“ไม่ทราบว่าซูเหนียงจื่อหมายตาแม่นางตระกูลใดไว้เจ้าคะ?” จินหลันเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
แม่สื่อฟางดื่มน้ำรวดเดียวหมดแก้วแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก “แม่นางทังที่หมู่บ้านอวี้หลัวน่ะ”
“หมู่บ้านอวี้หลัวหรือเจ้าคะ?” สองหมู่บ้านมิได้อยู่ติดกันจินหลันย่อมไม่รู้จักแม่นางทังผู้นั้น นางจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เย่จื้อเฟิงรูปงามเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ยังถูกรังเกียจอีกหรือ? ข้าว่านะซูเหนียงจื่อเหตุใดท่านต้องไขว่คว้าหาคู่ครองให้บุตรชายจากแดนไกลด้วยหมู่บ้านเราก็มีหญิงสาวที่เหมาะสมอยู่มากมาย”
ยามนี้ก็มีอยู่หนึ่งนาง!จินหลันกลืนน้ำลายลงคอ บุตรสาวคนโตของนางอายุใกล้เคียงกับเย่ชิงชิงอายุน้อยกว่าเย่จื้อเฟิงสองปีพอดี ชายหนุ่มอายุมากกว่าหญิงสาวสองปีเหมาะสมยิ่งนักมิใช่หรือ!
นางช่วยงานในเรือนสกุลซูมาสองถึงสามปีแล้วบุตรสาวคนโตของนางบางคราก็มาเยี่ยมเยียน จึงสนิทสนมคุ้นเคยกับทุกคนอีกทั้งได้พบเจอเย่จื้อเฟิงอยู่บ่อยครั้ง จึงพอจะเข้าใจอุปนิสัยของเขาเด็กหนุ่มผู้นี้มิได้เย่อหยิ่งทระนงตน ทั้งยังเป็นคนกตัญญูเนื่องจากต้องดูแลร้านค้าเขาจึงเฉลียวฉลาดขึ้นเป็นอันมาก!
จินหลันยิ่งมองก็ยิ่งพึงใจในตัวเขาประกอบกับสกุลซูมีกิจการที่สร้างรายได้ดีกว่าชาวนาทั่วไปหลายเท่าแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยดีนัก... เย่จื้อเฟิงเคยเป็นคนโง่เง่าเมื่อครั้งยังเด็กแม้บัดนี้กลับมาเป็นปกติแล้ว ทว่า... จะมีวันใดที่เขากลับไปโง่เง่าอีกหรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมเป็นดั่งฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ สำหรับคนในครอบครัว พอลองคิดดูว่าหากมีบุตรแล้วบุรุษผู้เป็นเสาหลักกลับไร้ประโยชน์ ภรรยาและบุตรตัวน้อยจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร!
อย่าได้โทษจินหลันที่วิตกกังวลถึงเพียงนี้นางเคยได้ยินเรื่องคนบ้าที่อยู่ๆ ก็กลับมาบ้าฉับพลันน้อยนักที่จะได้ยินเรื่องคนโง่หรือคนบ้าที่กลับมาเป็นปกติได้เองโดยมิต้องใช้ยาที่น่ากลัวคืออาการกำเริบขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งแต่กระนั้นนางก็คิดว่าสกุลซูมีบุญวาสนาหนุนนำ ย่อมไม่ประสบเคราะห์กรรมเช่นนั้นอีกสวรรค์ย่อมเมตตา
แม่สื่อฟางเดินมาอย่างรีบร้อนยามนี้นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อแล้วกล่าวว่า “เรื่องการแต่งงานขึ้นอยู่กับบุพเพเป็นสำคัญหากสองคนมีวาสนาต่อกัน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใดย่อมได้แต่งงานหากไม่มีวาสนาต่อกัน แม้จะอยู่หมู่บ้านเดียวกันใกล้กันเพียงใดก็ไร้ประโยชน์!”
“นั่นสิเจ้าค่ะ” จินหลันพยักหน้าแล้วหัวเราะ “แต่ก็ต้องลองหาจากใกล้ๆ ก่อนไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่ามีวาสนาหรือไม่?”
“คนใกล้ตัวที่รู้ตื้นลึกหนาบางกันก็ไม่เลวนะหลังจากนี้สองครอบครัวจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้สะดวก!” แม่สื่อฟางยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักจากนั้นขยิบตาแล้วเอ่ยว่า “ข้ามีคนหนึ่งที่เหมาะสมไม่ทราบว่า...”
เย่ชิงชิงรีบดึงแขนเสื้อของมารดาเบาๆการแต่งงานแบบคลุมถุงชนไม่เป็นผลดีจะต้องสอบถามความเห็นของเย่จื้อเฟิงก่อนมิใช่หรือ?
