ั้แ่ที่พ่อกับแม่เขาหายไป เขาก็ต้องหาเลี้ยงตัวเอง การล่าสัตว์นั้นทำได้ยากกว่าเดิม เพราะไม่มีพ่อของเขาคอย ช่วยเหลือ แถมเขายังควบคุมพลังธาตุไม่ได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะถูกฝึกฝนอย่างหนักเพื่อชดเชยที่ไม่สามารถ ควบคุมธาตุต่างๆ ได้ แต่การฝึกฝนร่างกายอย่างหนักนอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรง และเพิ่มอัตราการรอดจากการถูกสัตว์ร้ายล่า นอกจากนี้มันก็ไม่ได้ช่วยเขาซักเท่าไหร่
สิ่งที่ทำให้เขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ก็คือพวกสมุนไพรต่างๆ และเขามักจะหาสมุนไพรหายากไปให้กับร้านยาในเมืองเสมอ แม้ว่า่แรกๆ จะถูกกดราคาเพราะเขาไม่รู้ราคาที่แท้จริงของมัน แถมเ้าของร้านยังเห็นว่าเขาเป็แค่เด็กจึงเกิดเื่แบบนี้ขึ้น พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเขาก็พอจะรู้อะไรต่อมิอะไรมากพอ ร้านยาที่เคยขายให้ก็เปลี่ยนเป็ร้านอื่นซึ่งร้าน ที่สองนี้ก็พึ่งมาเปิดใหม่ได้ไม่นาน
บางครั้งที่เขาสามารถล่าสัตว์ได้ทั้งจากการยิงธนูหรือการกับดักที่ได้วางเอาไว้ เขาก็จะชำแหละชิ้นส่วนเอามา ขายและบางส่วนก็เก็บเอาไว้ทานเอง ซึ่งทันทีที่ชำแหละเสร็จเขารีบเข้าไปในเมืองเพื่อเอามาขาย เพราะเขาไม่ได้มีแหวนคลังเหมือนพ่อ จึงกลัวว่าของจะเน่าเสียก่อน แถมแหวนคลังวงที่ถูกที่สุดก็ยังมีราคาแพงมาก ราคาขนาดนั้นสามารถเป็ค่าอาหารเขาได้สองสามเดือนด้วยซ้ำไป
แต่ละวันเขาเองยังหาเงินได้แค่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ เ จะให้เขาเอาเงินที่ไหนมาซื้อแหวนคลังได้ และถึงจะซื้อมาได้แต่คนที่ไม่สามารถควบคุมธาตุได้เลยซักธาตุแบบเขา มีมันไปก็เปล่าประโยชน์
เขาไปหาหมอมาทุกๆ ที่ในเมืองนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถรักษาเขาได้เลย หนำซ้ำอาการที่เขาเป็ยังไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำ เขาจึงได้แต่หวังว่าหากมีเงินมากพอที่เขาจะไปเมืองหลวง เขาจะหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาตัวเองให้ได้
และบ่อยครั้งที่เขามักจะถูกรีดไถเมื่อเข้าไปในเมือง
“ว่าไงไอ้คนไร้ธาตุ ดูท่าจะได้เงินมาเยอะนิ ขอยืมไปใช้หน่อยจะได้ไหม” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นตามหลังเขามา และในทันทีที่เขากำลังจะวิ่ง ก็มีก้อนดินพุ่งเข้าใส่กลางหลังจนทำให้เขาล้มลงไป
“ฮ่าๆ ๆ ๆ แกคิดว่าจะหนีข้าได้งั้นเหรอ ไหนๆ ค่าสมุนไพรมาให้ยืมหน่อยสิ” มันเข้าไปค้นตัวของกอนจนได้เงินไป
แม้ว่าร่างกายของเขาจะดูกำยำกว่า แต่ทว่าเขาไม่สามารถควบคุมพลังธาตุอะไรได้เลยสักธาตุ เพราะความต่งาที่ว่านี้แม้ว่าอีกฝ่ายจะผอมกะหร่องแต่เขาก็ไม่อาจขัดขืนอีกฝ่ายได้เลย กอนไม่พูดไม่จาได้แต่มองหน้ามันอย่างโกรธแค้น เมื่อถูกกอนมองมาด้วยสายตาแบบนั้นมันตวาดใส่กอนพร้อมกับควบคุมก้อนดินอีกหลายก้อนพุ่งเข้าใส่กอน
“หืมมม บังอาจนักกล้ามองข้าแบบนี้เหรอไอ้เด็กกำพร้า ขนาดพ่อกับแม่แกยังทิ้งแกเลย หรือว่าที่พ่อและแม่ของแกทิ้งแกไปก็เพราะพวกเขาสมเพชตัวเองที่มีลูกชายเป็แบบนี้” ทว่าก้อนดินก้อนสุดท้ายที่กำลังจะปาเข้าใส่กอนก็ถูกหยุดลง เพราะมีเสียงของกอนก็ดังขึ้นมาแทรกก่อน
“ฮ่าๆ ๆ ข้าเหรอน่าสมเพช อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าพ่อกับแม่ของข้าชื่ออะไรหน้าตาเป็ยังไง แม้ว่าข้าจะถูกทิ้งแต่ข้าก็สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้อย่างสุจริต ไม่เหมือนแกที่ไม่เคยเห็นแม้กระทั้งหน้าพ่อแม่ แถมยังหาเงินเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ดีแต่ใช้กำลังขูดรีดจากคนอื่นที่อ่อนแอกว่า” พูดจบกอนก็ยังไม่ละสายตาไปจากอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายมีน้ำโห
“ปากดีนัก” คำพูดของกอนทำให้มันโกรธจันคลั่ง มันควบคุมก้อนดินขึ้นมาจากพื้นใหญ่กว่าเดิมถึงสามเท่าและปาไปยังกอนที่อยู่เบื้องหน้า
แม้ว่ากอนจะอยากหลบทว่าเขาก็ไม่สามารถทำได้ เพราะร่างกายตอนนี้ไม่ยอมทำตามคำสั่งของเขาสักอย่าง ก่อนที่ก้อนดินจะพุ่งมาถึงตัวกอน จู่ๆ ก็มีกำแพงดินโผล่ขึ้นมาบังร่างของกอนเอาไว้
ตู้ม!!!!!!!!!!!!!!!
เสียงก้อนดินปะทะกำแพงดินดังลั่นไปทั่วซอยทำให้ผู้คนหันมามองกันให้ควัก บ้างคนก็ชะเง้อมองจากหน้าต่าง
“เฮ้ๆ รังแกคนอ่อนแอกว่าแบบนี้นะสนุกเหรอ” เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลกล่าวออกมาพร้อมกับมองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้ก็เขม่นใส่เขาอยู่เช่นกัน
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” มันรีบหันหลังไปอย่างรวดเร็วเพราะบุคคลตรงหน้า เป็บุคคลที่มันไม่สามารถยุ่งได้เลย ถึงแม้ว่าจะมีฝีมือพอๆ กันก็ตาม
“นายนะ เป็อะไรไหม” เขาพูดพลางยื่นมือเข้าไปหากอนเพื่อจะช่วยดึงให้กอนลุกขึ้นมา แต่กลับกลายเป็ว่ากอนได้สลบไปแล้ว
เมื่อเด็กหนุ่มรู้สึกตัวเขาก็มองไปยังรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากออกมา
“ที่นี่.........” เขาพยามจะคิดหาชื่อสถานที่นี้แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จำได้ลางๆ ว่ามีคนมาช่วยไว้ก่อนจะสลบไป
