บทที่ 38 เกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ
อันอันสังเกตเห็นว่าคุณปู่เดินไม่ค่อยถนัดนัก ทุกย่างก้าวของท่านดูเชื่องช้าและต้องทิ้งน้ำหนักลงบนไม้เท้าไม้พยุงกายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
ที่จริงแล้ว อาการบาดเจ็บที่เท้าของ ฉินฮั่ว เป็นแผลเก่าจากการโหมงานหนักและอุบัติเหตุในอดีตซึ่งไม่ได้รุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้ ประกอบกับบุคลิกที่เคร่งขรึมสุขุมทำให้ท่านติดนิสัยเดินช้า ๆ มั่นคงเป็นปกติ คนทั่วไปหรือแม้แต่คนในวงการธุรกิจที่จ้องจับผิดท่านยังแทบมองไม่ออกว่าเท้าของท่านเคยบาดเจ็บมาก่อน แต่ทว่าสายตาอันแหลมคมและช่างสังเกตของเด็กน้อยตัวจิ๋วที่มองทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ กลับสังเกตเห็นร่องรอยการกะเผลกเพียงเล็กน้อยนั้นได้อย่างชัดเจน
ฉินฮ่าวเฉิน ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อลูกสาวที่อยู่ในอ้อมแขนกระซิบถามเรื่องนี้ด้วยความเป็นห่วง เขาตอบลูกสาวด้วยเสียงนุ่มนวล
“ครับอันอัน... มันเป็นผลข้างเคียงจากอาการบาดเจ็บเก่าน่ะลูก”
“อ๋อ...”
ยัยหนูรับคำเสียงสั้นพลางทำตาปริบ ๆ เงียบไปเหมือนกำลังบันทึกข้อมูลสำคัญลงในใจ
คุณท่านฉินสังเกตเห็นชัดเจนว่าหลานสาวตัวน้อยจ้องมองมาที่เท้าของท่านอย่างไม่วางตา หากเป็นคู่แข่งทางธุรกิจหรือลูกน้องคนไหนกล้าจ้องมองจุดอ่อนของท่านขนาดนี้ ท่านคงตีหน้ายักษ์ใส่ไปแล้ว แต่สำหรับอันอัน... เมื่อเห็นแววตาที่เป็นกังวลของเธอ ท่านกลับมีเพียงรอยยิ้มใจดีที่หาได้ยากยิ่งประดับบนใบหน้าชรา
ณ ห้องอาหารสุดหรูชั้นหนึ่งของคฤหาสน์อ่าวที่หนึ่ง
ฉินเหยียนอี้ หรือพี่รอง นั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยกิริยาสงบเสงี่ยม เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงไม้เท้ากระทบพื้น เขารีบลุกขึ้นอย่างรู้งาน เข้าไปเลื่อนเก้าอี้เด็กสีชมพูพาสเทลตัวโปรดของอันอันให้อยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะพอดีที่สุด เพื่อให้น้องสาวสามารถมองเห็นทุกคนบนโต๊ะได้ทั่วถึง
ฉินฮ่าวเฉินบรรจงวางเจ้าก้อนนุ่มลงบนเก้าอี้ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าเนื้อละเอียดมาซับรอยดินจาง ๆ ที่อาจติดมาจากการไปมุดพุ่มไม้เมื่อครู่ เช็ดให้ทั้งที่แก้มนุ่มและมือน้อย ๆ อย่างเบามือ อันอันเงยหน้าให้คุณพ่อเช็ดอย่างว่าง่าย แววตาซุกซนแอบเหลือบมองจานอาหารเลิศรสที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้องอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อคุณปู่ก้าวเข้ามา พี่รองตั้งใจจะเข้าไปช่วยประคองตามมารยาทหลานชายที่ดี แต่เมื่อเห็นท่านส่ายหน้าปฏิเสธเบา ๆ เพื่อรักษามาดผู้นำ เขาจึงเปลี่ยนไปช่วยเลื่อนเก้าอี้พนักพิงหนานุ่มตัวใหญ่ที่สุดให้ท่านแทน ทุกคนนั่งล้อมวงกันโดยมีเจ้าตัวน้อยเป็นศูนย์กลางของโต๊ะอาหารมื้อนี้
ฉินฮ่าวเฉินแอบเห็นยัยหนูเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ด้วยความหิวก็หลุดยิ้มเอ็นดู เขาเริ่มลงมือป้อนอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่ายให้อันอันทีละคำอย่างใส่ใจ ยัยหนูเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุขจนแก้มป่องเป็นลูกมะนาว เท้าน้อย ๆ ที่ห้อยอยู่ใต้เก้าอี้แกว่งไปมาอย่างร่าเริงตามจังหวะการกิน คุณปู่ฉินเห็นหลานสาวเจริญอาหารขนาดนี้ก็พลอยรู้สึกเจริญอาหารตามไปด้วย ท่านคีบโน่นชิมนี่มากกว่าปกติไปหลายส่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานนับปี
กินไปได้ครึ่งทาง อันอันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เอ๊ะ?”
ยัยหนูเงยหน้ามองคุณพ่อด้วยความฉงน
“คุณพ่อคะ... พี่ใหญ่กับพี่หกไม่ลงมาทานข้าวด้วยกันเหรอคะ?”
“พี่ใหญ่ของหนูเขาเป็นพวกถือศีล ทานมังสวิรัติของเขาเรียบร้อยไปนานแล้วครับ”
ฉินฮ่าวเฉินใช้ผ้าเช็ดมุมปากให้ลูกสาวอย่างแสนรัก
“ส่วนพี่หกเชียนอี้ของหนู... เห็นว่าเขายังไม่ค่อยหิวน่ะลูก สงสัยจะแอบกินขนมในห้องจนอิ่มแล้วมั้ง”
(แต่ในความเป็นจริงคือ ฉินเชียนอี้ กำลังทำภารกิจหลบภัยระดับชาติ ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มในห้องนอนเพราะกลัวรังสีอำมหิตและไม้เรียวของคุณปู่จนไม่กล้าโผล่หัวออกมาเช็กอินที่ห้องอาหาร!)
“อ้อ~ แบบนี้นี่เอง”
อันอันพยักหน้าเข้าใจอย่างซื่อ ๆ ก่อนจะกลับไปตั้งใจจัดการสับอาหารในจานต่ออย่างขยันแข็ง
คุณปู่ฉินปรายตาคมกริบไปทางชั้นบนพลางเปรยขึ้นเรียบ ๆ แต่ทำเอาคนฟังเสียวสันหลัง
“เชียนอี้ไม่ได้ไปนอนที่หอพักโรงเรียนหรอกเหรอ? เห็นเจ้าตัวบอกว่าขยันเรียนนักนี่”
พี่รองแอบไอแก้เก้อพลางรีบแก้ต่างแทนเจ้าหก
“เอ่อ... คุณปู่ครับ เขากลับมาบ้านตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว เห็นว่าอยากมาช่วยสอดส่องดูแลน้องสาวด้วยครับ”
คุณปู่แค่นเสียง ‘หึ’ ในลำคอเบา ๆ ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อน มีหรือจะดูไม่ออกว่าเจ้าหลานตัวดีกำลังหลบหน้าเพื่อเลี่ยงความผิดเก่า ๆ ที่ก่อไว้ แต่ในตอนนี้ท่านไม่มีอารมณ์จะไปไล่เช็กบิลเจ้าหก เพราะในสายตาของท่านตอนนี้มีเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นั่งเคี้ยวข้าวอยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น
เมื่ออันอันอิ่มจนพุงน้อย ๆ เริ่มตึง ยัยหนูก็ส่ายหน้าดุ๊กดิ๊กปฏิเสธคำต่อไป
“คุณพ่อขา อันอันอิ่มแล้วค่า~”
“ดีครับ งั้นเดี๋ยวที่เหลือพ่อจัดการเอง”
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มยัยหนูลงจากเก้าอี้ด้วยความทะนุถนอม
“ไปวิ่งเล่นย่อยอาหารในห้องนั่งเล่นก่อนนะลูก อย่าเพิ่งนอนเดี๋ยวปวดท้อง”
แต่อันอันไม่ได้วิ่งไปที่ห้องนั่งเล่นอย่างที่คิด เธอกลับเดินเตาะแตะไปเกาะพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักของคุณปู่ จ้องมองท่านที่กำลังจิบน้ำอย่างเขม็งจนคุณปู่เริ่มรู้สึกเกร็ง ยัยหนูเลยเปลี่ยนทิศทาง วิ่งไปปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคุณปู่แทน แล้วก็นั่งเท้าคางจ้องหน้าคุณปู่คนใหม่ด้วยความสงสัย
คุณปู่พยายามทำเป็นนิ่งขรึมรักษามาดเคร่งครัด แต่พอโดนดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องนาน ๆ เข้าก็ทนความน่ารักไม่ไหวจนต้องหลุดขำออกมาเบา ๆ
“อันอัน... มีอะไรติดหน้าปู่หรือเปล่าครับ? ทำไมจ้องปู่ขนาดนั้นล่ะ?”
“คุณปู่กินข้าว... คุณพ่อกินข้าว... พี่รองกินข้าว... ทุกคนกินท่าเดียวกันหมดเลยค่า~”
ยัยหนูพูดเสียงใสพลางทำท่าจับช้อนเลียนแบบได้อย่างน่าขำ
ชายฉกรรจ์ตระกูลฉินทั้งสามคนมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย... มันคือความสัตย์จริง เพราะท่วงท่าการถือช้อนส้อม จังหวะการเคี้ยวที่ดูสงบแต่แฝงด้วยความเฉียบขาด หรือแม้แต่มาดความสง่างามที่แผ่ออกมา ทั้งสามคนถอดแบบกันมาอย่างกับก๊อปปี้วางสมกับเป็นสายเลือดตระกูลผู้ดีเก่า
พี่รองหัวเราะร่าอย่างชอบใจ
“ก็พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่นาอันอัน เลือดเดียวกันย่อมมีอะไรเหมือนกันเป็นธรรมดาครับ”
อันอันหันขวับไปหาพี่รองทันทีด้วยความสงสัย
“พี่รองคะ... แล้วอันอันกินข้าวเหมือนคุณพ่อกับคุณปู่ไหมคะ?”
พี่รองหมั่นเขี้ยวจนอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปบีบปลายจมูกรั้น ๆ ของน้องสาว
“อันอันน่ารักกว่าพวกเราเยอะเลยครับ กินทีไรแก้มตุ่ยเหมือนกระต่ายน้อยตลอดเลย”
“ฮี่ ๆ~”
ยัยหนูฉีกยิ้มจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ พลางแกล้งแอ่นพุงโชว์อย่างภูมิใจ
“อันอันน่ารักที่สุดค่า~”
หลังมื้อค่ำอันแสนอบอุ่นจบลง ฉินฮ่าวเฉินพาอันอันมาดูการ์ตูนเรื่องโปรดที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ โดยมีคุณปู่และพี่ใหญ่ ฝูเจีย นั่งคุยกันอยู่ใกล้ ๆ ฝูเจียหยิบลูกประคำไม้กลิ่นหอมเย็นสองเส้นยื่นให้คุณปู่
“คุณปู่ครับ สิ่งนี้ผมเตรียมไว้ให้คุณปู่กับคุณย่าครับ ”
คุณปู่รับมาสวมไว้ที่ข้อมือทันทีเพราะท่านเชื่อถือในศาสตร์ของหลานชายคนโตคนนี้มาก ส่วนอีกเส้นท่านเก็บใสกระเป๋าเสื้อไว้อย่างดีเพื่อนำไปฝากภรรยา ท่านรู้สึกแปลกใจที่พอสวมลูกประคำปุ๊บ ความล้าจากการเดินทางข้ามประเทศก็เหมือนจะทุเลาลงอย่างประหลาด ‘สงสัยจะเป็นผลทางใจที่ได้เห็นหลานสาวล่ะมั้ง’ ท่านคิดพลางลูบลูกประคำเบา ๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฉินฮ่าวเฉินก็พายัยหนูออกไปเดินรับลมย่อยอาหารที่สวนด้านนอก อันอันรีบขอไปที่ ‘พุ่มดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์’ กอนั้นทันทีด้วยท่าทางเร่งรีบเพราะกลัวกำไลเงินจะหิว ฉินฮ่าวเฉินตามใจลูกสาว เขาอุ้มเธอไปส่งถึงจุดหมายด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นยัยหนูเตรียมจะมุดเข้าไปในซอกพุ่มไม้อีกรอบ เขาจึงอดถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้
“อันอัน... บอกพ่อหน่อยได้ไหมลูก ทำไมหนูถึงต้องเข้ามาอยู่ในพุ่มไม้นี้บ่อยจัง ข้างในนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่เหรอ?”
อันอันหยุดกะทันหัน เธอลูบกำไลเงินที่เริ่มมีแสงสีเงินวูบไหวจาง ๆ พลางตอบด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังเกินเด็ก
“ห่านขาวบอกอันอันว่า... ที่นี่มี ‘พลังวิญญาณ’ อร่อย ๆ ให้กินค่ะคุณพ่อ กำไลเงินของอันอันต้องกินพลังวิญญาณให้อิ่ม ไม่อย่างนั้นมันจะหิวจนพุงกิ่วแล้วไม่มีแรงปกป้องอันอันนะคะ”
คิ้วของประธานหนุ่มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นเงื่อนตาย... เขารู้จักความหมายของทุกคำที่ลูกสาวพูดนะ แต่พอเธอนำมารวมกันเป็นประโยคแบบนี้…
กำไลเงิน... กินข้าว... เป็นพลังวิญญาณ?
นี่มันเป็นเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติที่เกินกว่าสมองระดับนักธุรกิจพันล้านผู้ยึดมั่นในวิชาการและเหตุผลอย่างเขาจะทำความเข้าใจได้จริง ๆ!