จับเข่าคุย (ตอนปลาย)
โอวหยางิหลิงยังคงปิดซ่อนใบหน้าใต้หน้ากาก เขาไม่คิดสักนิดว่า เมื่อตนเองก้าวเข้ามาในห้องจะได้พบกับภาพอันงดงามของหญิงสาวในอาภรณ์ขาวกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกับพนักหัวเตียง ใบหน้าซีดเล็กน้อยดูเคร่งขรึมผินมองเสาเตียงต้นหนึ่งตรงปลายเท้า เส้นผมยาวทิ้งตัวคลอเคลียข้างแก้มเลื้อยลงมาแผ่สยายไปบนพื้นเตียง ท่าทางอย่างคนคิดไม่ตกผสานด้วยความเปราะบางและว้าเหว่ ชวนคนมองอดรู้สึกสงสารนางมากขึ้นมิได้
โดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มย่างเท้าช้าลงเพราะภาพนี้ จากนั้นอดที่จะคิดถึงนางในอดีตชาติมิได้ ยามนั้นนางมิต่างอันใดกับรูปสลัก เงียบเฉยคล้ายไร้ความรู้สึก ทว่าในส่วนลึกคงเป็เช่นยามนี้ มีเื่ที่ต้องครุ่นคิด มีหัวใจที่เปราะบาง มีความกังวลที่มิอาจแก้ไข ต่างกันเพียงชาตินี้นางแสดงมันออกมาอย่างซื่อตรง มิต้องเก็บไว้ในใจอีกต่อไป
"คิดอะไรอยู่หรือ" โอวหยางิหลิงเอ่ยถามเสียงเบาหลังมาหยุดห่างจากนางห้าก้าว
หญิงสาวที่กำลังเหม่อบนเตียงสะดุ้งแล้วหันหน้ามาหา ดวงตากลมโตสีอ่อนที่จ้องมาด้วยความใของนาง ทำเอาหัวใจของชายหนุ่มเต้นผิดจังหวะไปหนหนึ่ง เขาไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่า ั์ตาของนางจะสวยถึงเพียงนี้ มันดูราวกับตาของลูกสัตว์ไร้เดียงสาก็ไม่ปาน
"ท่าน...หลางจวิน เหตุใดเข้ามาเงียบๆ เล่า" ฉู่ซู่อิ๋งตำหนิเสียงเข้มพลางขยับถอยเมื่อชายตัวโตทรุดลงนั่งข้างๆ
"ข้านึกว่าเ้ายังหลับอยู่น่ะสิ" โอวหยางิหลิงโกหกน้ำเสียงตายด้าน เขารู้อยู่แต่แรกแล้วว่านางไม่ได้พักผ่อน "ข้าได้ยินจากหมอว่าเ้าเปิดผ้าพันแผลที่ตาแล้วจึงตั้งใจมาดูเสียหน่อย รวมถึงจะมาแจ้งข่าวร้ายด้วย"
"ข่าวร้ายอะไรหรือ" ฝ่ายตรงข้ามสะบัดเสียงถาม พยายามจะย้ายมือหลบ 'กรงเล็บเหยี่ยว' ที่ตะปบเข้ามา ทว่าก็หนีไม่พ้นถูกเ้าคนสารเลวคว้าไปลูบเล่นจนได้ นางอดใจไม่ไหว ตำหนิออกไปอีกคำรบ "หลางจวิน แม้ข้าไม่ทราบว่าท่านเป็ใคร แต่คิดว่าสถานะของท่านไม่น่าจะไม่ต่ำต้อย ท่านควรทราบดีว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ท่านเลิกจับมือข้าสักที!"
พูดจบก็ออกแรงชักมือกลับมา แต่ว่าอีกฝ่ายกลับยังกุมไว้แน่น ซ้ำยังหัวเราะเสียงใสราวกับชอบใจที่โดนด่าเสียด้วย ช่างหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน!
