"นายเนี่ยความลับเยอะเหลือเกินนะ" มาเรียหรี่ตามองผมแบบไม่ไว้วางใจ
"แต่ก็เพราะอย่างนั้นแหละถึงได้ไว้ใจได้"
"พูดอะไรของเธอเนี่ย ฟังดูย้อนแย้งชะมัด"
"หลายๆครั้งสิ่งที่เราปรารถนา ก็ไม่ได้มาในรูปแบบที่เรา้าเสมอไปหรอกนะ…ทุกคนน่าจะเคยเจอเื่แบบนั้นมาเหมือนกัน เหมือนจะไม่ใช่หนทางแต่กลับได้มาอย่างไม่มีที่มา"
มาเรียป้องปากหัวเราะแบบมีจริตจะก้านหน่อยๆ ผมไม่แน่ใจว่า เธอไปหัดท่าทางพวกนั้นมาจากไหน หรือเธอแอบดูแล้วเลียนแบบขุนนางเลดี้ที่ไหนสักคนหนึ่งที่มาบ้านเด็กกำพร้า
"ถ้านายยังไม่อยากแนะนำตัวตอนนี้ก็ไม่เป็ไร ฉ้นไว้ใจนายดังนั้นฉันจะแนะนำตัวก่อน"
… เอ้ะ เราก็แนะนำตัวไปแล้วนี่หน่า หรือว่าเธอโกหกเื่ของตัวเองอย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็อย่างนั้นจริง แนะนำตัวตอนนี้จะเชื่อได้ไหมเนี่ย?
"ตอนนีัฉัน คือ มาเรีย ไม่มีนามสกุล แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดมาเป็มาเรีย ฉันคือ ลุดวิช ฟอนริทซ์(Ludvish Vonritz)เป็เวสทั่ล ไมเด้น ผู้คุมเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพีอัคคีในยุคก่อนหน้า ั้แ่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาติอัสเสียด้วยซ้ำ ตอนนั้นฉันตายเพราะพวกทหารอาคิน(Arkin)บุกเข้ามาเข่นฆ่า กวาดล้าง จับพวกเป็เชลยแต่ฉันไม่ยอมจำนน ไม่ยอมไปเป็ทาสเชลย…"
ผมตั้งใจฟังข้อมูลที่ไหลพรวดเดียวออกมาจากปากมาเรียราวกับท่องตำนานโบราณมาเล่าให้ฟัง ผมพยักหน้าเออออไปแต่ในใจก็คิดว่า
'ยังไม่ถึงวัยเข้า ม.2 ก็มีอาการจูนิเบียวแล้วแฮะ'
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นผมก็ไม่ได้อยากขัดคอเลยปล่อยให้มาเรียพูดเื่ชาติก่อนของเธอต่อไปจนจบ ผมจึงค่อยถามกลับไป
"เพราะทั้งหมดที่ว่ามา เธอก็เลยเชื่อทุกอย่างที่เทพของเธอบอกมาอย่างนั้นเลยเหรอ? ไม่สงสัย ไม่กังขาในสิ่งที่เรียกว่า โชคชะตาที่ได้รับมาจากเทพเลยเหรอ?"
แทนที่คำถามของผมจะทำให้มาเรียโกรธ แต่กลับกลายเป็ว่า มันไปกระตุ้นให้เธอดีใจและพูดมากกว่าเดิม
"แม้ยากจะเชื่อ แต่ดิฉัน อ่า หมายถึง…ฉัน ที่ประสบกับความตายและการฟื้นคืนชีวิตกลับมาใหม่ ฉันไม่สงสัยอะไรแม้แต่น้อยค่ะ เทพยังคงดำรงอยู่เสมอมากับเราเคียงข้างพวกเราทั้งหลาย แม้จะมีรูปลักษณ์หรือพระนามอื่น
ท่านได้ทรงมอบแบบทดสอบ หนทางต่างๆกันให้แก่แต่ละบุคคล และสำหรับฉัน มันคือ โอกาสในการกลับมาแก้ไขและยกระดับนิกายบูชาเทพดั้งเดิม และเทพแห่งแสงให้ฟื้นกลับมาใหม่ เพื่อให้ทุกคนได้สามารถเข้าถึงเทพของตนเอง
การมีศรัทธาอันงดงามจะช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีงาม เมื่อชีวิตของผู้คนดีงาม ทุกอย่างในโลกก็จะดีขึ้นตามค่ะ
ดังนั้นก้าวแรกของการไปสู่ความรุ่งเรืองของฉันคือ การรื้อฟื้นและสร้างนิกายที่เต็มไปด้วยความหลากหลายช่วยเหลือให้ผู้คนทุกระดับชั้นมีเสรีภาพในการเข้าถึงคุณงามความดีที่จับต้องได้อย่างการเปิดให้สามัญชนและทาสเชลยสามารถร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ได้ในวิหารรวมเทพต่างๆยังไงล่ะ!"
