ในห้วงมิติแรกเริ่มแห่งห้วงนิรันดร์ ความว่างเปล่ายังคงแผ่กว้างไร้ขอบเขต จวินเหรินนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้วงอวกาศอันมืดมิด ประกายแสงสีม่วงจาง ๆ ที่เคยหมุนวนรอบจิติญญาของเขาค่อย ๆ สั่นไหวอีกครั้ง
เขากำหมัดแน่น พยายามกดทับภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพเืของท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่สาว ภาพรอยยิ้มเ็าของอาจารย์หลี่ที่ทรยศ ทุกครั้งที่เขาพยายามปล่อยวาง ความโกรธก็ยิ่งแผดเผาในอกราวเปลวเพลิงที่ถูกจุดซ้ำ
หลานฉิงอวี่ยืนมองจากระยะไกล สีหน้าเ็าไม่เปลี่ยนแปลง นางไม่ได้เข้าใกล้ ไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยน เพียงแค่เฝ้ามองราวกับกำลังศึกษาสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง
ทันใดนั้น
หลิงหว่านเซียนที่หายตัวไปนานหลายวัน ร่างงามในชุดคลุมสีม่วงอมเงินก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งโดยไร้เสียงฝีเท้า นางยืนนิ่ง มองไปยังขอบเขตของมิติแรกเริ่มด้วยดวงตาที่ลึกซึ้งราวห้วงจักรวาล
‘มาเร็วกว่าที่คาด...’
นางยกมือเรียวเล็กขึ้นเพียงเล็กน้อย ปลายนิ้วขยับช้า ๆ ราวกับกำลังเขียนอักขระที่มองไม่เห็นบนผืนอวกาศว่างเปล่า
ในห้วงพหุจักรวาลภายนอก ณ ขอบเขตที่ใกล้จะแตะต้องมิติแรกเริ่ม
เทียนกุยจื่อยืนอยู่บนเรือักระดูกสีดำสนิทที่ลอยเคว้งกลางห้วงอวกาศ ด้านหลังคือหงหลันเซียนจื่อและอาจารย์หลี่ที่าเ็สาหัสแต่ยังฝืนมีชีวิตอยู่
หยกัฟ้าคืนชีพแผ่ร่องรอยพลังสีฟ้าอมเงินจาง ๆ ออกมาเป็เส้นบาง ๆ ชี้ตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
เทียนกุยจื่อยิ้มเย็น
"ใกล้แล้ว... เด็กนั่นยังไม่ตาย และหยกัฟ้าคืนชีพยังอยู่ในตัวของมัน..."
แต่ทันใดนั้น เส้นร่องรอยสีฟ้าที่เคยชี้ตรงอย่างมั่นคงก็พลันสั่นไหว ก่อนจะค่อย ๆ เบี่ยงเบนออกไปเป็วงโค้งกว้าง หันไปยังทิศทางตรงข้ามสุดขอบพหุจักรวาลที่ห่างไกลนับล้านล้านลี้
เทียนกุยจื่อขมวดคิ้ว
"ร่องรอยเปลี่ยนทิศ... เกิดอันใดขึ้น?"
หงหลันเซียนจื่อยกมือขึ้นตรวจสอบ พลังเพลิงสีแดงเพลิงหมุนวนรอบฝ่ามือ
"มีผู้ใดบางคนกำลังแทรกแซง... พลังนั้น... เหนือกว่าขอบเขตเซวียนเจี๋ยของเราหลายขั้น"
อาจารย์หลี่ตัวสั่น สีหน้าซีดเผือด
"หรือว่า... มียอดคนเร้นลับคอยช่วยเ้าเด็กนั่น?"
เทียนกุยจื่อหัวเราะแห้ง ๆ แต่แววตากลับฉายความระแวดระวัง
"ไม่เป็ไร... แม้จะมีผู้ใดแทรกแซง ข้าก็จะตามรอยมันไปจนถึงที่สุด หยกัฟ้าคืนชีพต้องเป็ของข้า!"
เรือักระดูกหันหัว พุ่งตรงไปยังทิศทางใหม่ที่ร่องรอยเบี่ยงเบนไป ปล่อยให้ร่องรอยจริงที่แท้จริงถูกปกปิดอย่างสิ้นเชิง
ภายในมิติแรกเริ่ม
หลิงหว่านเซียนลดมือลงช้า ๆ
นางหันมองจวินเหรินที่ยังคงนั่งขัดสมาธิอย่างไม่รู้เื่ราวใด ๆ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
"เทียนกุยจื่อ... พลังของเ้าในขอบเขตเซวียนเจี๋ยขั้นสาม แม้จะแข็งแกร่งในโลกเบื้องล่าง แต่สำหรับข้าแล้ว มันมิต่างจากมดปลวกที่เดินพลัดหลงเข้ามาในสวนของข้า ข้าเพียงใช้พลังเพียงเศษเสี้ยวก็เบี่ยงเบนร่องรอยของหยกัฟ้าคืนชีพได้ง่ายดาย"
นางสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ทันใดนั้น
มิติแรกเริ่มทั้งหมดสั่นไหวราวกับถูกเขย่าโดยมือั์ที่มองไม่เห็น ผืนอวกาศรอบด้านบิดเบี้ยว ซ้อนทับกันเป็ชั้น ๆ นับไม่ถ้วน
มิติวงกต ชั้นมิติที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ซ่อนเร้นอยู่ในห้วงนิรันดร์ เป็สถานที่ที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตเซียนแท้ก็ยากจะััได้
ร่างของจวินเหรินและหลานฉิงอวี่ถูกพลังของหลิงหว่านเซียนโอบห่อไว้ ก่อนที่ทั้งหมดจะเลื่อนหายเข้าไปในมิติวงกตอย่างเงียบเชียบ ร่องรอยทุกอย่างถูกกลบเกลื่อนจนสิ้นเชิง ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวให้ตามได้
หลิงหว่านเซียนหันกลับมามองจวินเหรินอีกครั้ง
"ข้าไม่จำเป็ต้องลงมือสังหารพวกมันด้วยตนเอง เพราะเื่ของเ้า... ในที่สุดก็ต้องให้เ้าเป็ผู้สะสางด้วยมือของเ้าเอง เมื่อเ้าพร้อมแล้ว เมื่อเ้าทะลวงขั้นแรกได้สำเร็จ และเมื่อเ้าสามารถเผชิญหน้ากับความแค้นของตนได้โดยไม่ถูกมันกลืนกิน"
นางยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันหลังจากไปอีกครั้ง ร่างเลือนหายไปในห้วงมิติวงกต ทิ้งไว้เพียงหลานฉิงอวี่ที่ยืนนิ่ง มองจวินเหรินด้วยสายตาเ็าแต่แฝงความซับซ้อนลึกซึ้ง
จวินเหรินยังคงไม่รู้ถึงพายุที่กำลังก่อตัวภายนอก เขายังคงต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับภาพความทรงจำที่ไม่ยอมจางหาย
แต่ในมิติวงกตแห่งนี้ เวลาจะไหลช้าลงกว่าปกติมาก
และการฝึกฝนของเขาจะยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยไร้ซึ่งการรบกวนจากโลกภายนอก... ชั่วคราว