"หลักการนั้นข้าย่อมเข้าใจ แต่มือข้าดันไม่ยอมฟังคำสั่งนะสิ มิสู้เ้าทำตัวให้ชินดีกว่า" คนสวมหน้ากากไม่ได้พูดเปล่า ยังเอามือสองข้างคลึงมือนางเหมือนคลึงส้มอีกด้วย
"สารเลว! เหตุใดท่านจึงไร้ยางอายเยี่ยงนี้!" ฉู่ซู่อิ๋งโมโหจนอยากตีคน นางอยู่ชายแดนมานาน ยังไม่เคยเจอใครหน้าไม่อายถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
"ข้ายังไร้ยางอายได้อีกมาก แค่ยังไม่ได้อยากทำเท่านั้น" ริมฝีปากที่อยู่ใต้หน้ากากครึ่งหน้านั้นยกยิ้มบางๆ โอวหยางิหลิงตัดสินใจที่จะไม่บอกนางว่า ทุกคืนหลังจากนางหลับไปแล้ว เขาจะแวะมาเยี่ยมและแอบลูบมือนางเกือบครึ่งชั่วยามเสมอ แม้จะกลับดึกแค่ไหน ทำงานเหนื่อยเพียงใดก็ต้องมา
หญิงงามฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดนัก ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตตนเองไว้ ต่อให้สวมหน้ากากเงินปิดอยู่ นางก็จะฝากรอยมือไว้บนแก้มเขาให้ได้
"ตกลงว่าท่านมีข่าวร้ายอันใดจะบอกกับข้า!" เมื่อเอามือตัวเองคืนมาไม่ได้ นางจำใจต้องเปลี่ยนเื่เพื่อลืมๆ มันไปเสีย
"ข้า...หาศพสาวใช้อีกคนของเ้ากับผู้คุ้มกันที่เหลือไม่เจอ หลายวันก่อนเกิดดินถล่มฝั่งพื้นที่ที่เ้าโดนโจมตีครั้งแรกไปจนหมดแล้ว ข้าให้คนช่วยกันขุดหาหลายวันก็ไม่เจอ" คนถูกถามตอบหลังเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สุ้มเสียงทุ้มลดต่ำลงฉายแววรู้สึกผิด
ฉู่ซู่อิ๋งทั้งใจสั่นทั้งคาดไม่ถึงว่าเขาจะสารภาพตามตรง "หงชุ่ยเล่าให้ข้าฟังแล้ว ท่านทำดีที่สุดแล้วล่ะ ถ้าจะหาคนผิดเื่นี้ คนนั้นก็คือข้า ถ้าข้าไม่ประมาท พวกนางกับคนอื่นๆ ก็คงไม่ตาย และคนของท่านก็คงไม่เจอเหตุร้ายเช่นกัน"
หญิงสาวก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดจากใจจริง ไม่ว่าจะทบทวนเกี่ยวกับเื่นี้อย่างไร นางก็เห็นแต่ความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น พลาดที่ไม่ได้ประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้มืออาชีพทำการในครั้งนี้ สาวใช้ทั้งสองนางกับผู้คุ้มกันเ่าั้ไม่ควรต้องมาสละชีวิตอย่างไร้ค่าเลย คนที่สมควรตายมากที่สุดคือนางต่างหาก
แต่ชั่วขณะที่กำลังคิดเช่นนี้ มือใหญ่ของคนข้างกายพลันเลื่อนมาเช็ดตรงหางตา หญิงสาวถึงได้รู้ว่าตนเผลอหลั่งน้ำตาต่อหน้าเขาอีกครั้ง
"เ้าน้ำตากว่าที่คิด" เขาเปรยเบาๆ คล้ายกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า กระนั้นคู่สนทนายังรู้สึกฉุน
"เ้าน้ำตาแล้วอย่างไร ข้าเสียใจมิได้หรือ" ฉู่ซู่อิ๋งสูดจมูก ถามน้ำเสียงคับข้อง ทั้งค้อนใส่เขาอีกด้วย
ทว่าคนที่นั่งข้างกายกลับดึงปลายคางนางให้หันกลับสบตากับตนเอง ดวงตาของเขาจับจ้องมาด้วยแววหนักแน่น แม้จะสวมหน้ากากปิดซ่อนใบหน้าบางส่วนไว้ เขาก็ยังมั่นใจว่าหญิงสาวจะมองเห็น ซึ่งก็เป็เช่นนั้นจริงๆ และั์ตาสีเข้มคู่นี้สะกดนางเอาไว้
"การที่เ้าเสียใจกับเื่เลวร้ายนั้นไม่ใช่เื่ผิด แต่ผิดที่เ้าโทษตัวเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่ความผิดของเ้าเลย พวกชั่วนั่นต่างหากที่ผิด ถ้าพวกมันไม่คิดทำร้ายเ้า คนเ่าั้จะต้องตายหรือ" โอวหยางิหลิงกล่าวด้วยเสียงต่ำลึกอันอ่อนโยน มันซึมลึกไปช่วยให้จิตใจว้าวุ่นของหญิงสาวสงบลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
"แต่ก็เป็เพราะข้าพาพวกเขามามิใช่หรือ" ฉู่ซู่อิ๋งถามเศร้าๆ หยดน้ำตารินลงมาอีก "สาวใช้สองคนนั้นติดตามข้ามาั้แ่ปีก่อน ถ้าไม่มีพวกนาง ข้าคงกลับต้าิเซี่ยมิได้ ข้าเคยสัญญาว่าจะให้ชีวิตที่ดีขึ้นกับพวกนาง แต่สุดท้าย..."