เอาจริงๆนะ เล่นเอาผมอ้าปากหวอไปเลยล่ะ ตอนที่ฟังอุดมการณ์และแนวทางอันยิ่งใหญ่ของมาเรีย
เพราะผมไม่คิดว่า เด็กสาวอายุเท่ากันที่กลับชาติมาเกิดจะมีเป้าหมายใหญ่โตขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงยืนยันความเชื่อของตัวเอง
"แล้วถ้าหาก เทพของเธอกำหนดมาแล้วว่า จะดึงชีวิตของเธอกลับคืนไป เธอจะยินยอมแต่โดยดี ไม่ขัดขืนเหรอ?"
"ไม่ค่ะ ถ้าหากถึงเวลานั้นจริง ฉันก็ยินยอมมอบคืนให้ค่ะ เพราะชีวิตนี้เป็กำไรที่ได้รับมาจากท่าน ดังนั้นถ้ามีสัญญาณแน่ชัดว่า ได้เวลาต้องมอบคืน ฉันก็จะคืนให้โดยไม่อิดออดค่ะ!"
"แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น… ผมน่ะ…ไม่ยินยอมปล่อยตัวแล้วจำนนให้กับชะตากรรมที่ไม่ยุติธรรม ไม่สมเหตุผลหรอก ผมจะพยายามสู้ สู้ให้เต็มที่ สู้ให้ถึงที่สุด เพื่อรักษาชีวิตนี้ไว้"
"ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันนี่คะ เราแค่ได้รับบททดสอบที่ต่างกัน ไม่ว่าจะสู้หรือจะยอมรับ พวกเราต่างก็ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เหมือนๆกัน แต่ฉันมีเื่ที่อยากจะถามเื่นึงค่ะ"
"ถ้ารู้จะตอบให้นะ…"
"ถ้าโนวิสรักษาชีวิตอยู่รอดปลอดภัยได้แล้ว จะทำยังไงต่อหรือคะ? ตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่า ตัวเองยังหายใจอยู่ แล้วจะกลับไปกังวลอีกว่า จะต้องสิ้นลมตอนสาย ตอนเที่ยง ตอนบ่ายตอนเย็นหรือตอนค่ำอีกเหรอคะ? เข้าใจที่ฉันอยากถามใช่ไหมคะ?"
คำถามของมาเรียแทงใจดำ ผมเข้าใจว่า คำถามที่มาเรียอยากถามผมคือ ชีวิตของผมนั้นมีอยู่เพื่ออะไร?
หากไม่มีภัยคุกคามจากการลอบสังหารหรืออุบัติภัยนานาแล้ว ผมจะยังใช้ชีวิตต่อไปโดยหวาดกลัวต่อความตายในแต่ละวันอยู่หรือเปล่า?
มันเป็คำถามที่เรียบง่ายแค่ตอกหน้าผมอย่างจังเหมือนถามผมว่า
'นายมีชีวิตอยู่ไปทำไม?'
ผมไม่ได้คิดเื่นี้มาก่อน จึงได้แต่ทอดถอนใจ มองไปบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่โดยไม่อาจหาคำตอบใดมาตอบมาเรียได้
ผมน่ะ มีชีวิตอยู่ไปทำไมกันนะ…
มาเรียคงอ่านสีหน้าท่าทางหนักใจและคิดไม่ตกของผมออกจึงพูดขึ้นมาทันที
"ถ้ายังนึกไม่ออก หรือยังไม่รู้ก็ไม่เป็ไรนี่คะ ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาแล้วจะเข้าใจจุดมุ่งหมายของการเกิด และการนำทางของท่านเทพในทันทีได้เสียเมื่อไหร่ ฉันเองก็แค่มีมันแต่เกิดแล้วเองแหละค่ะ!"
เฮ้! นี่สรุป จะชมหรือจะอวดกันแน่น่ะ แม่นี่พูดจาไม่น่ารักเอาซะเลย แต่มันก็จริงนะ ค่อยๆหา ไม่ต้องรีบเร่งเอาคำตอบตอนนี้ก็ได้นี่นา…
"ว่าแต่นี่มันใช่ประเด็นที่เด็กเจ็ดขวบสองคนควรคุยกันเรอะ!?"
ผมโพล่งขึ้นมาเพื่อขัดเื่ซีเรียสที่เราเพิ่งคุยกันไป
"ฮิฮิ ก็เราสองคนน่ะไปไกลกว่าเด็กพวกนัันนี่คะ จะเอาเด็กปรกติมาเป็เกณฑ์ประเมินเราสองคนไม่ได้หรอกค่ะ"
แหม ใช้คำว่า 'เรา'ได้คล่องปากเชียวนะ
"แล้วจะบอกได้หรือยังคะ โนวิสว่าคุณเป็ใคร? เพราะอีกเดี๋ยวเราจะไม่มีเวลาคุยกันสบายๆอีกแล้วนะคะ"
มีแอบมาขู่กันหน่อยๆด้วยแฮะ บอกๆไปก็ได้มั้ง เพราะบอกไปก็คงไม่เชื่ออยู่แล้ว
"อันที่จริงผมไม่ใช่คนจากโลกนี้หรอก"
"อืมฮึ "
มาเรียผงกหัวเบาๆเหมือนคาดเดาไว้แล้ว
"ค่อนข้างอธิบายลำบาก เอาเป็ว่า ผมน่ะตายมาจากอีกโลกหนึ่ง แล้วก็มาอยู่ในฐานะโนวิสเมื่อมีนานมานี้นี่เอง ก็เลยยังคงงงๆและกำลังปรับตัว เรียนรู้พื้นฐานของโลกใบนี้อีกหลายอย่าง"
"แสดงว่า โลกใบนั้นมี หรือ ไม่มีสิ่งที่โลกใบนี้มีเหรอ?"
"ก็เวทย์มนตร์ไง กับ เผ่าประหลาดอื่นๆน่ะ"
"เผ่าประหลาดนี่ พวกไหนคะ?"
"อย่างพวกมนุษย์สัตว์กับพวกปีศาจไง มันลี้ลับและแฟนตาซีเกินไป…"
"แฟนตาซี ศัพท์คำนี้ไม่คุ้นเลยค่ะ?"
"ก็ประมาณว่า เหนือธรรมชาติ เหนือการคาดเดา สิ่งที่ไม่ควรมี ไม่เคยมี ไม่น่ามีแต่กลับมีอยู่ไง"
"แล้วที่นั่น มีเทพแห่งแสงหรือเปล่าคะ? หรือมีเทพธาตุหลายๆพระองค์ มีไหมคะ"
สุดท้ายก็วกเข้าเื่นี้จนได้สินะ ผมยิ้มออกมาเบาๆอย่างที่เดาได้
"มีแหละ แต่ไม่ได้เป็ทุกศาสนาหรอก เื่เทพนี่โดยมากเป็เอกเทวนิยมนะ พหุเทวนิยมไม่ค่อยหลงเหลือมาถึงยุคสมัยที่ผมเคยมีชีวิต"
"เอกะ พหุ อะไรนะคะ?"
"เอกเทวนิยมก็นับถือเทพสูงสุดองค์เดียว แบบนับถือพระเ้าเพียงองค์เดียวน่ะ
พหุเทวนิยมก็คือ นับถือเทพเ้าสูงสุดหลายองค์
แต่หลักๆแล้วเอกเทวนิยมกลายเป็ศาสนาที่มีการรวมกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลกเลยนะ เกือบสองในสามของประชากรโลกได้เลย!"
