ที่ลานฝึกซ้อมภายในอาณาเขตของพระราชวังหลวงแห่งฟาริท ปรากฏร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าและทั้งคู่กำลังขี่ม้าแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทว่าสุดท้ายแล้วการแข่งในครั้งนี้ก็จบลงด้วยชัยชนะของเ้าชายฮาซิมบิน อาหมัด อัล ฟาริท รัชทายาทหนุ่มรูปงามผู้เป็ที่หมายปองของหญิงสาวทั่วฟาริท
“ฝ่าายังทรงม้าเก่งเหมือนเดิมนะพระเ้าค่ะ”เสนาธิการหนุ่มกล่าวยกย่อง ดวงเนตรคมจึงตวัดมองด้วยแววรู้ทัน ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นในลำคอ
“แต่ก็คงไม่เท่าเ้ากระมังซามิน”กล่าวจบร่างสูงสง่าของเ้าชายรัชทายาทแห่งฟาริทก็ตวัดขาลงจากหลังม้าเสนาธิการหนุ่มนามว่าซามินจึงลงจากม้าของตัวเองตาม
“่นี้มีการศึกบ่อยพวกเราจำเป็ต้องฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอพระเ้าค่ะ” ซามินตอบพลางใช้มือลูบแผงคอม้าตัวโปรดเบาๆ
“ใช่แต่ข้าก็เบาใจไปได้มากทีเดียว เพราะมีทหารกล้าที่มีฝีมือเช่นเ้าคอยบัญชาการอยู่ช่วยแบ่งเบาภาระของข้าได้ไม่น้อยเลย ขอบใจเ้ามากนะซามิน”
“กระหม่อมยินดีทำเพื่อฝ่าาและชาติบ้านเมืองอยู่แล้วพระเ้าค่ะ”
ชายหนุ่มทั้งสองสบตากันด้วยความเข้าใจแม้ฐานันดรจะต่างกันแต่ความรู้สึกของทั้งคู่นั้นคือเพื่อนกัน เนื่องจากเติบโตและร่ำเรียนมาด้วยกันั้แ่เยาว์วัย
เ้าชายฮาซิมกับซามินคิดจะขี่ม้าแข่งกันอีกรอบแต่แล้วก็ต้องมีเหตุให้ล้มเลิกความคิดนี้ไปเมื่อมาลิคซึ่งเป็องครักษ์ของเ้าชายนั้นเดินเข้ามารายงานว่า
“องค์อาหมัด้าพบฝ่าาพระเ้าค่ะตอนนี้รออยู่ที่ตำหนักหลวงแล้ว”
“้าพบเรางั้นหรือ”เ้าชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนจะหันไปกล่าวกับซามินที่ยืนรออยู่ข้างๆว่า “เห็นทีเราคงต้องแข่งกันใหม่คราวหน้าแล้วล่ะซามินข้าต้องไปแล้ว”
“ทูลลาพระเ้าค่ะ”ซามินถวายบังคมลาและรอจนเ้าชายฮาซิมเดินจากไปไกลแล้วชายหนุ่มจึงส่งม้าให้ผู้ดูแลม้าดูแลต่อจากนั้นเขาก็เดินไปยังตำหนักขององค์รานีมาลิกาเพื่อไปพบกับใครบางคนตามที่นัดไว้
ณ ตำหนักงดงามร่มรื่นด้วยบุปผาบานสะพรั่งจนหอมอบอวลไปทั่วตำหนักร่างบางในชุดสตรีสูงศักดิ์สองคนกำลังก้าวออกมาจากตำหนักพร้อมสนทนากันด้วยความสนุกสนาน
ท่านหญิงฟารีฮาที่กำลังเล่าเื่ตลกขบขันให้พี่สาวฝาแฝดฟังหยุดเล่าในทันทีเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนหลบอยู่ตรงหลังเสาหน้าตำหนัก