ชายหนุ่มฟันางพูดพลางเหลือบดูมือบางในอุ้งมือตน มันกำลังจิกเนื้อเขาแน่นประหนึ่งกำลังส่งผ่านความเศร้าและคับแค้นของผู้เป็เ้าของมาถึงเขา หญิงสาวทำลงไปโดยไม่รู้ตัวสักนิด เขาอยากรู้จริงๆ ว่าสองปีที่ผ่านมาสตรีนางนี้ไปอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรถึงกลับมาได้ สาวใช้สองคนนั้นคงช่วยนางไม่น้อย ฉู่ซู่อิ๋งจึงไม่หลั่งน้ำตาให้ถึงสองครา
"คนเราไม่มีทางรู้อนาคต หรือคาดเดาศัตรูไปได้ทุกครั้ง แม้เ้าจะฉลาดแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะรู้ไปทุกอย่าง ตัวข้าเองยังเคยพลาดพลั้ง อ่านทางศัตรูผิด ถูกลอบสังหาร ถูกคนที่ไว้ใจทรยศหักหลัง ถูก..." โอวหยางิหลิงเว้นวรรคสบสายตาคนตรงหน้านิ่ง "...คนที่คาดไม่ถึงช่วยเหลือ แทนที่จะมานั่งโทษตัวเองว่าเป็คนพาคนกลุ่มนั้นมาตาย มิสู้หาทางสืบสาวให้ได้ว่าคนลงมือเป็ใคร และจัดการมันให้สาสมจะดีกว่า"
ฉู่ซู่อิ๋งสาบานกับตัวเองเลยว่า ชั่วขณะที่ 'หลางจวิน' สบสายตาตนเมื่อสักครู่นั้น แววตาของเขาล้ำลึกเปี่ยมด้วยแรงหวนคะนึงมหาศาล หญิงสาวรู้สึกเหมือนเขากำลังมองทะลุตัวนางไปหาใครบางคน
"ถึงท่านจะพูดแบบนั้นก็เถิด ข้ายังทำใจไม่ได้อยู่ดี" เพื่อสลัดความรู้สึกนี้ออกไป นางพูดขึ้นมาพร้อมเบี่ยงหน้าหลบสายตาของเขา
"เช่นนั้นข้าจะสร้างสุสานให้พวกนางดีหรือไม่ ทำให้พวกผู้คุ้มกันด้วย" โอวหยางิหลิงว่าพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อมาซับน้ำตาของนางให้แห้ง เขาพยายามทำอย่างอ่อนโยนที่สุด "หรือถ้าเ้าอยากส่งพวกเขากลับบ้าน ข้าจะให้คนช่วยส่งกระดูกกลับบ้านเกิดพวกเขาเอง"
คำพูดนี้เรียกให้หญิงงามกลับมามองเขาอีกครั้ง ดวงตาและจมูกของนางแดงก่ำไปหมด ทั้งน่ารักทั้งน่าสงสารไปพร้อมกัน ถ้าเทียบกับจางอวี๋ซินที่พยายามทำตนให้งดงามแม้แต่ตอนร้องไห้ ท่าทางหลั่งน้ำตาตามความรู้สึกแท้จริงของฉู่ซู่อิ๋งดูน่ามองกว่ากันมาก
"หลางจวิน ข้าถามสักคำเถิด เพราะอะไรท่านจึงทำให้ข้าขนาดนี้" ฉู่ซู่อิ๋งไม่เข้าใจจริงๆ คนแปลกหน้าไม่ควรทำให้กันมากขนาดนี้
"ข้ามีเหตุผลของข้า รีบตัดสินใจ" โอวหยางิหลิงเร่งเสียงเข้มขึ้น "อ้อ! อย่าคิดปฏิเสธเล่า ตอนนี้เ้าเหลือตัวคนเดียว รถม้าที่นั่งมาตกเหวพังไปแล้วด้วย เ้าไม่มีของติดกายสักชิ้น ไม่มีทางจัดการเื่เหล่านี้ได้ด้วยตัวเองหรอก"
ฉู่ซู่อิ๋งหน้ามุ่ย คิดว่านางไม่รู้เื่พวกนี้หรือ ์ช่างใจร้ายเหลือเกิน ท่านมอบเสียงในแบบที่นางชอบให้เขาได้อย่างไร สุ้มเสียงทุ้มต่ำให้ความรู้สึกคล้ายัักับขนสัตว์ชั้นดี พอรวมเข้ากับความเผด็จการมักทำให้นางรู้สึกขัดขืนไม่ได้ พี่ใหญ่ยังไม่เคยใช้เสียงแบบนี้กับนางเลยสักครั้ง เขาเป็ใครมาใช้เอาๆ ถึงจะไม่รู้ตัวก็เถอะ!
"ข้าตอบแล้ว ท่านเลิกทำเสียงเยี่ยงนั้นทีเถิด!"
หญิงสาวสะบัดเสียงตอบแบบขุ่นเคือง คนสนทนารู้สึกคล้ายว่าจะจับประเด็นบางอย่างจากวาจานี้ได้ ทว่ายังไม่ทันคบคิดให้ดีก็ต้องฟังนางพูดต่อ
ฉู่ซู่อิ๋งขอให้เขาช่วยสร้างสุสานให้สาวใช้ทั้งสองคนที่นี่ รวมทั้งช่วยทำป้ายิญญาให้นางด้วย เด็กสองคนนั้นเป็กำพร้า มันคงจะดีกว่าหากนางจะเป็คนเซ่นไหว้ทั้งสองเองในอนาคต อย่างน้อยตนจะได้รู้สึกผิดน้อยลงบ้าง ส่วนเหล่าผู้คุ้มกันนั้น คนใดที่มิใช่คนของ 'หลางจวิน' ขอให้ส่งกระดูกกลับบ้านเกิดพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง คนไหนที่หาศพไม่พบก็ให้เพิ่มเงินอีกหนึ่งเท่า
"ส่วนคนไหนที่เป็ของท่าน ข้ากลับถึงเมืองหลวงแล้วจะชดเชยให้ภายหลัง" คุณหนูสี่สกุลฉู่สรุปตอนท้าย "หนี้ทั้งหมดนี้ข้าจะใช้คืนให้ทั้งหมดแน่นอน"
ชายหนุ่มฟังมาถึงประโยคสุดท้ายก็ตั้งใจจะปฏิเสธ เขาเป็ลูกผู้ชาย บ้านมีฐานะสูงส่ง ยังจะเอาเงินจากสตรีไปทำไม แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร หงชุ่ยก็กลับมาเสียก่อน เด็กสาวดูประหลาดใจที่เห็นเ้านายตัวจริงอยู่ในห้องด้วย ส่วนโอวหยางิหลิงคร้านจะสนใจนาง เพียงเร่งให้สาวใช้ตัวน้อยรีบมาจัดสำรับเท่านั้น
"นายท่านโปรดอภัย บ่าวไม่ทราบว่านายท่านจะมา จึงไม่ได้เตรียมสำรับให้เ้าค่ะ" หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ หงชุ่ยก็ยืนรวบมือกล่าวสำนึกผิดตามมารยาทบ่าวผู้น้อย
"ช่างเถอะ ออกไป" ขณะที่โบกมือไล่บ่าวตัวน้อยออกไปแบบไม่ใส่ใจ หางตาก็คอยสังเกตคนเจ็บที่กำลังส่งสัญญาณขอให้สาวใช้ตัวน้อยยืนอยู่ก่อน น่าเสียดายที่หงชุ่ยมิได้มองนางเลย พอโดนไล่ก็เดินคอตกจากไป
"เอาล่ะ กินข้าวกินยาก่อนจะได้มีแรงคุยกันต่อ" โอวหยางิหลิงรวบรัดตัดต่อทันทีที่ประตูปิดลง เขาหยิบชามโจ๊กธัญพืชห้าอย่างขึ้นมาเบาไล่ไอร้อนก่อนจ่อริมฝีปากที่เม้มสนิทของคนเจ็บ "เ้าควรดีใจที่มีข้าปรนนิบัตินะ เื่นี้สตรีทั้งเมืองหลวงยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะฝันหา"
"หึ! ผู้ใดสนใจกัน" ฉู่ซู่อิ๋งแค่นเสียงคราหนึ่งถึงจะยอมกินโดยดี นางพยายามปลอบใจตัวเองว่าที่กำลังทำอยู่นี้ก็เพื่อให้ตัวเองแข็งแรงเร็วขึ้น จะได้ไม่ต้องทนโดนเ้าคนลึกลับผู้นี้รังแกอีก แม้ส่วนลึกในใจจะบอกว่าเขาไม่มีเจตนาร้าย และนางรู้สึกขอบคุณที่เขาช่วยเป็ธุระเื่ผู้เสียชีวิตให้ก็ตามที
ฝ่ายโอวหยางิหลิงนั้น นอกจากยิ้มขำกับการค่อนแคะของสาวงามแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาตั้งใจจะใช้่อาหารกลางวันนี้ปล่อยให้ฉู่ซู่อิ๋งได้ผ่อนคลายจิตใจลงบ้าง เนื่องจากเื่ที่เขาจะพูดต่อจากนี้ค่อนข้างหนักหน่วงไม่น้อย หากนางไม่ได้พักเลย ผลที่ออกมาอาจแย่กว่าที่คิด
แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ[1] ชายหนุ่มเริ่มไม่สบอารมณ์หน่อยๆ เมื่อพบว่าหญิงสาวกินโจ๊กได้แค่ครึ่งชามก็เริ่มออกอาการบ่ายเบี่ยงเสียแล้ว ส่วนน้ำแกงหัวปลาที่เคี่ยวมาอย่างดีชิมไปได้แค่สองคำเท่านั้น
"เ้ากินน้อยกินไปแล้ว" เขานิ่วหน้าพูดขณะหยิบถ้วยยาขึ้นมาประคองในอุ้งมือ พบว่ายังอุ่นอยู่นิดหน่อย จึงใช้ช้อนคนเบาเตรียมป้อนต่อ
"ท่านสิกินน้อย โจ๊กชามนี้ใหญ่กว่าเมื่อวานอีกนะ ขืนยังกินอีกก็มิต้องดื่มยากันแล้ว" คู่สนทนาถลึงตามใส่อย่างดุร้าย พร้อมยื่นมือออกไป "เอายามา ข้าจะดื่มรวดเดียวเลย"
คิ้วกระบี่ที่ซ่อนตัวภายใต้หน้ากากพลันยกขึ้น ชายหนุ่มก้มมองของเหลวในภาชนะ สีเข้มแบบนี้...ท่าทางจะขมเอาการ ทว่าเมื่ออีกฝ่าย้า เขาก็ยื่นให้แล้วนั่งมองหญิงงามแหงนหน้าดื่มมันลงคอไปอย่างอาจหาญ
"แหวะ..." แต่เมื่อดื่มยาจนหมดถ้วย คนเจ็บก็แทบจะคายลิ้นของตัวเองออกมา ไม่รู้ว่าท่านหมอกลุ่มนี้จัดยาอะไรมาให้ รสชาติถึงได้แย่นัก คนที่ทนต่อรสขมได้ดีเช่นนางหน้ายับยุ่งทุกครั้งที่ดื่มมัน
โอวหยางิหลิงเห็นแบบนั้นก็รีบป้อนสาลี่เชื่อมให้นางเพื่อล้างรสแย่ๆ ในปาก ขณะลอบยิ้มขำแกมเอ็นดูอยู่ในใจ ไม่นานใบหน้างามก็กลับคืนสู่ปกติ ซ้ำยังเผยรอยยิ้มพอใจบางๆ ให้เห็น ท่าทางจะชอบรสชาติของหวานพอสมควรทีเดียว ท่านกั๋วกงจึงป้อนให้กินอีกสองสามชิ้นแล้วถึงรินน้ำชาให้นางดื่มล้างปากเป็การปิดท้าย
"เอาล่ะ พร้อมจะคุยต่อหรือยัง" โอวหยางิหลิงถามเมื่อฉู่ซู่อิ๋งดื่มน้ำชาเสร็จ
ฝ่ายตรงข้ามเมียงมองไปทางเขา ครั้นเห็นท่าทางเอาจริงเอาจัง...โดยเฉพาะสายตาคมปลาบที่จ้องมาอย่างมุ่งมาดแล้ว นางนึกอยากจะบอกเหลือเกินว่า ยังไม่พร้อม แต่ชายคนนี้ไม่มียอมให้นางหนีแน่
"ข้าพร้อมแล้ว..." น้ำเสียงที่ฉู่ซู่อิ๋งเปล่งออกมาทั้งอ่อนล้าทั้งจำใจ
"ประเสริฐ เมื่อเ้าพร้อมแล้ว ข้าจะไม่เกรงใจอีก" ชายหนุ่มพูดไปก็คว้ามือบางข้างซ้ายมาคลึงเล่นต่อ จากนั้นแสร้งพูดอย่างรังเกียจ "มือหยาบจริง เ้าไปทำอะไรที่ไหนมา มือจึงหยาบเช่นนี้"
ปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นเหมือนกับที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด มือเรียวบางกระตุกเกร็งก่อนจะขยุ้มจิกมือของเขา ขณะตัวหญิงสาวแข็งทื่อขึ้น ดวงตาเบิ่งโตจ้องเขม็งมาหาที่เขาอย่างตื่นตระหนก คงไม่คิดกระมังว่าเขาจะถามเื่นี้ทันที
"นอกจากข้าแล้วก็ยังมีคนอีกมากมายที่สงสัยเื่นี้" ชายหนุ่มลูบมือน้อยเบาๆ "เมื่อปีนั้นเกิดอะไรขึ้นที่หยางคัง แม่ทัพประจิมฉู่ซู่อวิ๋นหายตัวไปจริงๆ หรือ น้องสาวของเขาหายไปไหน ในหมู่คนที่รอดชีวิตล้วนไม่มีใครตอบได้ มีคนมากมายพยายามตามหาพวกเขาก็ไม่มีใครพบ บัดนี้เ้ามาอยู่ต่อหน้าข้าแล้วคงจะช่วยไขข้อข้องใจได้ใช่รึไม่"