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลถามกอน หลังจากเขาได้เปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นกอนนั่งอยู่บนเตียง
“ขะ ข้าอยู่ที่ไหนเหรอ”
“บ้านข้าเองนะ ว่าแต่เ้าชื่ออะไรเหรอ”
“ข้า ชื่อ กะ กอน..... กอน โดรอน” กอนพูดอย่างกระท่อนกระแท่นสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ยังฟื้นฟูไม่ได้เต็มร้อย จึงมีอาการปวดๆ ตามจุดต่างๆ ทั่วร่าง
“ข้าชื่อ ฟรอง.......ฟรอง เอเรเบีย” เมื่อได้ยินชื่อของอีกฝ่ายกอนก็นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตะโดนออกมาอย่างใ
“เอเรเบีย” เสียงะโของกอนดังลั่นไปทั่วห้อง จนทำให้ฟรองสดุ้งเล็กน้อย
“ตะ ต้องขอบคุณนายน้อยมากที่พาข้ามารักษาตัว ข้า...ข้าขอตัวกลับก่อน” เมื่อรู้ว่าฟรองมีศักดิ์ฐานะยังไงเขาก็รีบขอบคุณและรีบลุกขึ้นเพื่อที่จะกลับไปยังบ้านของเขา แต่ทว่าทันทีที่ลุกขึ้นเขาก็ต้องลมลงเพราะความเ็ป
“ไม่เอาน่า พักก่อนสักคืนสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะไปส่งเ้าเอง”
“ไม่ ไม่เป็ไรครับ ขะ....ขอบคุณมาก” กอนพยามฝืนลุกขึ้นแต่ทว่ามันก็ดูลำบาก จนใบหน้าของฟรองบิดเบี้ยวเพรราะคิดว่าหากเป็ตะวเองคงไม่ต่างกัน
“เอาอย่างนี้ ในเมื่อเ้าไม่อยากอยู่ ข้าก็จะไปส่งเ้าก็แล้วกัน” ถึงกอนพยาจะปฏิเสธ แต่ฟรองก็ไม่ยอมถอย เขาให้พ่อบ้านไปเตรียมรถม้าและให้คนใช้พยุงกอนขึ้นไปบนรถ
เพียงไม่นานรถม้าก็มาจอดที่หน้าบ้านของกอน แม้ว่าบ้านของกอนไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมากมายนัก และยังโทรมไปบ้างแต่มันก็ยังเหลือเค้าโครงเดิมอยู่ แสดงให้เห็นว่าในอดีตนั้นบ้านหลังนี้ต้องงดงามแน่ๆ
เมื่อถึงบ้านของตนกอนจึงขอตัวเข้าบ้านก่อน ซึ่งฟรองก็ขอตามเข้ามาดูภายในบ้านนิดหน่อย ก่อนจะกลับไปหลังจากได้ดูอะไรต่อมิอะไรมากพอแล้ว
จากนั้นเป็ต้นมาพวกเขาก็สนิทกันเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฟรองอยากจะล่าสัตว์ ฟรองก็จะมาจ้างกอนให้เป็คนนำทางเสมอ แถมกอนยังสอนเทคนิคการล่าสัตว์เล็กๆ น้อยให้เขาด้วย ท้ายที่สุดเขาก็เป็เพื่อนกันทำให้พักหลังๆ นี้ เ้าคนที่คอยรีดไถกอนก็ไม่มาอีกเลย
กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งพวกเขาก็โดนมันเล่นงานเข้า แถมมันยังใส่ชุดที่บ่งบอกถึงระดับฐานะซึ่งมีตราประจำตระกูลของแม่ทัพประจำเมืองติดอยู่บนอกด้วย ทำให้พวกเขาต้องมีเื่กันเดือนนึงสองสามครั้งเสมอ และผลัดกันชนะผลัดกันแพ้ไปมาอยู่แบบนี้
บัดนี้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปจนกอนมีอายุได้สิบหกปีแล้ว
ตุ๊บ!!!!!!
เสียงกำปั้นกระทบหน้าดังขึ้นมาจากซอกมุมหนึ่งของเมืองอาเรสเมืองทางตะวันออกในประเทศโอโรเรีย ซึ่งจัดเป็เกาะที่ใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิมืด ดวงตาสีดำมองขึ้นมาที่บุคคล้าด้วยแววตาอาฆาต
“แกยังกล้าใช้สายตาแบบนี้มองมาที่ข้าอีกเหรอ” บุรุษร่างใหญ่ะโใส่เด็กหนุ่มด้วยความโมโห เขาฟาดเท้ากระหน่ำเข้าไปที่ท้องของเด็กหนุ่มเรื่อยๆ แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ร้องออกมาแม้เพียงนิดเดียว
“พอเถอะน่าคิวเดี๋ยวมันก็ตายหรอก” บุรุษผมสีเงินพูดปรามการกระทำของเพื่อนเอาไว้ หากยังไม่หยุดเพิ่อนของเขาเอาไว้ พรุ่งนี้พวกเขาคงต้องถูกทางการจับตัวข้อหาฆ่าคนตาย แม้ว่าพวกเขาจะเป็ลูกพ่อค้าวานิชที่มีเงินมากมายก็ตามแต่พวกเขาก็ต้องโดนด่าทอและลงโทษก่อนจะยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อปล่อยตัวออกมา
“ถือว่าวันนี้แกโชคดี เพราะข้ายังไม่อยากติดคุกตอนนี้ จำไว้เป็บทเรียนก็แล้วกัน ว่าทีหลังอย่ามาทำเก่งกับข้าอีก” บุรุษร่างใหญ่ปลดดินที่ผนึกขาของเด็กหนุ่มออก ไม่นานเงาร่างของชายทั้งสองก็เลือนรางจากสายตาของเด็กหนุ่ม
“ที่นี่ที่ไหน” แสงสว่างวาบปรากฏขึ้นหลังจากเขาได้สติเขามองไปรอบๆ จนในที่สุดก็จำได้ว่านี่คือห้องของเพื่อนเขาเอง
“ได้สติแล้วเหรอคะ หมอบารันบอกว่าอาการไม่หนักมากค่ะ ส่วนใหญ่ฟกช้ำยกเว้นแค่นิ้วก้อยที่มือข้างซ้ายเท่านั้นที่หัก” เสียงหวานๆ กล่าวออกมานั้นคือเสียงของลิชผู้เป็สาวรับใช้ในบ้านเอเรเบีย บ้านของชายคนเดียวในเมืองนี้ที่เขาเรียกว่าเพื่อน
“ขอบใจมากนะ ลิช ......แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เด็กหนุ่มถามออกไปเพราะก่อนที่เขาจะหมดสติ ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้น
“ลุงโมรอนพามานะ พอดีเขาไปซื้อของแถวนั้นแล้วเห็นคนนอนฟุบอยู่กลางตรอก เมื่อเข้าไปดูก็พบว่าเป็นาย จึงพามาห้องนายน้อย”
หลังจากที่พ่อและแม่หายตัวไปมีเพียงฟรองเท่านั้นที่ยังอยู่กับเขา และตอนนี้เพื่อนของเขาก็มีความเชี่ยวชาญจนถูกจัดอยู่ในประเภทผู้ควบคุมธาตุแล้ว ซึ่งตัวเขานั้นถึงจะพยายามเท่าไหร่ก็ยังไม่สามารถทำได้เลยแม้กระทั่งการควบคุมธาตุง่ายๆ ก็ตาม
เมื่อเขาฝืนควบคุมพลังธาตุ เขาจะปวดบริเวณหน้าอกด้านซ้ายราวกับโดนมือที่มองไม่เห็นบีบเอาไว้ หมอบารันเคยบอกเขามีหัวใจที่ผิดปกติต่างจากคนทั่วไปเป็อาการป่วยที่น้อยคนนักจะเป็กัน ซึ่งหัวใจนั้นเป็เหมือนแหล่งพลังงานในการใช้ชีวิตและพลังงานที่จะใช้ในการควบคุมธาตุ หากหัวไม่แข็งแรงสมบูรณ์ดังคนทั่วไป ก็แทบจะกลายเป็คนพิการคนหรือคนไร้ค่าที่คนในสังคมไม่เหลือบมอง