“คิดว่ายืนหลบอยู่ตรงนั้นแล้วเสาจะบังมิดหรือคะพี่ซามิน”ท่านหญิงฟารีฮาะโถาม ก่อนหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นพี่สาวยืนเขินอยู่ข้างๆจนเธออดเอ่ยแซวไม่ได้ “ท่านพี่ก็ยืนเขินอยู่นั่นแหละนัดกันไว้แล้วก็เข้าไปหาเขาสิ”
“ฟารีฮา!พูดแบบนั้นได้ยังไง เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า” ท่านหญิงฟารีดาหันมาดุน้องสาวที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆนึกอยากจะตีอีกฝ่ายนักที่ไม่ยอมทำตัวสงบเสงี่ยมบ้าง เพราะขืนใครมาได้ยินว่าเธอกับซามินนัดพบกันอาจจะถูกมองไม่ดีได้
“อายอะไรกันคนอื่นเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละว่าท่านพี่กับพี่ซามินน่ะระ...” ยิ่งเห็นพี่สาวเขิน ท่านหญิง
ฟารีฮาก็ยิ่งอยากแกล้ง ท่านหญิงฟารีดาจึงรีบปิดปากน้องสาวไว้พร้อมถลึงตาใส่น้องสาวตัวดีถึงได้ยอมหยุดพูดเพราะสายตาของพี่สาวเริ่มจะดุจริงจังเสียแล้ว
“ห้ามพูดแบบนี้อีกนะไม่เช่นนั้นพี่จะฟ้องท่านพ่อเื่ที่เ้าแอบหนีไปเที่ยวเมื่อวันก่อน”
เมื่อถูกขู่เช่นนี้ท่านหญิงฟารีฮาก็รีบพยักหน้าหงึกหงักตอบทันทีผู้เป็พี่จึงยอมปล่อยให้เป็อิสระในเวลาต่อมา
“ตกลงข้าจะไม่พูดแบบนี้อีกแล้ว ท่านพี่ห้ามฟ้องท่านพ่อนะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงอ้อนๆพลางเขย่าแขนพี่สาวไปมา ก่อนจะหันไปจ้องซามินที่กำลังยืนกลั้นขำด้วยสายตาขุ่นเคือง
“เ้าก็อย่าไปแกล้งนางเลยฟารีดาเดี๋ยวน้องสาวเ้างอนขึ้นมา ต้องง้อกันอีกนานเลย” คราวนี้ซามินเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะออกมา
“ก็ได้คราวหลังเ้าก็อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกก็แล้วกัน” ฟารีดาเอ่ยกำชับเสียงเข้มต้องแกล้งทำขึงขังเพื่อปรามน้องสาวเอาไว้บ้าง
“เ้าค่ะท่านหญิง”เธอแกล้งลากเสียงยาวๆ เพื่อล้อเลียนเล่น “ข้าไปก่อนดีกว่า ไม่อยากอยู่เป็ก้างขวางคอใคร”ก่อนจากท่านหญิงฟารีฮาก็ยังไม่วายพูดจากระเซ้าเย้าแหย่พี่สาวเล่น ก่อนจะหันไปเอ่ยกับซามินต่อว่า“ฝากดูแลพี่ฟารีดาด้วยนะคะพี่ซามิน” กล่าวจบหญิงสาวก็รีบฉุดแขนของสาวรับใช้คนสนิทให้กลับไปด้วยกันโดยมีสายตาเอ็นดูจากพี่ๆ ทั้งสองคนมองตามหลังไป
ประตูไม้บานใหญ่ซึ่งแกะสลักด้วยลวดลายงดงามถูกเปิดออกด้วยมือของเ้าชายรัชทายาทแห่งแคว้นฟาริท
“เ้ารู้ไหมว่าท่านพ่อมีเื่อะไรที่จะคุยกับข้า”เ้าชายหนุ่มหันไปถามมาลิคด้วยความสงสัย ทว่ายังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตอบคำถามเสียงขององค์อาหมัดก็ดังขัดขึ้นมากลางคันเสียก่อน