นางซูตบหลังมือปลอบบุตรสาวเบาๆจากนั้นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่เร่งร้อนหากติดต่อสกุลทังไม่เป็นผลเราค่อยมาพิจารณาอีกทีเถิด”
เย่จื้อเฟิงยังเด็กนักเพิ่งจะมีหญิงสาวที่พึงใจ ย่อมต้องเลือกนางเป็นอันดับแรกแม้จะไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เรื่องสำคัญเช่นการแต่งงาน ต้องค่อยๆพิจารณาและหาทางออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป
จินหลันครุ่นคิดชั่วครู่ก็ยังมิได้เอ่ยปากเรื่องบุตรสาวของตนออกไป นางซูกล่าวไว้ไม่ผิดยังเหลือเวลาอีกมากนัก
ทั้งสองตระกูลสนิทสนมรู้จักกันเป็นอย่างดีหากถูกปฏิเสธ ทุกๆ วันหลังจากนั้นจะไม่อึดอัดแย่เลยหรือ?เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาให้ดี หากไม่มีสัญญาณใดๆ ไม่ถามก็คงจะดีกว่า
ตลอดทั้งปีใหม่สกุลเผยมิได้ส่งเทียบเชิญมาให้ แม้กระทั่งในเทศกาลหยวนเซียวก็เช่นกันเผยรุ่นจือเพียงส่งคนมาเชิญพวกนางไปชมโคมไฟในเมืองด้วยกันเพียงแต่มิได้เอ่ยถึงเผยฉางสี่แม้แต่น้อย
นางซูเริ่มเอะใจฉางสี่คงจะงอนชิงชิงแล้วกระมัง?
เย่ชิงชิงไม่อยากให้มารดาคิดมากนางเพียงกล่าวว่าคำเชิญของคุณชายเจ้าของห้างก็ไม่ต่างกันมิจำเป็นต้องมีเทียบเชิญจากฉางสี่จึงจะไปเที่ยวเล่นกันได้
เพียงแต่ที่พักของสตรีในเรือนหลังหากปราศจากคำเชิญจากเผยฉางสี่การไปเยือนอย่างมิได้นัดหมายย่อมเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดเพราะเย่ชิงชิงเป็นเพียงเด็กสาว ย่อมมิอาจต้อนรับแขกกับเผยรุ่นจืออยู่ด้านหน้าได้
ในที่สุดนางก็มิได้ไปที่สกุลเผยแม้นางซูจะสงสัยเล็กน้อย แต่นางก็มิได้คิดจะพึ่งพาพวกเขา เมื่อมิได้ไปก็คือมิได้ไปหาใช่เรื่องใหญ่โตอันใด การค้าขายยังคงดำเนินไปตามปกติก็พอแล้ว
เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิก็เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่วุ่นวายอีกครั้ง ในบ้านมีที่ดินกว่าสิบหมู่ต้องยุ่งกับการทำนาอย่างมาก นางซูจึงโยนความสงสัยเล็กน้อยนั้นทิ้งไปทันทีแล้วนำคนจำนวนหนึ่งมาช่วยคัดเลือกเมล็ดพันธ์ข้าวและต้นกล้าข้าว
หลังจากพักฟื้นตลอดฤดูหนาวผืนนาก็เขียวขจีไปด้วยพืชพรรณ ย่อมต้องถอนพวกมันออกทั้งหมด ตากให้แห้งแล้วเผาเป็นขี้เถ้าไม้เพื่อบำรุงดิน
เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของตนเย่ชิงชิงย่อมแอบผสมน้ำพุวิเศษในมิติเข้าไป หวังว่าจะเกิดผลดีบ้าง
พื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้การไถนาเป็นปัญหาใหญ่ ครอบครัวของพวกนางไม่มีวัวไถนาจึงทำได้เพียงเช่าจากผู้อื่นในช่วงเวลานี้
ในฤดูเก็บเกี่ยวผู้อื่นต่างมีที่นาของตนต้องไถ วัวหนึ่งตัวมีความสำคัญยิ่งนักสำหรับชาวนาเพื่อไม่ให้มันเหนื่อยล้ามากเกินไป จึงมีน้อยคนนักที่จะปล่อยให้เช่า
นางซูจำต้องจ่ายเงินเพิ่มไปอีกนางมิได้คิดจะเลี้ยงวัว เพราะปกติแล้วไม่มีคนว่างมาช่วยเลี้ยงและไม่อยากสร้างโรงเรือนวัวในลานบ้าน พวกเขามีคอกม้าแล้วจึงไม่มีพื้นที่สำหรับวัวอีก
การปักดำและเพาะปลูกดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบการเลือกสถานที่สำหรับร้านค้าแห่งใหม่ก็ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง
หลายวันก่อนหยางหลิ่วได้รับการยืนยันว่าตั้งครรภ์ซึ่งทำให้หญิงสาวผู้เคยใจกล้าหน้าบึ้งต้องก้มหน้าด้วยความเขินอายยิ่งกว่านั้นคือนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของการเป็นมารดา
เย่ชิงชิงยังคงยืนกรานคำเดิมนั่นคือให้หยางหลิ่วแยกออกไป เติ้งอาหลัวเองก็มีบ้านและที่ดินทั้งยังมีคุณยายที่ตาบอด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาอยู่กับพวกนางหยางหลิ่วจึงเทียวไปเทียวมาอยู่หลายครั้งแล้ว