……………
ยังไม่ทันที่เรไรจะตอบคำถามของสุภัทรา จู่ ๆ ก็มีเสียงเปิดประตูห้องเข้ามา ทั้งสามคนหันหน้าไปมองยังต้นเสียงของประตูโดยพร้อมกันและคนที่เปิดประตูเข้ามานั้นคือสร้อยนั่นเอง
สร้อยทำหน้าบึ้งตึงและดูขึงขัง ดวงตาของหล่อนดูโตขึ้นรูม่านตาขยายขึ้นใหญ่เต็มทั้งสองข้างกับอาการของคนที่พร้อมจะบวกกับคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา หล่อนเดินกำหมัดตรงเข้ามาข้างในห้อง สุภัทรากับอานนท์ตกตะลึงและไม่คาดคิดว่าแม่สร้อยจะเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในเื่ครั้งนี้ด้วย ส่วนเรไรนั้นคงยังไม่รู้จักกับสร้อยดีนั่นเอง
“มาแล้วเรอะ? ไอ้ตัวดี!!” สร้อยพูดพลางกำหมัดแล้วทุบไปอย่างแรงที่กลางหลังของอานนท์ แรงของสร้อยถึงมันจะเป็แรงของผู้หญิงแต่มันก็หนักหน่วงแล้วก็รุนแรงพอที่จะทำให้อานนท์มีความรู้สึกเจ็บขึ้นมาได้
“โอ๊ย!! แม่!! ผมเจ็บ!!” อานนท์ร้องอุทานออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่คาดคิดว่าแม่สร้อยของเขาจะตรงเข้ามาทำร้ายตัวเขาได้
“ไอ้ลูกเลว ฉันเคยสอนให้แกเป็คนแบบนี้อย่างนั้นเหรอ?” สร้อยยังคงตวาดพร้อมกับทุบตีลงไปที่อานนท์อย่างไม่ได้นับและไม่ยอมเลือกที่ อานนท์ก้มหัวและยกแขนขึ้นมากันกำปั้นของผู้เป็มารดาของเขาแทบไม่ทัน
สุภัทราไม่ห้ามแม่สามีแต่อย่างใด เธอได้แต่นั่งมองเหตุการณ์อย่างนั้นแบบนิ่งเฉย เสียงด่าทอของสร้อยดังไปทั่วบริเวณบ้าน จนทำให้พัชรัตที่ยังไม่ได้ไปทำงานแต่เธอกำลังแต่งตัวอยู่กับพัชรีที่กำลังเก็บกวาดห้องของตัวเองได้ยินเสียงแม่ของพวกเธอก็เลยรู้สึกใเป็อย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าแม่ของตนกำลังทะเลาะอยู่กับใคร จึงคิดที่จะมาช่วยแม่สร้อยของพวกเธอกัน ทั้งสองพี่น้องวิ่งตรงมาที่ต้นเสียง และที่นั่นก็คือห้องของสุภัทรานั่นเอง
ทั้งที่สองคนนั้นก็ยังไม่รู้เื่ต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัด แต่พวกเธอเห็นแม่สร้อยกำลังทุบตีพี่ชายของตัวเองอยู่จึงได้เข้าห้ามไว้
“แม่!! แม่!! แม่ตีพี่อานนท์ทำไม?” พัชรีจับแขนของสร้อยแล้วช่วยดึงไม่ให้แม่สร้อยตีอานนท์
“อย่ามายุ่ง!! ฉันจะตีมันให้สำนึก…ไอ้ลูกเลว!!” สร้อยสะบัดข้อมือหนีอย่างแรง เรี่ยวแรงของเธอในตอนนี้มันช่างมากมายนัก
พัชรัตเข้ามาช่วยพี่สาวของตนห้ามผู้เป็มารดา และหล่อนยังคงมองแรงไปยังที่พี่สะใภ้ของหล่อนที่กำลังนั่งอยู่เฉย ๆ ทำเป็ทองไม่รู้ร้อน
“พี่สุ? ทำไมไม่มาช่วยห้ามแม่หน่อยล่ะ? นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย?”