“หากเ้าอยากรู้ก็ถามพ่อสิฮาซิมเ้าจะไปถามมาลิคทำไมกัน” ผู้เป็บิดาก้าวออกมาจากห้องห้องหนึ่งแล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มซึ่งเอาไว้ใช้รับรองแขก
มาลิคยืนตรงแล้วก้มหัวลงคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะถอยฉากออกไปเพื่อให้เ้านายได้สนทนากันแบบส่วนตัว ส่วนเ้าชายฮาซิมหลังจากโค้งคำนับให้บิดาแล้วก็เดินมานั่งที่โซฟาตัวตรงข้ามกับท่าน
“ท่านพ่อเรียกหาลูกหรือพระเ้าค่ะ”
“ใช่พ่อมีเื่สำคัญที่อยากจะบอกเ้า” องค์อาหมัดเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเ้าชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็พลอยเครียดตามไปด้วย ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเื่อะไร
“เื่อะไรหรือพระเ้าค่ะ”
“เื่แต่งงาน”
พอได้ยินว่าเป็เื่สำคัญอะไรเ้าชายฮาซิมก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทันที
“ลูกยังไม่คิดจะแต่งงานพระเ้าค่ะตอนนี้ชีวิตของลูกก็สุขสบายดีอยู่แล้ว ลูกจึงยังไม่คิดถึงเื่นี้”
“แต่เ้าน่าจะคิดได้แล้วนะฮาซิมเ้าเป็รัชทายาทก็ควรจะมีชายาได้แล้ว เพราะในอนาคตนางต้องขึ้นเป็ราชินีเคียงข้างเ้าต่อไป”
“แล้วท่านแม่ล่ะพระเ้าค่ะ”เขารีบถามถึงองค์รานีมาลิกา เพราะเข้าใจว่ามารดาน่าจะอยู่ข้างเขาดังเช่นทุกครั้ง
“เื่นี้แม่เห็นด้วยกับพ่อนะลูก”รานีมาลิกาปรากฏตัวขึ้นพร้อมคำตอบ “เ้าสมควรมีชายาสักคนได้แล้วแม่กับพ่อจะได้อุ้มหลานกันเสียที” องค์รานีเดินมานั่งลงข้างๆโอรสผู้เป็ดั่งดวงใจ แล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมเสียงอ่อนโยนต่อว่า “การแต่งงานไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไรเลย เ้าจะมีความสุขและจะทำให้สถานะของเ้ามั่นคงยิ่งขึ้นในสายตาของเหล่าข้าราชบริพารและประชาชนฉะนั้นเ้าอย่าได้คัดค้านในเื่นี้เลยนะฮาซิม”
“แต่การจะมีชายาซึ่งต่อไปจะเป็องค์รานีในอนาคตของฟาริทควรต้องใช้เวลาไตร่ตรองหาผู้ที่เหมาะสมมิใช่หรือพระเ้าค่ะ” เ้าชายฮาซิมยังคิดถ่วงเวลาต่อไป
“เื่นี้เ้าไม่ต้องห่วงแม่ได้มองสตรีที่เหมาะสมไว้ให้เ้าแล้วล่ะ”
“เป็ผู้ใดกันพระเ้าค่ะ”
“ท่านหญิงฟารีดา...บุตรีของท่านเสนาบดีกลาโหมยังไงล่ะนางมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็กิริยามารยาท รูปโฉมที่งดงามและความเฉลียวฉลาดซึ่งเหมาะสมกับลูกของแม่ทุกประการเ้าเองก็เคยพบนางมาบ้างแล้วไม่ใช่หรือ”
