ตลอด่เวลา 7 วันนับจากวันที่หลิวหรงฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่ เธอยังไม่เคยได้เห็นแม้กระทั่งเงาของฉางอ๋องเลยเป็การตอกย้ำความจริงที่ว่าผู้ชายคนนั้นไร้ซึ่งน้ำใจและเยื่อใยต่อเ้าของร่างนี้โดยสิ้นเชิงไม่แน่ว่าถ้าซูอวี่หรงตายไปจริงๆ เขาอาจจะถึงขั้นลุกขึ้นมาจัดงานเลี้ยงฉลองเลยก็ได้
คนที่มาคอยเฝ้าดูอาการด้วยความห่วงใยจากใจจริงคือซูฮูหยินหรือก็คือท่านแม่ของซูอวี่หรงนั่นเอง ทุกครั้งที่หลิวหรงเจอซูฮูหยินก็ทำให้นึกถึงแม่แท้ๆ ที่เธอไม่ได้มีโอกาสเอ่ยลาหรือขอโทษในชีวิตก่อนไม่ว่าจะคิดเท่าไรก็มีแต่ความรู้สึกเสียดายและไม่ยินยอม โดยเฉพาะวันเวลาที่เธอเสียไปกับการไล่ตามคู่หมั้นที่เพิ่งจะรู้แจ้งว่าไร้ค่าเพียงใดคนนั้น
“แม่คงมาหาเ้าทุกวันเช่นที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว หลังจากนี้เ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี เข้าใจหรือไม่” คนนอกไม่ควรเข้าออกตำหนักอ๋องเป็ว่าเล่น แต่เนื่องจากเป็เหตุสุดวิสัยและเกี่ยวข้องกับความเป็ความตายของบุตรสาว‘กัวซิ่วหลิน’ จึงได้รับอนุญาตให้มาเยือนตำหนักฉางอ๋องได้เป็พิเศษ
หลิวหรงที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากท่านแม่เ้าของร่างเดิมติดต่อกันหลายวันจนทำให้คิดถึงมารดาในชีวิตก่อนเมื่อได้ยินว่าั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปเธอจะไม่ได้เจอซูฮูหยินอีกก็น้ำตารื้นขึ้นมา
“เด็กโง่ เ้าโตจนออกเรือนแล้ว เป็ถึงหวางเฟยยังร้องไห้เป็เด็กๆอยู่อีก” แม้ปากจะเอ่ยตำหนิแต่อ้อมกอดของซูฮูหยินทำให้หลิวหรงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความรักจริงๆ เมื่อรวมกับความรู้สึกติดค้างในใจที่ไม่ได้มีโอกาสบอกลาพ่อแม่ก่อนจะตายในชีวิตก่อนก็ทำให้เสียงสะอื้นของเธอดังลั่นไปทั่วเรือน
‘แม่คะ… หนูคิดถึงแม่จังเลย...’
เลี่ยงฮั่นที่คอยจับตาดูพระชายาเอกตามคำสั่งของนายเหนือหัวอย่างเคร่งครัดไม่เคยพบเห็นนางในสภาพหมดท่าเช่นนี้มาก่อน เห็นนางร้องไห้ราวกับเด็กเล็กๆแล้วก็บังเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ไม่คิดว่าเด็กสาวผู้ร้ายกาจนางนั้นจะมีมุมอ่อนแอเช่นนี้อยู่ด้วย
หลิวหรงพักฟื้นต่ออีกราว 10 วัน าแใหญ่กลางหน้าอกที่เคยปริแยกก็ค่อยๆ สมานตัว ความรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่ขยับตัวก็ลดน้อยลงเรื่อยๆหลายวันที่ผ่านมานอกจากจะได้รับการประคบประหงมจากซูฮูหยินแล้วเธอยังคิดเื่ชีวิตใหม่ในร่างของซูอวี่หรงอีกด้วย
เด็กสาวคนนี้อายุยังไม่ถึง 16 ปีเสียด้วยซ้ำ แต่กลับต้องพรากจากพ่อแม่มาแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เห็นค่าของตัวเองถ้าเป็โลกในยุคอนาคต เด็กอายุเท่านี้ก็ยังเป็เพียงนักเรียนมัธยมปลายเท่านั้น แต่ที่นี่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะกลายเป็สมบัติของสามี กลายเป็คนของตระกูลสามีกระทั่งตายแล้วก็ยังต้องฝังอยู่ในสุสานตระกูลสามี การหย่าร้างซึ่งมักจะเกิดจากการถูกสามีบังคับหย่าถือเป็เื่อัปยศต่อตนเองและวงศ์ตระกูล
ดังนั้น การแต่งงานของผู้หญิงยุคนี้ก็คือการถูกขังไว้ในกรงและมัดด้วยโซ่ตรวนในบ้านของสามีตลอดชั่วชีวิตที่เหลือถ้าชีวิตที่ 2 นี้เธอสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 80 ปี ก็เท่ากับว่าเธอจะต้องติดอยู่ในคุกแห่งนี้อีก64 ปีเลยทีเดียว
“หวางเฟยเพคะ ท่านอ๋องเสด็จไปยังเรือนเถาฮวาอีกแล้วเพคะ” คำรายงานของ‘จีเฉียว’ นางกำนัลคนสนิทอีกคนดังขึ้นข้างหู ทำให้หลิวหรงหลุดออกจากการบวกลบคูณหารตัวเลขที่ไม่น่าอภิรมย์อย่างฉับพลัน
“เรือนเถาฮวา?” นั่นเป็ชื่อเรือนของพระชายารองไม่ใช่เหรอแล้วมาบอกเธอทำไม
หลังจากพยายามขุดความทรงจำของซูอวี่หรงขึ้นมาก็ทำให้เธอจำได้ว่า ก่อนหน้านี้เด็กคนนั้นเคยสั่งให้นางกำนัลคนสนิทคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของฉางอ๋องเอาไว้นางจะต้องได้รับรายงานทุกครั้งที่เขาไปหาตู้เมิ่งเจี๋ย จะได้จดไว้ในบัญชีแค้นและตามไปอาละวาดได้ถูก
เมื่อขุดเจอแต่พฤติกรรมร้ายๆ ที่แสนจะไร้ประโยชน์ของเ้าของร่างเดิมหลิวหรงก็ถอนหายใจออกมาอย่างละเหี่ยใจ
“ต่อไปนี้พวกเ้าไม่ต้องรายงานเื่ของฉางอ๋องกับตู้เมิ่งเจี๋ยอีกแล้วนะ”พวกเขาเป็คนรักกันไม่ใช่เหรอ อยากทำอะไรก็ตามสบายเถอะ
จีหลิงและจีเฉียวหันไปมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ พวกนางเป็สาวใช้คนสนิทที่ติดตามพระชายาเอกมาจากบ้านเดิมนิสัยใจคอของเ้านายเป็อย่างไรย่อมรู้แจ้งแก่ใจแต่หลายวันมานี้พระชายาเอกเปลี่ยนไปจากเดิมมาก พวกนางไม่ได้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวเขียวคล้ำเพราะโทสะหรือเสียงด่าทอเวลาไม่ได้ดั่งใจอีกเลยกระทั่งเื่สำคัญที่สุดอย่างเื่ของฉางอ๋อง พระชายาเอกก็ไม่ถามถึงสักครั้ง
แต่อาการสงบนิ่งผ่อนคลายราวกับปล่อยวางลงได้แล้วนี้ทำให้ทั้งสองรู้สึกสบายใจมากกว่า จึงไม่คิดทักท้วงให้เ้านายเสียอารมณ์อีก
“เพคะหวางเฟย”
“่นี้ไม่มีเทียบเชิญให้ข้าไปร่วมงานเลี้ยงเลยเหรอ”หลิวหรงจำได้ว่าซูอวี่หรงมักได้เทียบเชิญจากฮูหยินตระกูลขุนนางเป็ประจำถ้าจะถามว่าชีวิตก่อนมีเื่ไหนบ้างที่เธอถนัด หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นการไปร่วมงานเลี้ยงในแวดวงของชนชั้นสูงเพราะปู่ย่าตายายและพ่อแม่มักจะพาเธอไปร่วมงานประเภทนี้มาั้แ่จำความได้
“ั้แ่ที่หวางเฟยได้รับาเ็ก็ไม่มีเทียบเชิญเข้ามาอีก หลังจากมีข่าวว่าพระองค์อาการดีขึ้นแล้วก็มีเพียงของขวัญแสดงความยินดีเพคะ”
หลิวหรงนั่งเท้าคางพลางใช้ความคิด การอยู่แต่ในตำหนักเฉยๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรสู้ออกไปเปิดตัว แก้ข่าว สร้างภาพลักษณ์ใหม่ และหาคอนเนคชั่นดีกว่าเผื่อว่าอะไรที่ดูยากจะได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นในอีกครึ่งเดือนถัดมา หลิวหรงในร่างพระชายาเอกฉางอ๋องที่พร้อมจะออกงานสังคมแล้วจึงสั่งให้นางกำนัลช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงแรกในชีวิตที่สองหลังจากแต่งตัวและพร้อมออกเดินทาง เธอและนางกำนัลคนสนิททั้งสองก็เดินออกจากเรือนไปยังเส้นทางที่มุ่งสู่ประตูหน้าตำหนัก
เลี่ยงฮั่นที่คอยเฝ้าดูอยู่แล้วจึงปรากฏตัวขึ้นมา
“หวางเฟยจะเสด็จไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนสนิทของฉางอ๋องมองพระชายาเอกอย่างแปลกใจนอกจากวาจา การกระทำ นิสัยใจคอของนางจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคนแล้ว วันนี้นางยังไม่มีเค้าของสตรีเย่อหยิ่งผู้ชอบแต่งกายและประทินโฉมด้วยสีสันฉูดฉาดเพื่อความโดดเด่นเหนือผู้อื่นอยู่เสมออีกด้วยไม่คิดว่าเมื่อไม่มีเครื่องประทินโฉมหนาเตอะบดบังใบหน้าแล้ว นางจะดูอ่อนเยาว์งดงามชวนมองได้ถึงเพียงนี้
“ข้าจะออกไปงานเลี้ยงที่จวนตระกูลฝูสักหน่อย...หรือว่าข้าไปไม่ได้?” หลิวหรงเอียงคอถามอย่างไม่แน่ใจพลางกะพริบตาปริบๆ เธอจำได้ว่าก่อนที่จะเกิดเหตุลอบสังหารหลังกลับจากงานเลี้ยงในวังฉางอ๋องสั่งกักบริเวณซูอวี่หรงอย่างไม่มีกำหนด แต่หลังจากตายไปรอบหนึ่งและเธอก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยมจนแทบจะไม่มีตัวตนมาเป็เดือนแล้ว ยังไม่พออีกเหรอ?
ท่าทางใสซื่อกับดวงตากลมโตที่รอคอยคำตอบอย่างตั้งใจนั้นทำให้เลี่ยงฮั่นถึงกับวางตัวไม่ถูก
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ หากหวางเฟยจะเสด็จออกนอกตำหนักกระหม่อมและองครักษ์อีกสี่คนจะตามเสด็จด้วย”
“อ้อ...” หลิวหรงหลุบตาลง คิดถึงเื่ที่ถูกปองร้ายแล้วก็พยักหน้ารับมีองครักษ์อยู่ด้วยย่อมอุ่นใจกว่า “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
ขบวนรถม้าของพระชายาเอกฉางอ๋องเคลื่อนลงมาจอดหน้าจวนของเสนาบดีกรมขุนนางแซ่ฝูท่ามกลางรถม้าจากจวนอื่นๆอีกหลายคัน ทันทีที่หลิวหรงก้าวลงจากรถม้าก็กลายเป็ที่สนใจของเหล่าฮูหยินทั้งหลาย ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
เมื่อเข้าไปในงานแล้ว ร่างระหงที่นับวันยิ่งเปล่งปลั่งรวมกับการแต่งกายและการประทินโฉมที่ดูเรียบง่ายเป็ธรรมชาติ จนใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งโดดเด่นเหนือสตรีอื่นเรียกสายตาบรรดาฮูหยินจากจวนต่างๆ ให้มารวมกันเป็จุดเดียว
“คารวะฉางหวางเฟยเป็เกียรติของตระกูลฝูที่ทรงเสด็จมาร่วมงานในวันนี้เพคะ” ‘เหออ้ายชิว’ฮูหยินเอกของเสนาบดีฝูรีบออกมาต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้น ตระกูลฝูและตระกูลซูเป็พันธมิตรที่ดีต่อกันต่อให้ที่ผ่านมาชื่อเสียงและพฤติกรรมบุตรสาวคนเดียวของเสนาบดีซูจะย่ำแย่เพียงใดแต่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจล่วงเกินนางอย่างเปิดเผยได้
“เป็ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณฝูฮูหยิน ทั้งของขวัญที่ท่านส่งไปให้ข้าที่ตำหนักฉางอ๋องทั้งเื่ที่วันนี้ท่านยังเชิญให้ข้ามาร่วมงานเลี้ยงเพื่อเปิดหูเปิดตาอีก ถือว่าท่านได้ช่วยเหลือคนที่เพิ่งหายป่วยอย่างข้าไม่ให้ต้องอุดอู้อยู่พอดีเชียววันนี้ข้านำของขวัญตอบแทนน้ำใจมาให้ฝูฮูหยินด้วย หวังว่าฝูฮูหยินจะไม่รังเกียจ”
คำตอบที่มาพร้อมน้ำเสียงอ่อนหวานเป็กันเองและรอยยิ้มเป็มิตรอย่างหาได้ยากนั้นทำให้ทั้งเ้าภาพและแขกหลายคนในบริเวณใกล้เคียงถึงกับเบิกตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อหูนี่ใช่บุตรีตระกูลซูแน่หรือ...
เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะมีข่าวลือที่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็คนปล่อยออกมาว่าด้วยเื่ที่นางวางยาพระชายารองฉางอ๋องจนแท้งบุตรทำให้ชื่อเสียงด้านความร้ายกาจ เอาแต่ใจ วาจาก้าวร้าวสามหาวไม่เห็นหัวใครมาแต่ไหนแต่ไรยิ่งเพิ่มพูนขึ้นด้วยเื่ของความใจดำอำมหิตและกระทำการอุกอาจไม่กลัวฟ้าดิน เรียกได้ว่านางแทบจะกลายเป็ผู้เพียบพร้อมบริบูรณ์ไปด้วยความชั่วช้าเลวทรามครบทุกด้านอยู่แล้ว
แล้วสตรีตรงหน้าพวกเขานี้เป็ใครกัน!
ตลอดงานเลี้ยงในวันนั้น หลิวหรงรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ที่พุ่งมาจับจ้องจับผิด จับตาดูด้วยจุดประสงค์หลากหลาย และแน่นอนว่าเธอไม่คิดจะทำให้คนเ่าั้ผิดหวัง
ทุกคนในงานจึงได้เห็น ‘ซูอวี่หรงเวอร์ชั่นใหม่’ เด็กสาวผู้มีมารยาทงามยิ้มหวาน น้ำเสียงไพเราะ คำพูดคำจาหรือก็รื่นหูยิ่งนักทำให้ฮูหยินหลายคนที่ได้รับคำชมคนละประโยคสองประโยคถึงกับหน้าบานกลับจวน และคงมีแรงอ้าปากส่งต่อเื่ดีๆของพระชายาเอกฉางอ๋องในวันนี้ให้กระจายไปในวงกว้างอย่างแน่นอน
กระทั่งเ้าบ้านอย่างฝูฮูหยินก็ไม่คาดคิดว่างานเลี้ยงในวันนี้จะราบรื่นครึกครื้น บรรยากาศก็เป็ไปอย่างชื่นมื่นปรองดอง ทำให้การเจรจาต่างๆ ง่ายดายกว่าที่เคยใครจะคาดคิดว่าเด็กสาวไม่รู้ความผู้นั้น เมื่อออกเรือนแล้วจะรู้จักเปลี่ยนแปลงตนเองและเติบโตได้อย่างสง่างามถึงเพียงนี้ไม่เสียทีที่เกิดในตระกูลขุนนางชั้นสูงอย่างตระกูลซูจริงๆ