"โห เยอะมากเลยนะเนี่ย แต่เสียดายเหมือนกันนะเนี่ย"
"ไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก…"
"มีสิ ก็พหุเทวนิยมไง ผู้คนก็ไม่ได้นับถือให้หลากหลาย ทั้งที่ถ้ามีพลังธาตุแบบไหนก็น่าจะเสริมพลังเวทย์ธาตุนั้นด้วยการนับถือเทพประจำธาตุได้แท้ๆ"
ผมกุมหน้าเพราะหลงลืมไปว่า ความเข้าใจเื่โลกของเรามันต่างกันมาก ระหว่าง โลกที่มีเวทย์มนตร์กับโลกที่ไม่มี
ผมเลยต้องอธิบายอีกยาวเหยียดเกี่ยวกับการนับถือศาสนา ลัทธิ ต่างๆในโลกของผมว่า ไม่ได้มีเื่ของการเสริมพลังธาตุ หรือพลังเวทมาเกี่ยวข้อง
"ว้าว ศรัทธาแท้เลยนี่ นับถือแบบไม่มีผลโยชน์แอบแฝงเลย!"
ผมทำหน้าเจื่อนๆและปฏิเสธไป
"ไม่หรอก จริงๆก็มีทั้งที่อยากให้ตัวเองถูกหวย ร่ำรวย โชคดี สอบติด มีแฟน รักษาโรค ปัดเป่าเคราะห์ร้าย ไล่ผีแก้คำสาป
…ยังไม่นับบางพวกที่ตั้งลัทธิประหลาดๆก่อความวุ่นวายสร้างความเดือดร้อนจนเป็ข่าวไปทั่วอีกนะ
ผู้คนที่ตกเป็เหยื่อก็พวกผู้ศรัทธาทั้งหลายนั่นแหละ"
ผมกับมาเรีย เราสองคนมองตากันแบบเข้าใจ และพูดออกมาพร้อมกัน ถอนใจพร้อมกันว่า
"นั่น สิ น้า "
หลังจากนั้นเราก็หัวเราะร่วนออกมาถึงความบ้าบอของเราสองคน และผู้คนทั้งหลาย มาเรียปาดน้ำตาที่หางตาออกหลังหัวเราะจนเหนื่อย
"ก็อย่างว่ามานั่นแหละนะ ดังนั้นตอนนี้ได้เวลาแล้วล่ะ!"
"เวลาอะไรน่ะ!?" ผมเอียงคอด้วยความสงสัย ทำหน้างงกับคำพูดของเธอ
"เวลาแห่งการเป็คู่หู ผู้กล้า-สตรีศักดิ์สิทธิ์ ยังไงล่ะ!!!"
อย่างน้อยก็ไม่ ผ่านพ้ามให้ตัวเอง ยังดี ยังดี …
ผมนั่งคิด ยืนคิด เดินวนรอบมาเรียแล้วคิด
ผมก็ยังไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่มาเรียพึ่งบอกเมื่อครู่อยู่ดี หรือนี่จะเป็หนึ่งในการละเล่นของมาเรียกันนะ?
อ๋อ มันต้องใช้แน่ๆ แบบเล่นโรลเพลย์ไง ผมใช้กำปั้นขวาทุบฝ่ามือซ้ายอย่างพอใจในความปราดเปรื่องของตัวเอง สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องคู่กับผู้กล้า ต้องมีผู้กล้าในตำนานคอยยืนเคียงข้าง คุ้มกันเหมือนดั่งองครักษ์อะไรประมาณนั้น
"เชิญนำทางไปได้เลยครับ เลดี้ ไม่สิ สตรีศักดิ์สิทธิ์ของข้า"
มาเรียยิ้มแฉ่งหน้าบานอย่างพออกพอใจ
"ขอบใจมาก ผู้กล้าของเรา!"
แม้จะเป็แค่โรลเพลย์แต่รอยยิ้มของมาเรียก็ทำดาเมจได้จริง
มาเรียเดินนำทางไป ส่วนผมทำหน้าที่สุภาพบุรุษ ผู้คอยเดินตามและคุ้มครองคุ้มกัน
แม้ผมจะมองย้อนกลับมาดูบ้านเด็กกำพร้าครั้งหนึ่งด้วยความคิดถึงพี่จูลก็ตาม แต่สุดท้ายผมก็ตัดใจตามมาเรียไป แม้ไม่รู้ว่า เธอจะพาผมไปที่ไหน
...