“แต่ว่า...ลูกยังไม่พร้อมถ้ายังไงเราค่อยพูดเื่นี้กันวันหลังได้ไหมพระเ้าค่ะ” เ้าชายฮาซิมยังคงบ่ายเบี่ยงเพราะใจยังไม่อยากแต่งงานและยิ่งเป็การแต่งงานโดยปราศจากความรักด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งไม่้าเข้าไปใหญ่
“ไม่ได้!” องค์อาหมัดที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ อยู่นานพูดขึ้นเสียงเข้ม “เ้าควรทำเื่ที่สมควรทำได้แล้วฮาซิมอย่าได้คิดบ่ายเบี่ยงอีกเลย คนที่แม่เ้ามองหาไว้ให้เป็สตรีที่ดีเหมาะสมคู่ควรกับเ้าทุกอย่างเหตุใดเ้าถึงยังผัดวันประกันพรุ่งอีกเล่า”
“ทำไมท่านพ่อต้องบังคับลูกด้วย”เ้าชายรัชทายาทแห่งฟาริทโอดครวญ
“เ้าจะเรียกว่าบังคับหรืออะไรก็ช่างแต่ยังไงเ้าก็ต้องแต่งงานกับคนที่แม่เ้าเลือกไว้ให้” องค์อาหมัดยังยืนยันคำเดิมเสียงกร้าวดวงตาดุดันเอาจริง เพราะแม้ว่าท่านจะรักโอรสมากแค่ไหน แต่ความมั่นคงของแคว้นฟาริทและราชวงศ์ก็เป็สิ่งสำคัญจึงจำเป็ต้องแต่งงานและมีทายาทโดยเร็ว ดังนั้นท่านจะไม่มีวันยอมใจอ่อนเป็อันขาด
“ใจเย็นก่อนนะลูกท่านพ่อหวังดีกับเ้าถึงได้พูดเช่นนี้ แม่เห็นด้วยว่าเราค่อยพูดเื่นี้กันใหม่วันหลังฉะนั้นวันนี้เ้าก็กลับไปที่ตำหนักของเ้าก่อนก็แล้วกัน”องค์รานีมาลิกาเอ่ยประนีประนอม เพราะไม่อยากให้สองพ่อลูกมาทะเลาะกัน
“พระเ้าค่ะ”เ้าชายฮาซิมยอมกลับไปตามคำขอของมารดา เพราะรู้ดีว่าพูดอะไรไปตอนนี้บิดาก็คงไม่ยอมรับฟังเป็แน่ดังนั้นเขาควรกลับไปตั้งหลักคิดหาวิธีรับมือกับเื่นี้ใหม่จะดีกว่า
เมื่อบุตรชายจากไปแล้วองค์อาหมัดก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วเอ่ยปรับทุกข์กับรานีคู่ใจว่า
“ดูลูกของเ้าสิมาลิกาช่างดื้อดึงยิ่งนัก ไม่เข้าใจถึงความหวังดีของพ่อแม่บ้างเลย”
“ใจเย็นก่อนเถอะเพคะวัยหนุ่มสาวก็เป็เช่นนี้แหละ ยึดถือความคิดและความ้าของตัวเองเป็หลัก เราควรมีเวลาอธิบายกับเขาอย่างใจเย็นว่าเื่นี้มันสำคัญต่อเขามากแค่ไหนนะเพคะและสุดท้ายน้องก็เชื่อว่าหากท่านพี่ยังยืนยันอยู่ฮาซิมก็คงไม่กล้าขัดหรอกเพคะ”
องค์รานีเอ่ยปลอบพระสวามีเสียงอ่อนก่อนจะกล่าวต่อว่า
“แต่ก่อนอื่นเราควรคุยกับท่านเสนาบดีกลาโหมก่อนนะเพคะถ้าทางฝ่ายหญิงตอบตกลงทางเราก็คงไม่ยากหรอกเพคะ”
“จริงสิเรายังไม่ได้พูดเื่นี้กับท่านฮัจจาจ์อย่างจริงจังเลย เช่นนั้นข้าจะให้คนไปตามเขามาพบข้ากับเ้าที่นี่เดี๋ยวนี้ก็แล้วกัน”
“น้องให้คนไปตามก่อนหน้านี้แล้วเพคะอีกสักพักท่านฮัจจาจ์คงมาถึง”
องค์อาหมัดพยักหน้ารับรู้แล้วนั่งรออีกฝ่ายมาเจรจากันให้เป็เื่เป็ราวซึ่งเขามั่นใจว่าเสนาบดีกลาโหมไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน