให้รถม้าเลี้ยวอย่างฉับพลันบนทางภูเขาขรุขระ จนตู้เกวียนไปชนเข้ากับหินก้อนใหญ่ที่อยู่ข้างทางในเวลานั้นคนขับรถม้าถูกสะบัดออกห่างไปหลายเมตร ส่วนมารดากับเขาสองคนในรถกระเด็นออกมาจากตู้เกวียนอย่างจนตรอกกลิ้งลงไปอยู่ข้างทาง ส่วนม้าตัวนั้นลากรถเปล่าควบอย่างรวดเร็วไปต่อไม่หยุด

             มารดาไม่สนใจร่างกายที่ตกลงมาจนเจ็บของตนเองรีบประคองหลัวจิ่งลุกขึ้น ริมฝีปากกล่าวปลอบเขาด้วยความสั่นเทา “ไม่เป็นไรไม่เป็นไร”

             เสียงกีบม้าที่ควบเร็วมาจากด้านหลังเหมือนหัวใจของนางที่จังหวะบีบเร่งเหมือนจะเอาชีวิตสมองของหลัวจิ่งยังคงงงงันและทันใดนั้นก็ได้สติขึ้นมา “ท่านแม่พวกเราลุกขึ้นไปหลบซ่อนก่อนเถิด”

             มารดาพยักหน้าโดยมิรอช้าวิ่งก้าวยาวๆ โดยไม่รั้งฝีเท้ามุ่งเข้าป่าที่อยู่ลึกเข้าไป คนขับรถม้าที่ตกลงมาอยู่ด้านข้างจึงรีบลุกขึ้นตามติดเพื่อหลบหนี

             หลังจากทั้งสามคนนั่งยองๆหลบอยู่หลังกองพุ่มไม้เตี้ย ม้าเร็วสี่ตัวทั้งสูงทั้งใหญ่ทยอยปรากฏอยู่ตรงหน้าพุ่มไม้พวกเขาหลังจากนั้นจึงเปลี่ยนทิศ มุ่งไปยังทิศทางรถม้าต่อไป

             สามคนผ่อนลมหายใจเฮือกหนึ่งเบาๆสีหน้ามารดาขาวซีด สองมือที่ประคองหลัวจิ่งเย็นเยือก กล่าวกับเขาด้วยเสียงสั่น“จิ่งเอ่อร์ เกรงว่าที่บ้านจะถูกองค์ไท่จื่อปิดล้อมไว้แล้วไม่กี่วันก่อนบิดาเจ้ายังตระเตรียมให้ข้าพาพวกเจ้าเล็กๆไม่กี่คนไปหลบซ่อนในหมู่บ้าน แต่คาดไม่ถึงนัก ว่าองค์ไท่จื่อจะกล้าบุ่มบ่ามเช่นนี้องค์ฮ่องเต้เพียงพระวรกายประชวร เขากลับกล้าลงมือหนักเช่นนี้บ้าน…กลับไปไม่ได้แล้ว พวกเราทำได้เพียงหลบซ่อนก่อน”

             มารดาน้ำตานองหน้าสั่นระริกไปทั้งตัว

             “ท่านแม่ พวกเราไปหาพี่ใหญ่เถิด”หลัวจิ่งเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาหลวงของจวนสกุลหลัวในลำดับที่เล็กที่สุดตั้งแต่เด็กถูกที่บ้านประคบประหงมอยู่กลางอุ้งมือคอยปกป้องอย่างระมัดระวังแม้สกุลหลัวจะไม่นับว่าเป็นครอบครัวกลุ่มปัญญาชนที่มีอำนาจราชศักดิ์เก่าแก่ร้อยปีแต่ท่านปู่ของเขาเป็นบัณฑิตฮั่นหลิน [1] ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ลำดับที่สองบิดาเป็นกวงลู่ซื่อชิง [2] จากลำดับที่สามแล้วยังมีท่านอาที่เป็นบัณฑิตประจำสำนักราชเลขาธิการ ล้วนเป็นขุนนางที่มีชั้นยศ เป็นกลุ่มตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีชื่อเสียงสูงมากขณะเดียวกันยังเป็นหินหลักกลางกระแสชล [3] ด้วยไหนเลยจะคิดว่าจู่ๆ ระหว่างนั้น ในตระกูลจะประสบกับภัยครั้งใหญ่เช่นนี้

             หลัวจิ่งกัดฟันเสียจนดังกึกๆด้วยความโกรธแค้น หลัวรุ่ยพี่ชายคนโตกำลังต่อต้านข้าศึกที่มาจากภายนอกอยู่ชายแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือส่วนองค์ไท่จื่อองค์นี้กลับต้องการค้นบ้านยึดทรัพย์และฆ่าทั้งครอบครัวของเขา

             “นี่…” มารดาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นึกถึงบุตรชายคนโตที่อยู่ชายแดนห่างไกลขึ้นได้ตอนแรกคิดว่าชายแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือสุขสงบร่มเย็น แต่การสมัครเข้าร่วมเป็นทหารความเสี่ยงกลับมากนักนางจึงคัดค้านบุตรชายที่จะเข้าร่วมเป็นทหาร แต่ตอนนี้ กลับปีติยินดีอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้บุตรชายคนโตไม่อยู่เมืองหลวงและทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นขอบเขตอำนาจของพระราชบุตรองค์ที่สี่พระราชบุตรองค์ที่สี่ตั้งมั่นอยู่ชายแดน ป้องกันกลุ่มชาติพันธุ์ภายนอกมาหลายปีรากฐานองค์ไท่จื่อไม่มั่นคงนัก น่าจะไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกับพระราชบุตรองค์ที่สี่เป็นการชั่วคราวหลัวรุ่ยพักอยู่ที่นั่นนับว่าปลอดภัยแล้ว

             “ฟู่ ฟู่เหริน คุณชายเจ็ด พวกเรารีบลุกไปหาสถานที่หลบซ่อนกันเถิดรถม้านั่นไม่มีคนขับอีกเดี๋ยวก็หยุดลงแล้ว ในไม่ช้าทหารทางการก็จะหันกลับมาทางนี้ได้”จูเต๋อเซิ่งคนบังคับรถม้าเตือนด้วยความกลัวจนใจเต้นรัวและตัวสั่น

             เมื่อมารดาได้ฟังใบหน้าก็ซีดลงหลายส่วนอีกครั้ง“ใช่ ใช่ หลบซ่อนภัยนี้ก่อนค่อยว่ากัน

             นางจูงหลัวจิ่งขึ้นแล้วเดินไปทางป่าเขาที่ลึกเข้าไปแต่... มารดาชีวิตอยู่ดีกินดีมาหลายสิบปี เส้นทางภูเขาเลี้ยวลดคดเคี้ยววกวนเดินได้ไม่กี่ก้าวลมหายใจก็ถี่กระชั้นแล้ว

             เป็นไปดั่งคาดสามคนเดินไปได้สักพัก เสียงกีบม้าก็วนกลับมาอีกครั้ง “ต้องอยู่แถวนี้เป็นแน่ด้านนั้นยังมีรอยเท้าไม่น้อย”

             “ลงจากหลังม้า ค้นหา”

             ได้ยินเสียงจากระยะไกลของทหารที่ไล่ตามขึ้นเขามาค้นหานัยน์ตามารดาทอความสิ้นหวัง การเดินเท้าเช่นนี้ของนางคงจะวิ่งไม่ไหวแน่ๆนางใช้แรงกอดหลัวจิ่งเอาไว้อย่างตัวสั่น “จิ่งเอ่อร์ ยู่เซิงของข้าเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีต่อไป”

             ทันใดนั้นนางผลักเขาออกอย่างเต็มแรงหันไปยังคนบังคับรถม้า กล่าวเสียงเบา แววตาแฝงไว้ด้วยการรอคอยและวิงวอน“เจ้าชื่อจูเต๋อเซิ่งกระมัง เป็นญาติห่างๆ ของพ่อบ้านจูล่ะสิเวลานี้ทำได้เพียงต้องพึ่งเจ้าแล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะแยกทหารให้ไล่ตามข้าไปเจ้าพาคุณชายเจ็ดลุกขึ้นไปหลบซ่อนก่อน หากเป็นไปได้ให้พาเขาหลบซ่อนไปก่อนสักปีสองปี”ระหว่างที่พูดคุยมารดาก็เอากำไลทองกำไลหยกที่สวมบนมือ ดึงปิ่นปักผมทอง เครื่องประดับหยกบนศีรษะทั้งหมดออกมาแล้วยัดใส่มือให้คนขับรถม้าทั้งหมด จูเต๋อเซิ่งรับมาด้วยอาการสั่นเทา “ฟู่ ฟู่เหรินนี่ นี่…”

             เสียงจังหวะฝีเท้าของทหารที่ค้นหาบนเขายิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆมารดาดึงหลัวจิ่งมาให้พวกเขาหลบซ่อนอยู่หลังก้อนหินใหญ่กองหนึ่ง “ยู่เซิง จำไว้หลบซ่อนก่อน มีชีวิตต่อไปสกุลหลัวถึงจะมีความหวังหลังจากนี้ค่อยไปหาพี่ใหญ่ของเจ้า จูเต๋อเซิ่ง ไหว้วานเจ้าแล้ว” กล่าวจบมองหลัวจิ่งหนึ่งทีอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงยกชายกระโปรงขึ้นวิ่งก้าวยาวๆไปยังทิศทางอีกฝั่งหนึ่ง

             “ไม่…” หลัวจิ่งก้าวเท้าขึ้นคิดจะไล่ตามหลังไป จูเต๋อเซิ่งคว้าตัวไว้“คุณชาย ท่านอย่าให้ความทุ่มเทของฟู่เหรินเสียแรงเปล่า หากออกไปไม่เพียงแต่ฟู่เหรินถูกจับกุมไว้เท่านั้นแต่ท่านเองก็หนีไม่พ้น สกุลหลัวจะไม่มีคนร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมแทนพวกเขาแล้ว”

             จูเต๋อเซิ่งดึงหลัวจิ่งที่ต่อสู้ดิ้นรนจะไปยังทิศทางข้างหน้าที่มารดาวิ่งออกไปป่าไม้ตรงหน้าสะท้อนเสียงตะโกนของทหารไล่ตาม หลัวจิ่งดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำและกัดริมฝีปากแน่นแววตาอันลึกซึ้งก่อนจากของมารดาทิ่มแทงใจเขาเจ็บปวดนัก ทำได้เพียงปล่อยให้จูเต๋อเซิ่งลากตนเองที่เดินขากะเผลกไปตามทางนับตั้งแต่สถานการณ์ในป่าที่ถอยหลังจากมา ตลอดทางหลังจากนั้นได้กลายเป็นฝันร้ายของเขาทุกครั้งที่ตกใจตื่นกลางดึก ความโศกเศร้าขนาดมหึมาก็กดทับเสียจนเขาหายใจไม่ออก

             ครั้นหลัวจิ่งอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว มักจะหวนรำลึกถึงความโศกเศร้าที่ทำให้เขาหายใจไม่ออกเช่นนั้นขึ้นมาบ่อยๆเมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะกัดฟันสู้พยายามอดทนความเจ็บปวดอย่างสุดความสามารถเสมอกัดริมฝีปากของตนเองจนเลือดสีแดงฉานไหลออกมาไม่หยุดอยู่บ่อยๆ

             เจินจูเคาะประตูห้องเบาๆเห็นว่าไร้คนตอบกลับ จึงผลักประตูเข้ามา หลัวจิ่งที่นอนบนเตียง กัดฟัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานเลือดสีแดงฉานเล็กน้อยไหลซึมออกจากปาก เจินจูรีบก้าวมาข้างหน้า ตบหลัวจิ่งเบาๆ“ยู่เซิง ยู่เซิง ตื่นสิ ตื่นสิ”

             น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นต่อเนื่องเบาๆหลัวจิ่งขมวดคิ้วแล้วผ่อนคลายลงช้าๆ รูม่านตาที่อ่อนแรงค่อยๆ ปรับระยะความชัดแล้วมองตามไปยังทิศทางของเสียงใบหน้าย้อนแสงของเด็กสาวอ่อนโยนเป็นพิเศษ

             “ยู่เซิง ยู่เซิง เจ้าตื่นแล้ว? ฝันร้าย? ไม่ต้องกลัว ฝันร้ายจะกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม ต่อไปเจ้าจะดีขึ้นได้” เสียงของเด็กสาวนุ่มนวลอ่อนโยนปลอบจิตใจที่สั่นเทาของหลัวจิ่งราวกับสายลมอ่อนๆ เย็นสบายพัดกระจายเมฆหมอกครึ้ม แล้วม้วนตัวกลับมาร้อนผ่าวภายในใจเขาอยู่พักหนึ่ง

             “อย่ากลัว อย่ากลัว เด็กผู้ชายต้องเข้มแข็งหน่อย”ภูมิหลังของยู่เซิงคนร่อนเร่ผู้นี้ต้องมีเรื่องราวเจ็บปวดใจที่ไม่มีใครรู้แน่นอนในแววตาของเขามีอารมณ์เชิงลบมากเกินไป ในบ่อโคลนเลนที่รวมเอาความรู้สึกสับสนอ่อนแอ ความเจ็บปวดทรมาน ความเคียดแค้นพันไว้ด้วยกัน จึงทำให้เขาหล่นลงไปในหลุมลึกของความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน

             เจินจูไม่อยากสืบสาวความลับในนั้นแต่ละวันบนโลกแสดงให้เห็นทุกข์สุขของการพบปะแล้วลาจากมากมายเพียงใด และการจากลาที่กว่าจะพบกันอีกครั้งก็ไม่ง่ายเลยตราบใดที่มีชีวิตอยู่ จะต้องประสบพบเจอผ่านไปได้ด้วยตนเองมนุษย์อ่อนแอตัวเล็กเพียงนิด เกิด แก่ เจ็บ ตาย เคียดแค้นบ้านเกิดเกลียดชังประเทศ [4] สงครามนับไม่ถ้วน นางมิใช่พระแม่มารีย์ กอบกู้ชีวิตใครไม่ได้ทุกสิ่งที่นางทำได้ขณะนี้ คือฟื้นฟูให้อาการบาดเจ็บเขาดีขึ้นเรื่องหลังจากนี้นางจัดการไม่ได้แล้ว

             ชุ่ยจูยืนมองเด็กชายที่ชื่อยู่เซิงผู้นี้อยู่ด้านหลังอย่างประหลาดใจรอยแผลทั่วใบหน้าและสีอมเขียวเกิดขึ้นพร้อมกัน หน้าบวมเสียจนมองเครื่องหน้าไม่ออกเลยมุมปากมีร่องรอยเลือดสีแดงฉานเล็กน้อยน่าตกใจเสียจนชุ่ยจูหดศีรษะไปหลบอยู่เบื้องหลังของเจินจู

             หลัวจิ่งค่อยๆสงบจิตใจลง แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกคนมองทะลุจิตใจอดไม่ได้ที่จะย้ายสายตาออกไปมองสิ่งอื่นและนิ่งเงียบ

             เจินจูไม่ได้โกรธจิตวิญญาณของนางเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งจะโต้เถียงอะไรกับเด็กชายที่ช่วงเวลาสองกลาง [5] ตอนนั้นจึงยิ้มบางๆ แล้วใช้เสื้อผ้าเก่ารองศีรษะให้เขา “ยู่เซิงดื่มน้ำสักเล็กน้อยให้ชุ่มคอก่อน อาหารกลางวันยังต้องรออีกสักครู่”ป้อนน้ำร้อนที่ผสมน้ำแร่จิตวิญญาณลงไปทีละช้อนๆ

             หลัวจิ่งมองเด็กสาวแวบหนึ่งมุมปากอมยิ้มท่าทางลมเบาเมฆจาง [6] ท่าทางของนางที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจเย็นราวกับไม่คิดเล็กคิดน้อยในท่าทีของเขาแม้เพียงนิดนั่น กลับยิ่งทำให้เขาเอาแต่ใจและไม่สบอารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีกน้ำอุ่นหวานบริสุทธิ์ที่ดื่มลงไปถึงในท้อง ช่วยปลอบประโลมให้จิตวิญญาณที่กระสับกระส่ายไม่สงบของเขาชุ่มชื้นผ่อนคลายเขาจึงเปิดปากกล่าวความรู้สึกภายในใจ “ขอบคุณ!”

             เจินจูเลิกคิ้วแสดงออกว่าแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยที่ไม่สบอารมณ์จะกล่าวขอบคุณ เฮอ...เด็กน้อยที่มีมารยาททำให้คนชอบกว่ามากจริงๆ “ไม่ต้องขอบคุณ เจ้าพักอีกสักหน่อยอย่าฝันร้ายอีกนะ คนที่มีชีวิตอยู่เอาแต่คิดเรื่องไม่ดีอยู่ตลอดไม่ได้หรอกต้องมุ่งไปข้างหน้ามองโลกในแง่ดีให้มากไว้”

             เจินจูปลอบโยนไปเรื่อยเปื่อยบางคำกล่าวอ้อมๆ ให้ตรงประเด็น ไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมามากนักหรอก

             หลัวจิ่งเงียบเจินจูก็ไม่เอามาใส่ใจ แล้วยกถ้วยออกจากห้องไป ชุ่ยจูตามติดตลอดทางเมื่อห่างออกมาไกลจึงถามอย่างแปลกใจ “เจินจู เขาบาดเจ็บรุนแรงมากนักทั่วทั้งใบหน้ามองแล้วทำให้คนตกใจจริงๆ เจ้าไม่กลัวหรือ?”

             “มีอันใดน่ากลัวกัน เขาได้รับบาดเจ็บและขาหัก ยังจะสามารถทำอันใดท่านได้”เจินจูมองนางอย่างขบขันแล้วกล่าว

             “แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ใบหน้านั่นบวมเสียจนทำให้คนตกใจมากนักผู้ใดใจอำมหิตเช่นนั้น จึงทุบตีคนจนกลายเป็นเช่นนี้ได้” ชุ่ยจูยังคงตบหน้าอกเบาๆขัดแย้งอยู่ภายในใจเล็กน้อย

             “อื้ม เช่นนั้นท่านอย่าเข้าไปเยี่ยมเขาก็พอ การบาดเจ็บของเขามองแล้วน่ากลัวนักที่จริงผ่านไปสิบกว่าวันก็หาย ถึงตอนนั้นก็ไม่ทำให้คนตกใจแล้ว” เจินจูกล่าวตอบ

             “หายได้เร็วเช่นนี้?”

             “เร็วที่ไหนกัน เด็กน้อยใหม่เก่าสับเปลี่ยน [7] เร็วนักหากอาการบวมหายไปก็ดีขึ้นเร็วแล้ว”

             “ใหม่เก่าสับเปลี่ยนคืออันใดหรือ?”

             “เอ่อ… ไม่ใช่ หมายความว่าเด็กน้อยโตเร็วนัก ท่านไม่เห็นครั้งก่อนที่หน้าผากข้ากระแทกแล้วพันศีรษะอยู่ไม่กี่วันก็หายแล้วหรือ”

             “เอ๋... ใช่แล้ว ครั้งก่อนเจินจูก็ดูรุนแรงนัก แต่ดีขึ้นได้เร็วมากจริงๆ”

             “ฮ่า ฮ่า ใช่ไหมเล่า เด็กน้อยก็เช่นนี้” เจินจูเบี่ยงเบนหัวข้อออกไป“ไปดูลูกชิ้นหัวไชเท้าของท่านย่าว่าทำเสียจนเป็นเช่นไรแล้วเถิด”

             หวังซื่อคู่ควรกับการเป็นคนที่มีฝีมือบนเตานักตอนนี้ได้เริ่มทอดลูกชิ้นแล้ว แต่ละเม็ดลูกเล็กใหญ่สีทองได้สัดส่วนกำลังดี อยู่ในหม้อน้ำมันที่เสียงดังออกมาฉี่...ฉี่ ในถาดด้านข้างมีอยู่หลายเม็ดทอดเสร็จแล้วเจินจูหยิบเอาหนึ่งเม็ดขึ้นมาชิมอย่างรอไม่ไหว อื้ม...เจินจูแก้มนูนขึ้นแล้วพยักหน้าไม่หยุดข้างนอกเหลืองกรอบข้างในหอมนุ่มเป็นความสำเร็จอย่างมาก ยกนิ้วหัวแม่มือใหญ่ๆตั้งตรงให้กับหวังซื่อ บนใบหน้าเคร่งขรึมของหวังซื่อยิ้มบานสะพรั่งอยู่พักหนึ่ง

             ชุ่ยจูเองก็ชิมหนึ่งเม็ดข้างนอกกรอบข้างในหอมอร่อยถูกปากจริงๆ ยังไม่ทันได้กลืนลูกชิ้นลงไปก็รีบชื่นชมแล้ว“ท่านย่า ท่านทำได้อร่อยนัก อร่อยมากจริงๆ”

             ชิมลูกชิ้นของหวังซื่อแล้วเจินจูมีความมั่นใจในการขายช่วนช่วนเซียงมากขึ้นลูกชิ้นหัวไชเท้านี้เทียบกับยุคปัจจุบันที่นางทานแล้วอร่อยกว่ามากนักแน่นอนว่าที่นี่ต้องอันดับหนึ่ง หัวไชเท้าที่รดน้ำด้วยน้ำแร่จิตวิญญาณก็มีคุณงามความดีอยู่หลายส่วนแต่... นางเชื่อว่าหากเป็นหัวไชเท้าธรรมดา ลูกชิ้นนี้ก็จะไม่ต่างไปเท่าไร

             “อ่า... ลูกชิ้นทอดเสร็จแล้ว” ผิงอันเปล่งเสียง “อู้ฮู” ออกมา

     

             เชิงอรรถ

            [1] บัณฑิตฮั่นหลินก่อตั้งครั้งแรกในราชวงศ์เหนือใต้ และต้นราชวงศ์ถัง มีร่างพระราชกฤษฎีกาภายใต้ชื่อบัณฑิตหรูในรัชสมัยของจักรพรรดิถังเสวียนจง บัณฑิตฮั่นหลินได้กลายเป็นคนสนิทของฮ่องเต้และมักได้รับเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นเป็นอัครเสนาบดี

            [2] กวงลู่ซื่อชิง “กวงลู่ซื่อ”หมายถึง วัดกวงลู่ “ชิง” หมายถึง ตำแหน่งที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นฝ่ายจัดการฝ่ายหนึ่งในวังหลวง จะดูแลจัดการงานเซ่นไหว้บูชาพระกระยาหารฮ่องเต้และงานเลี้ยง ซึ่งลำดับชั้นแบ่งเป็น ชิง เซ่าชิง เฉิง และจู่ป๋อจำนวนตำแหน่งละหนึ่งคน

            [3] หินหลักกลางกระแสชล อุปมาว่าเป็นบุคคลที่เป็นแกนกลาง

            [4] เคียดแค้นบ้านเกิดเกลียดชังประเทศหมายถึง ความเคียดแค้นที่ประเทศชาติถูกรุกรานความเกลียดชังที่บ้านเกิดเมืองนอนถูกทำลาย

            [5] ช่วงเวลาสองกลาง หมายถึงวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงหนุ่มสาว (ชายอายุ 15-16 ปี หญิงอายุ 13-14ปี) เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาที่คิดว่าตนเองทำหรือคิดอะไรล้วนถูกต้อง

            [6] ลมเบาเมฆจาง หมายถึง ลมอ่อนๆพัดผ่านบางเบา ใช้บรรยายว่าท้องฟ้าปลอดโปร่ง ในที่นี้จึงหมายความว่าอมยิ้มท่าทางสงบนั่นเอง

            [7] ใหม่เก่าสับเปลี่ยน อุปมาว่าของใหม่ได้เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่ของเก่า ส่วนในนิยายหมายถึง ร่างกายของเด็กสร้างเมแทบอลิซึมได้ดีจึงทำให้การฟื้นฟูร่างกายเป็นไปอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องคู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808