เขาทอดเสียงให้ช้าลงเพื่อให้นางรู้สึกผ่อนคลายขึ้น พร้อมกดนวดจุดชีพจรบนมือของนางตามศาสตร์ที่เคยศึกษามาก่อนหน้านี้ไป เขาปล่อยให้ฉู่ซู่อิ๋งใช้เวลาใคร่ครวญอย่างเต็มที่ สำหรับโอวหยางิหลิง นางจะตอบตอนนี้หรือตอนไหน ล้วนมีค่าเท่ากันหมด เขาถามเพราะ 'อยากรู้' ผลประโยชน์อื่นยังไม่อยู่ในความสนใจ
เวลาผ่านไปนานพอสมควรทีเดียวกว่าชายหนุ่มจะััได้ว่าฉู่ซู่อิ๋งตัวอ่อนยวบลง เขาเงยหน้าขึ้นไปมองหญิงสาวเอนพิงหนังหัวเตียงด้วยสีหน้าเศร้าสลด ดูท่าเื่ที่ผ่านมาจะกระทบกระเทือนจิตใจนางอย่างรุนแรงทีเดียว
"ข้า..." เสียงหวานแ่เล็ดลอดออกจากริมฝีปากได้รูปนั้นอย่างลำบาก "ข้ายังไม่พร้อมที่จะพูดเื่นี้"
คู่สนทนาพยักหน้ายอมรับรู้โดยไม่ถือสาแล้วเปลี่ยนถามเื่อื่น "ถ้าเช่นนั้น เ้าพอจะรู้ไหมว่าคนที่จ้องทำร้ายเ้าเป็ใคร"
ฉู่ซู่อิ๋งกลืนน้ำลายอย่างลำบาก สีหน้าประหม่าเล็กน้อย "ข้ากับพี่ชายมีศัตรูอยู่หลายกลุ่ม จึงยังไม่แน่ใจว่ากลุ่มไหนเป็คนทำ" ยิ่งพูดเสียงหวานก็ยิ่งเบา นางไม่เต็มใจเลยที่จะตอบคำถามพวกนี้เลย
"ถ้าอย่างนั้นเ้ารู้ไหมว่า พวกมัน้าอะไร" ถามมาถึงตรงนี้ โอวหยางิหลิงเห็นว่านางเผยสีหน้าดื้อรั้นผสมไม่ยินยอมขึ้นมา บางทีนางอาจจะกำลังด่าเขาอยู่ในใจ แต่ขณะเดียวกันมันก็บอกได้ว่านางมีเื่ในใจอีกเยอะ
"ข้าไม่รู้" เสียงของหญิงสาวแหบพร่า ทว่าหนักแน่นไม่น้อย
"อืม...ไม่รู้หรือ ตอนข้าไปถึงได้ยินมันะโแว่วๆ ว่า 'ของ' เ้านึกออกไหมมันคือสิ่งใด" จะบอกว่าเขาชั่วร้ายก็ได้ที่กดมีดย้ำลงไปในรอยแผลของนางเช่นนี้ หากมีทางเลือกอื่น เขาก็ไม่อยากทำ
มือบางยิ่งขยำมือใหญ่แน่นขึ้นอีก เล็บจิกเข้าเนื้อจนเืซิบโดยที่คนทำไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่จ้องเขาอย่างดุดัน
"ข้าจะรู้ได้อย่างไร บนโลกใบนี้คนดีมีแต่ของสำคัญผลัดหาย ส่วนคนชั่วเอาแต่กอบโกยกรรโชกทรัพย์สิน" ฉู่ซู่อิ๋งกระแทกเสียงคล้ายกำลังระบายความอัดอั้นตันใจ ทว่าไม่มีท่าทีจะยอมเปิดปากมากไปกว่านี้
นับว่าโอวหยางิหลิงได้เห็นโฉมหน้าของนางอีกอย่าง ดื้อรันและไม่ยอมเชื่อใจใครโดยง่าย กระทั่งเขาที่ดูแลนางอย่างดี ทุ่มเทเป็ธุระให้หลายอย่าง นางยังไม่ยอมบอกสิ่งที่ซ่อนไว้ในใจอยู่ดี ใจหนึ่งตื่นเต้นที่ได้เห็นโฉมหน้าของนางมากขึ้น แต่อีกใจก็เจือความผิดหวัง...ซึ่งเขาไม่รู้เช่นกันว่าทำไมจึงรู้สึกอย่างนี้กับนาง
"ในเมื่อเ้าไม่รู้ ข้าก็จะยังไม่ถามต่อ เพียงแต่เื่ลอบทำร้ายเ้าอยู่ในการดูแลของทางการเมืองเสี่ยวเสียน ข้าช่วยให้เ้าไม่ต้องพบกับพวกเขาได้ แต่จะอย่างไรก็ต้องมีคำอธิบายในส่วนของเ้าให้เขาอยู่ดี"
ฉู่ซู่อิ๋งจับใจความสำคัญในคำพูดของเขาได้ คนคนนี้ยิ่งใหญ่มาจากไหน ถึงช่วยนางไม่ต้องโดนสอบปากคำจากขุนนางท้องถิ่นได้ ก่อนหน้านี้ได้ยินเขาพูดถึงสตรีในเมืองหลวง หรือว่าเขาจะเป็ผู้สูงส่งมาจากที่นั่น ขณะกำลังจะขบคิดต่อพลันได้ยินเสียง 'หลางจวิน' พูดขึ้นมาพอดี
"ก่อนเ้าจะฟื้น ข้าบอกนายอำเภอที่รับผิดชอบคดีไปแล้วว่า เ้าเป็ญาติผู้น้องของข้า อยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่เมืองหลวง พรุ่งนี้ข้าจะบอกเขาอีกทีว่า ตอนถูกทำร้ายเ้าหัวไปกระแทกกับรถม้าทำให้จำเื่ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย และเพื่อรักษาอาการของเ้า ข้าจะพาเ้ากลับเมืองหลวงในอีกสองวันหลังจากนี้"
คราวนี้โอวหยางิหลิงได้เห็นฉู่ซู่อิ๋งผู้นิ่งเฉยดั่งรูปสลักในอดีตชาติ แสดงอาการแตกตื่นออกมาในที่สุด ร่างแบบบางที่เอนอ่อนปวกเปียกกับพนักหัวเตียงทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่งหลังตรง มือที่คอยบ่ายเบี่ยงการเกาะกุมเขาเสมอ เวลานี้กลับหันกลับมาคว้าแขนเขาแน่น สีหน้าตื่นตระหนกร้อนรน ดูไม่สมกับเป็สตรีสูงศักดิ์เลย
"ท่านว่ากระไรนะ จะพาข้ากลับเมืองหลวงในอีกสองวันข้างหน้าหรือ ทะ...ท่านช่วยรอสักระยะไม่ได้หรือ" นางลนลานถาม ตัวยังโน้มมาด้านหน้าจนขอบเสื้อที่ทับกันเกือบจะเผยอออกแล้ว
"ใช่ อาการของเ้าต้องรักษาระยะยาว ยาของที่นี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สู้กลับไปรักษาที่เมืองหลวงดีกว่า ตัวข้าเองก็มีงานต้องทำด้วย" คนใส่หน้ากากว่าพลางดันร่างบางกลับไปอิงหัวเตียงตามเดิมอย่างแเี หัวเสียเล็กน้อยที่นางทำอะไรไม่ระวังตัวเอาเสียเลย
"ตะ...แต่อาการของข้ายังไม่เหมาะเดินทางเท่าไหร่..." ฉู่ซู่อิ๋งกรอกตาคิดหาข้ออ้างรวดเร็ว "ขะ...ข้ายังเจ็บท้องอยู่เลย ให้ข้าพักต่ออีกสักหน่อยเถอะ หรือไม่ก็ย้ายข้าไปรักษาต่อที่เมืองเสียนเป่ย ที่นั่นใหญ่กว่า สะดวกสบายกว่า ส่วนท่านกลับเมืองหลวงก่อน ข้าค่อยตามไปทีหลังดีหรือไม่ ข้าจะทำตัวดีๆ ให้ท่านวางใจนะ ดีหรือไม่"
โอวหยางิหลิงหลี่ตามองความหวังและความเว้าวอนที่สาดส่องบนดวงหญิงสาวเขม็ง รู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้นไปอีก เขารู้อยู่แล้วว่า นางอยากจะไปที่เสียนเป่ย ซึ่งนางไม่จำเป็ต้องบอกเหตุผลกับเขาก็ได้ แต่หญิงผู้นี้กลับเลือกใช้วิธีออดอ้อนเข้าหลอกล่อ มันทำให้เขานึกถึงจางอวี๋ซิน นางนั่นก็มักจะปะเหลาะเขาด้วยวิธีนี้
"หยุดการกระทำของเ้าเสีย!" อารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาทำให้ชายหนุ่มยั้งตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป เขาใช้มือแกร่งดั่งกรงเล็บเหยี่ยวจับคางของนางแล้วดึงขึ้นมามองตนที่สูงกว่า ั์ตาสีอ่อนฉายแววตระหนกก็มิได้ช่วยให้เขาสงบลง "ข้าดีต่อเ้ามากไปใช่หรือไม่ เ้าถึงได้คิดต่อรองกับข้า คิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากนักรึ!"
"ข้ารู้ว่าข้าไม่มีทางเลือก แต่ข้ายังไม่อยากไป!" ฉู่ซู่อิ๋งก็สมกับเป็น้องสาวแม่ทัพใหญ่ เผชิญหน้าเขาด้วยความกล้าหาญ ทั้งที่หัวใจกำลังเต้นกระหน่ำอย่างตื่นกลัว
"เหตุผลเล่า!"
"ข้า...ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ข้าแค่อยากรักษาตัวที่เสียนเป่ยให้หายก่อนกลับเมืองหลวง อ๊ะ!" คนโดนคาดคั้นหลุบตาคิดเล็กน้อยก่อนจะโพล่งออกไป ผลคือถูก 'หลางจวิน' สะบัดทิ้งจนเสียหลักล้มพับไปกับเตียง
อันที่จริงตอนเห็นนางล้มลงไป ท่านกั๋งกงก็รู้ตัวแล้วว่าตนทำรุนแรงไปหน่อย เกือบจะโผไปช่วยพยุงนางแล้ว ทว่าเขายับยั้งตัวเองได้ในตอนที่ร่างแบบบางหยัดกายขึ้นมาเอง ใบหน้างามผินมามองเขาด้วยแววตาประหวั่นหวาด แต่ที่มีมากกว่าคือความดื้อรั้น!
'ไม่โกหก...'
เสียงแ่นุ่มในอดีตชาติของนางหวนกลับมาในห้วงสำนึก ชายหนุ่มถึงกับฉุนจัด ไม่โกหกอะไรกัน เ้ากำลังโกหกข้าอยู่ชัดๆ ทำมันต่อหน้าต่อตาข้าไม่พอ ยังใช้วิธีเดียวกับหญิงสารเลวคนนั้นมาหลอกล่อข้าด้วย!
"หึ! เ้าอย่าฝันหวานเลย นอกจากข้าแล้ว ยังมีผู้อื่นรอเ้าอยู่เมืองหลวง พรุ่งนี้เก็บของ เช้ามะรืนเดินทางทันที ไม่มีล่าช้า!"
ทั้งที่โกรธแสนโกรธจนอยากจะจับฉู่ซู่อิ๋งมาตีก้นให้หายแค้น แต่ที่สุดแล้วชายหนุ่มแค่สะบัดแขนเสื้อจากมาเท่านั้น แม้จะได้ยินเสียงร้องไม่ยินยอมจากนางก็ไม่หวนกลับ ซ้ำยังปิดประตูห้องดังโครมอีกด้วย
ด้านนอก บ่าวคนสนิทที่ยืนคอยอยู่ต่างอกสั่นขวัญแขวนกับเสียงวิวาทที่ดังออกมา โม่เซิงนั้นหน้าซีดเผือด ไม่คาดคิดเลยว่า คุณหนูสี่สกุลฉู่จะทำให้เ้านายของเขาโกรธได้ ส่วนหงชุ่ยยืนใกล้รัศมีจิตสังหารอันเหยียบเย็นของท่านกั่วกงมากที่สุด นางแทบจะทรุดคุกเข่าตอนที่เขาจ้องมา
"ไปดูแลคุณหนูสี่ให้ดี"
คำนี้มิต่างอันใดกับราชโองการเว้นโทษปะา เด็กสาวผลุนผลันเข้าไปในห้องทันใด ซึ่งตอนนางเปิดประตูห้องออก โอวหยางิหลิงที่ประสาทหูดีได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของฉู่ซู่อิ๋งจากข้างในอย่างชัดเจน ทำเอาใจเขาอยู่ไม่เป็สุข เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดตนจึงเป็แบบนี้ มิใช่ว่าชาตินี้ฝึกตนมาดีแล้วหรอกหรือ
"อาเซิงไปบอกทุกคนดำเนินการตามที่วางไว้"
เมื่ออยู่แล้วมีแต่ความไม่สบายใจ ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ตัดสินใจไม่อยู่ต่อ โบกมือครั้งเดียวเื้ัของเขาพลันเหลือแต่ความว่างเปล่า ส่วนตัวเขาสาวเท้ายาวๆ จากไปโดยไม่เหลียวหลัง
เขาจากไปในรูปการณ์นี้ถึงสองครั้งแล้ว คราแรกเขาคาดหวังว่าสตรีนางนั้นจะฟื้นกลับมา ส่วนครั้งนี้เขาปรารถนาให้แผนการของตนสำเร็จผล!
________________________________________
[1] หน่วยนับเวลาของจีนโบราณ ประมาณ 15 นาทีของเวลาสากล
_________________
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - หมานิสัยไม่ดีอ่ะ รังแกสตรี!! =[ ]=!!!!