สุภัทราปรายตามองน้องสาวของสามีที่ไม่ได้รู้ต้นสายปลายเหตุ ก็ได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า
“แม่คะ…ใจเย็นก่อนเถิดค่ะ”
สร้อยกำหมัดแน่น…หยุดทุบตีอานนท์พร้อมกับมีอาการเหนื่อยหอบ แต่ใบหน้าและดวงตาของหล่อนคงยังไม่คลายความโกรธยังคงมองอานนท์ด้วยดวงตาที่ลุกโชน
ส่วนเรไรที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น หล่อนมีอาการตื่นใและรู้สึกกลัวจนตัวสั่นไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวไปทางไหน
“จะให้แม่ เย็นได้ยังไงไหว!?” สร้อยพูดพร้อมกับหายใจเหนื่อยหอบจากการที่กระหน่ำทุบตีลูกชายของตัวเองไปเมื่อสักครู่
“ค่ะ…หนูทราบดี…ว่าแต่ตอนนี้หนูกับนนท์กำลังปรึกษากันเื่ของผู้หญิงคนนี้อยู่ค่ะ ว่าจะทำอย่างไรกันดี?”
พอสิ้นเสียงประโยคสุดท้ายของสุภัทรา ร่างของสร้อยก็ปรี่ตรงรี่ไปที่เรไรในทันที!! เธอขยุ้มผมบนหัวของหล่อนเข้าอย่างเต็มไม้เต็มมือแล้วก็กระชากดึงอย่างแรงด้วยอารมณ์โกรธที่มีของเธอทั้งหมด คราวนี้จึงเกิดความโกลาหลชุลมุนวุ่นวายกันไปอีกครั้งเนื่องจากแม่สร้อยไม่ยอมพูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป กว่าที่จะดึงแม่สร้อยออกจากผู้หญิงคนนั้นมาได้ พวกลูก ๆ ต้องช่วยกันใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกันอย่างอุตลุด สุภัทราเห็นท่าว่าคงจะไม่ได้คุยกันต่อไปได้อีกอย่างแน่นอน เพราะว่าแม่สร้อยไม่ได้มีอาการยอมแพ้แม้แต่นิดเดียว แกยังคงะโด่ากราดอย่างสาดเสียเทเสียด้วยน้ำเสียงอันดังกับท่าทีที่ขึงขังและรุนแรง หล่อนจึงบอกให้อานนท์พาเรไรหนีออกไปก่อนแล้วจะติดต่อไปใหม่อีกที อานนท์จึงพาเรไรวิ่งหนีแม่ของตนออกไป
……………..
พอตัวการทั้งสองคนไม่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วสร้อยก็สงบลง ลูกสาวทั้งสองคนของเธอตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็อย่างมากเพราะพวกเธอไม่เคยคิดว่าแม่ของตนจะทำอะไรแบบนี้ลงไปได้ และพี่น้องทั้งสองคนก็พอที่จะเดาเื่ของเหตุการณ์ในครั้งนี้ออก
พัชรัตรู้สึกผิดที่ในตอนแรกหล่อนมองพี่สะใภ้คนดีนั้นผิดไป
“พี่สุคะ…หนูขอโทษนะพี่…หนูไม่รู้เื่จริง ๆ ว่าพี่ต้องโดนอะไรแบบนี้” พัชรัตบอกด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ
“ไม่เป็ไรหรอกนะ…ถ้าเป็พี่…ได้เข้ามาเห็นเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องรู้สึกเหมือนเธอด้วยเหมือนกัน”
“ทำไมพี่อานนท์ถึงทำแบบนั้นนะ?” พัชรีทำหน้าหงุดหงิดและโกรธแทนพี่สะใภ้
“ไม่มีอะไรแล้ว พวกเธอก็ออกไปเถอะนะ พี่ว่าจะนอนพักสักหน่อย” สุภัทราดูเหนื่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร
สร้อยมองดูและรู้สึกผิดสังเกตในตัวของลูกสะใภ้ในเวลานี้ได้
“ไม่สบายอะไรหรือเปล่า? ไปหาหมอไหม? หยุดงานสักวันก็ได้นี่ลูก”
“เอ่อ…ไม่เป็ไรค่ะ หนูว่าจะนอนพักสักครู่ก็น่าจะดีขึ้น ขอบคุณแม่ด้วยนะคะที่เป็ห่วง”
“อา…ต้องห่วงสิ ถึงยังไงแม่ของทับทิมก็เป็คนในครอบครัวของเรานี่นา อ้อ…และไม่ต้องคิดมากนะ เื่ของพวกมัน!! ยังไง ๆ แม่ก็ไม่ยอมรับหรอก!! แม่รับแค่ลูกสะใภ้คนเดียวคือแม่ทับทิมเท่านั้นคนอื่นอย่าหวัง!!”
สร้อยพูดจบก็เดินออกไป พี่น้องสองคนเลยมองหน้ากันและบอกให้พี่สะใภ้ของพวกเธอนอนพัก ส่วนพวกเธอก็กลับไปทำงานที่ค้างไว้ของตนต่อให้เสร็จ
…………..
สุภัทรานอนครุ่นคิดไปด้วยอาการของคนเหม่อลอย ในตอนนี้เธอไม่เหลือเค้าของคนที่เคยเข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยวของเธอได้อันตรธานหายไป คงเหลือไว้แต่เธอผู้ดูเงียบงัน
‘นี่มันคงเป็เวรกรรมของฉันแต่ชาติปางก่อนละมั้ง? ฉันอาจจะเคยไปแย่งของจากผู้อื่นเขามา ตอนนี้เขาเลยตามมารังควานและทวงคืนเอากับฉัน แถมในตอนนี้…’
สุภัทรายังนึกคิดอยู่ในห้วงภวังค์ไม่ทันไร จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาขัดจังหวะหล่อนให้หยุดนึกคิดได้
“ก๊อก ๆ” เสียงเคาะประตูหน้าห้องของเธอ
สุภัทราตื่นจากภวังค์และหล่อนต้องตั้งสติแล้ว
“ใครคะ?”
“ฉันเองพี่ นิษาเอง”
สุภัทราลุกขึ้นเดินมาเปิดประตูให้ผู้ที่ร้องเรียกและเธอคนนั้นก็คือน้องสาวแท้ ๆ ของหล่อนชื่อว่า สุนิษาซึ่งนาน ๆ ทีเธอจะมาเยี่ยมหา
“อ่าว…มายังไงนิษา?”
“พอดีว่า…หนูคิดถึงพี่น่ะ เลยแวะมาหา”
“ไม่ใช่ว่าเงินหมดหรอกรึ?” สุภัทราแกล้งแหย่น้องสาวเล่น
“เปล่าน่า…แต่ถ้าพี่เมตตาให้…ฉันก็ไม่ได้รังเกียจหรอกนะ” นิษาทำเป็ตาเล็กตาน้อยใส่พี่สาวของเธอ
“ไม่ต้องเลย…อยู่นานไหม? อีกเดี๋ยวพี่ต้องไปทำงานแล้วน่ะสิ”
“ฉันนอนที่นี่ได้ไหมพี่?”
“ได้สิ…ดีเหมือนกัน จะได้อยู่เป็เพื่อนกับทับทิมตอนที่พี่ไปทำงานเพราะกว่าพี่จะกลับ ก็สี่ทุ่มไปแล้ว”
“มีอะไรให้กินไหมพี่?”
“มีของในตู้เย็นลองหาดูนะ ไม่งั้นก็ไปซื้อที่ร้านค้าหน้าปากซอยแทน” พูดเสร็จสุภัทราก็วางเงินไว้ที่หลังตู้เย็นเป็จำนวน 200 บาท
“เงินอยู่นี่นะ พี่ไม่มีเวลาแล้ว อย่าลืมซื้อขนมมาฝากหลานด้วยล่ะ”
…………..
ทับทิมเลิกเรียนกลับมาถึงที่บ้านเห็นน้าสุนิษานั่งอยู่ภายในห้อง หนูน้อยก็ดีใจยกมือไหว้สวัสดีน้าสาวของเธอ
“สวัสดีค่ะน้านิษา หนูดีใจจังเลยที่น้ามาเนี่ย”
“แหม!! หลานสาวของน้านี่นา…น่ารักจริง ๆ เลยนะ เข้าใจพูดเสียด้วย”
“ก็…หนูจะได้มีคุณน้านิษาอยู่เป็เพื่อนที่บ้านยังไงคะ ไม่อย่างนั้นหนูก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิ”
“อ่าว…แล้วทุก ๆ ครั้ง ทับทิมไม่ได้ไปที่บ้านของย่าหรอกเหรอ? น้านึกว่าหนูไปอยู่ที่บ้านย่าของหนูเสียอีก”
“ไปค่ะ แต่หนูแค่ไปเล่นกับอาเล็กสักพัก แล้วพอมืด ๆ หนูก็มานอนรอแม่อยู่ที่ห้องแต่ย่าก็ชอบบอกให้หนูอยู่กับย่าค่ะ”
“ดีแล้วล่ะ…อยู่กับย่าไม่ดีรึยังไง?”
“ดีค่ะ…แต่บางทีหนูก็อยากอยู่ที่ห้องเพื่อรอแม่กลับนี่คะ”
“อยู่คนเดียวมันจะเหงานะ อยู่กับพี่ ๆ น้อง ๆ จะได้มีเพื่อนเล่น”
“แต่หนูอยากดูการ์ตูนค่ะน้า ที่ห้องมีการ์ตูนเยอะแยะเลย แต่ย่าไม่มีค่ะ”
“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป แล้วมากินขนมกับน้ากันดีกว่า”
ทับทิมทำตามที่น้าสาวของเธอบอกอย่างว่าง่าย
…………….
สุภัทราได้ตกลงนัดให้อานนท์กับเรไรไปพบกันที่ข้างนอก โดยนัดเจอกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าปากซอย หลังจากที่สั่งก๋วยเตี๋ยวมากิน
“เธอบอกว่าแม่ของเธอรู้เื่แล้ว แสดงว่าตอนนี้เธอพักอยู่กับแม่ของเธอหรอกหรือ?” สุภัทราเริ่มเื่
“อ๋อ…ไม่ใช่ค่ะ หนูพักอยู่กับเพื่อน ๆ ที่ทำแดนเซอร์ด้วยกัน”
“เธอยังคงทำงานได้อยู่อีกเหรอ? เห็นบอกว่าแพ้ท้องหนักมาก”
“ไม่ได้ค่ะ…ตอนนี้…เพื่อน ๆ ก็เริ่มบ่นว่าหนูแล้วว่าทำไมถึงยังไม่ยอมคิดหาวิธีสักที” เรไรเริ่มพูดด้วยเสียงที่เบาบางลง
“แล้วแม่ของเธอไปอยู่ที่ไหน?”
“แม่ของหนูอยู่กับสามีคนใหม่ของแกแต่…หนูคงไปอยู่ด้วยไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหนูเกลียดสามีใหม่ของแม่ และแม่ของหนูแกก็เป็หมอนวดแผนโบราณแบบไปนวดลูกค้าตามบ้าน เงินก็เลยไม่ค่อยจะมีมากมายอะไรนักลำพังตัวของแม่เองก็ลำบากแล้วค่ะ”
สุภัทรามองหน้าเรไรแบบพอจะเข้าใจในเื่ราวของหล่อน
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปหาห้องเช่าที่ใหม่ แล้วให้เธออาศัยอยู่ไปก่อนจนกว่าจะคลอดลูกออกมาก็แล้วกัน ส่วนเธอจะพาแม่ของเธอมาอยู่ด้วยก็ได้ หรือ…” สุภัทรามองหน้าอานนท์ ก่อนจะพูดอะไรต่อ
“หรือจะให้อานนท์ไปอยู่เป็เพื่อนกับเธอดีล่ะ?”
ทั้งอานนท์และเรไรต่างใและหันมองหน้ากัน ก่อนจะรีบตอบออกไปแบบคิดไม่ถึงว่าสุภัทราจะพูดแบบนี้
“ภัทรคิดอะไรถึงพูดแบบนั้น? นนท์ก็บอกไปแล้วนี่ว่า…นนท์เลิกกับเรไรไปแล้วั้แ่วันนั้นแล้วน่ะ”
“เอ่อ…จริงค่ะพี่ภัทร พี่นนท์บอกเลิกกับหนูไปแล้วจริง ๆ นะคะ แต่พอหนูรู้ตัวว่าท้องหนูเลยมาบอกเื่นี้กับพี่เขาจริง ๆ ค่ะ” เรไรพูดกับสุภัทราด้วยหน้าตาที่น่าสงสาร หล่อนคงไม่มีที่พึ่งแล้วจริง ๆ สินะ
“ฉันรู้แล้ว…แต่เธอจะให้ลูกของเธอเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? เคยคิดถึงอนาคตของเด็กที่จะเกิดขึ้นมาบ้างไหม?”
เรไรก้มหน้าไม่มีคำพูด
“แต่เธอจะต้องยอมรับความจริงให้ได้อยู่อย่างหนึ่งนะ ว่าในตอนนี้เธอได้กลายเป็เมียน้อยของสามีฉันไปแล้วนะ ฉันจะยอมรับว่าเธอนั้นเป็เมียของอานนท์อีกคนก็แล้วกัน และเธอก็คงจะกลับไปทำงานที่เดิมในตอนนี้ยังไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ?”
เรไรพยักหน้ายอมรับและเข้าใจ
“เพราะฉะนั้น เธอก็ควรลาออกจากงานเก่าของเธอได้แล้ว และจะอยู่เฉย ๆ หรือหางานที่สามารถทำได้จนกว่าจะคลอดก็แล้วแต่เธอก็แล้วกัน เพราะฉันก็ช่วยเธอได้แค่นี้เื่บ้านเช่าฉันจะเป็คนออกให้เอง”
“ภัทร…นี่เธอ…” อานนท์อึ้งในคำพูดของสุภัทราในขณะนี้มาก ๆ เพราะเขาไม่เคยคิดว่าภรรยาของเขาจะเอ่ยคำพูดแบบนี้เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาให้กับพวกเขาในตอนนี้
“แล้ว…อานนท์ก็ด้วย เื่เงินเดือนของอานนท์ ฉันจะคืนให้อานนท์ครึ่งหนึ่งนะ ในทุก ๆ เดือนอานนท์จะได้มีเงินติดตัวบ้าง แล้วจะเอาไปให้ใคร? ฉันก็จะไม่พูดหรือต่อว่าอะไรนนท์อีก เพราะมันเป็สิทธิของนนท์และที่ฉันต้องเอาเงินมาครึ่งหนึ่งนั้น มันก็คือสิทธิของฉันด้วยเพราะฉันก็เป็เมียของนนท์ด้วยเหมือนกัน” สุภัทราพูดเป็ฉาก ๆ กับอานนท์
นี่มันอะไรกันนี่? ใครไปทำอะไรกับเธอ? ทำไมสุภัทราถึงเปลี่ยนไป? นี่คือสิ่งที่อานนท์ครุ่นคิด แล้วทำไมถึงยอมรับเรไร? ยอมให้ผู้หญิงคนนี้เป็เมียน้อยของเขาได้อีก แถมยังให้ตัวของเขาสามารถไปอยู่เป็เพื่อนและยอมคืนเงินเดือนให้แก่เขาโดยแบ่งเงินของเขาไปเพียงครึ่ง หรือว่าหล่อนจะ…
“ภัทร? อย่าบอกนะว่าภัทรอยากจะเลิกกับนนท์ ไม่นะ…นนท์ไม่ยอมเลิกกับภัทรหรอกนะ”
“ใครพูดแบบนั้นกัน? ฉันยังเป็เมียที่ถูกต้องตามกฎหมายของนนท์อยู่นะ แต่ฉันยอมให้เพราะเห็นแก่เด็กที่อยู่ในท้องของเรไรจะได้มีพ่อต่างหาก และอีกอย่างในตอนนี้เรไรก็ไม่มีที่พึ่ง แถมงานของเธอในตอนนี้ก็ไม่สามารถทำได้แล้วนี่!?” สุภัทรามองใบหน้าทั้งสองคนที่กำลังจ้องมองหล่อนด้วยสายตาที่อยากจะรู้คำตอบ
“อันที่จริงแล้วมันเป็ความผิดของพวกเธอทั้งสองคนนั่นแหละ แต่ฉันจะละเื่โทษเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน และถ้าเธอ…เรไร…ยอมเป็เมียน้อยและอยู่ในความดูแลของฉันแล้ว ต่อไปเธอต้องเคารพและเชื่อฟังฉันด้วย เราจะต่างคนต่างอยู่ไม่ไปทำร้ายใจกัน เธอจะทำได้ไหมเรไร?”
“ค่ะ…พี่ภัทร หนูทำได้ค่ะ และหนูก็ขอขอบคุณพี่มาก ๆ ด้วยนะคะ พี่ใจดีจริง ๆ” เรไรเธอยิ้มออกมาได้แล้ว สิ่งที่เธอไม่คาดคิด มันเป็จริงได้อย่างไร? แต่สิ่งที่สุภัทราเสนอให้มานั้น เรไรไม่ได้เสียเปรียบเลยกับสิ่งที่สุภัทรายื่นข้อเสนอมาให้ ในใจส่วนลึกของเรไรยังคงคิดที่อยากจะอยู่ใกล้ชิดกับอานนท์อีกครั้ง
“งั้นดีเลย เรามาทำข้อตกลงและเซ็นสัญญาเอาไว้ให้เป็หลักฐานกันดีกว่า ฉันอยากมั่นใจว่าเธอจะไม่ผิดสัญญาอย่างแน่นอน”
การสนทนาในครั้งนี้จบลงด้วยดี ทั้งสามคนจึงออกเดินทางไปหาบ้านเช่า สุภัทรารู้จักคนเยอะมากอยู่ หล่อนเลยมีบ้านเช่าในดวงใจมาให้เลือกถึงสามที่ ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงจนเกินไปในสมัยนั้น เดือนละ 600 บาท จนถึง 1000 บาท แต่สุภัทราเลือกบ้านไม้เพราะราคาถูกกว่ามาก เรไรก็ดูพอใจในบ้านเช่าที่ได้ดูไปพร้อมกับเธอ สุภัทราจ่ายเงินค่ามัดจำและค่าเช่าให้เรไรเพื่อที่จะสามารถเข้าอยู่ได้เลย
“ทีนี้เธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงเื่บ้านพักแล้ว ส่วนเื่อื่น ๆ เธอคงต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะ ส่วนเื่ค่าทำคลอดน่ะ ฉันจะช่วยเธออีกอย่างก็แล้วกัน” สุภัทราพูดกับเรไรด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขอบคุณค่ะพี่” เรไรยกมือไหว้ขอบคุณสุภัทรา
เป็อันว่าพวกเขาได้ทำข้อตกลงกันไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนตามเดิม
………….
เรไรได้ขนข้าวของและเสื้อผ้าของเธอมาที่บ้านเช่าหลังใหม่ที่สุภัทราเป็คนเช่าให้เธอเรียบร้อยแล้ว ดีว่าที่ข้าวของและเสื้อผ้าของหล่อนนั้นมันไม่ได้มากมายอะไร ส่วนตอนนี้เรไรก็อยู่กับแม่ของเธอนั่นเอง
“นี่…บ้านนี้มันก็ดูกว้างดีนะ…” สายตาที่ดูสอดส่ายไปมาเพื่อตรวจตราบ้านเช่าหลังใหม่ที่ได้ย้ายเข้ามาของผู้เป็มารดาเรไร
“ใช่!! แม่…หนูว่ามันกว้างดี แต่มันอยู่ติดคลองไปหน่อย หนูว่ายุงคงจะเยอะแน่เลย”
“แล้วแกมีมุ้งไหมล่ะ?”
“ไม่มีน่ะสิ…หนูไม่เคยนอนกางมุ้งเลยแม่ ตอนอยู่ที่ห้องเพื่อนมันติดมุ้งลวดน่ะ”
“แกก็ให้ผัวแกซื้อให้สิ บอกมันซื้อพัดลมมาด้วยนะ จะได้ไม่ร้อน” แม่ของเรไรล้มตัวนั่งลงบนพื้นบ้านอย่างอ่อนล้า
“แต่หนูไม่รู้ว่าพี่นนท์จะซื้อให้หรือเปล่าน่ะสิ กลัวเขาไม่มีเงินน่ะ”
“อะไร? ของแค่นี้!? ทำไมจะซื้อให้ไม่ได้? แหม…ฉันก็ไม่ได้ไปเรียกค่าตัวของแกสักหน่อย ที่จริงฉันควรจะไปเรียกร้องสิถึงจะถูก!! ไหน? บ้านแม่ผัวของแกมันอยู่ที่ไหน? ฉันจะไปเรียกค่าทำขวัญซะหน่อย หน็อย…มาเต๊าะลูกสาวฉันฟรี ๆ ได้ยังไง? แกน่ะมันโง่!! จริง ๆ เลย…”
“แม่อย่าไปเลย…ฉันตกลงกับพี่ภัทรไปแล้ว ว่าพวกเราจะต่างคนต่างอยู่ อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะแม่นะ”
“นั่นแหละ!! งั้นแกก็ไปขอเงินอีนังเมียหลวงเสียสิ!! มันมีเงินไม่ใช่หรือ?”
“แม่!! พอได้แล้ว หนูอยากอยู่แบบนี้!! เดี๋ยวหนูไปขอพี่นนท์เอง แม่ไม่ต้องไปยุ่งกับพวกเขาเลยนะ”
สองแม่ลูกต่างคนก็ต่างความคิด แม่ของเรไรคงอยากที่จะได้เงินค่าทำขวัญของลูกสาว แต่นั่นเป็ความคิดที่ดีหรือเปล่า? เพราะว่าแม่สร้อยของเราคงจะไม่ยอมเป็แน่!? หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ…