Chapter 7
นักวิทยาศาสตร์กับการเริ่มโปรเจกต์
ท่าอากาศยานสกายฟอล ท่าเทียบเรือเหาะซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฟิวเจอร์รีชไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณห้ากิโลเมตร
มันมีลักษณะเป็แท่นลอยขนาดใหญ่ สูงจากพื้นขึ้นไปราว ๆ ห้าสิบเมตร ค้ำยันด้วยเสาสี่ต้นซึ่งประจำอยู่ทั้งสี่มุม เสาแต่ละต้นมีความหนาค่อนข้างมาก เพราะภายในคืออาคารผู้โดยสารซึ่งใช้รองรับนักเดินทางจากทุกสารทิศ
บนลานจอด เรือเหาะรูปร่างคล้ายกับบอลลูนทรงรียาวลำหนึ่งกำลังเทียบท่า นี่คือเรือเหาะพิสัยใกล้สำหรับใช้เดินทางภายในอาณาจักรเทมเพอเรีย
หลังจากเรือเหาะลงจอดแล้ว เหล่าผู้โดยสารก็ทยอยกันลงจากเรือเพื่อขึ้นรถโดยสารขนาดเล็กที่มาจอดรออยู่
ชายหนุ่มผมดำซึ่งสวมแว่นทรงกลมลงจากเรือเหาะเป็คนสุดท้าย เพราะเขาไม่ชอบเบียดเสียดกับคนอื่นเลยรอให้ผูู้โดยสารทั้งหมดออกมาก่อนจึงค่อยลุกจากที่นั่ง
เขาก็คือโนบิล
โนบิลแตะนาฬิกาข้อมือเข้ากับหน้าจอทัชสกรีนเล็ก ๆ ที่อยูู่ข้างประตูรถโดยสาร มันคือเครื่องตรวจเช็คตั๋วเดินทางอัตโนมัติ การตรวจสอบผู้โดยสารขาเข้าจะทำั้แ่ขั้นตอนนี้ โดยตั๋วโดยสารแบบดิจิทัลสามารถถูกอ่านได้ผ่านอุปกรณ์ติดตัว สำหรับโนบิลก็คือนาฬิกาข้อมือ
เมื่อผู้โดยสารขึ้นมาครบแล้วรถก็เริ่มเคลื่อนตัว ผู้โดยสารหลายคนมากับครอบครัว มีทั้งเด็กและคนแก่ เด็กหลายคนเพิ่งจะเคยเห็นท่าอากาศยานขนาดใหญ่เป็ครั้งแรกจึงชี้มือชี้ไม้ไปยังเรือเหาะลำอื่น ๆ ที่จอดเทียบท่าอยู่ด้วยท่าทางสนอกสนใจ
บนลานจอดยังมีเรือเหาะอีกหลายลำ แต่ละลำมีการออกแบบที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งเรือเหาะดีไซน์เก่าซึ่งมีลักษณะเหมือนเรือเดินทะเลที่ทำจากไม้ หรือยานบินที่สร้างจากโลหะทั้งลำและมีรูปทรงโฉบเฉี่ยว ดึงดูดความสนใจของพวกเด็ก ๆ ได้มาก
โนบิลก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ เขาเพียงพิมพ์เอกสารบางอย่างผ่านแท็บเล็ทในมือไปตลอดการเดินทาง
รถโดยสารแล่นมาถึงลิฟต์สำหรับขนส่ง พอรถจอดสนิท ตัวลิฟต์ก็เลื่อนลงไปยังด้านในของอาคารผู้โดยสาร ซึ่งก็คือหนึ่งในเสาสี่ต้นที่ค้ำยันลานจอดเอาไว้ มันหยุดเพื่อให้ผู้โดยสารลงจากรถในบางชั้น เพราะบางคนก็มาที่นี่เพื่อต่อเรือเหาะระยะไกลไปยังทวีปอื่น แต่สำหรับคนที่ตั้งใจจะไปฟิวเจอร์รีชก็สามารถนั่งยาวไปจนสุดสายได้เลย เพราะปลายทางของรถรับ-ส่งคันนี้คือท่ารถซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมือง
หลังจากลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่างสุด รถโดยสายก็เริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง มันออกจากประตูอาคารแล้วตรงไปตามถนนสายหลักที่ทอดยาวไปยังตัวเมือง พื้นที่โดยรอบเป็ทุ่งหญ้าอันกว้างขวาง มีทั้งที่ราบสลับกับเนินเตี้ย ๆ ไม่มีการก่อสร้างหรือเพาะปลูก แต่บนอากาศเหนือพื้นดินขึ้นไปราวสองร้อยเมตรจะมีวงแหวนขนาดใหญ่นับร้อยวงลอยอยู่กลางอากาศ
วงแหวนเ่าั้มีลักษณะคล้ายกับท่อสั้น ๆ ความยาวประมาณสิบเมตรแต่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณแปดสิบเมตร ความจริงมันคือกังหันลมแบบไร้ใบพัดซึ่งทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าด้วยแรงเหนี่ยวนำอากาศและแรงสั่นะเื ในขณะเดียวกันผิวนอกของมันก็ถูกหุ้มด้วยแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สีดำสนิทเพื่อช่วยเพิ่มกำลังผลิตอีกทางหนึ่ง วงแหวนแต่ละอันจะมีสายเคเบิลเชื่อมลงมายังพื้นดินเพื่อส่งพลังงานไปยังโรงเก็บประจุ มองไกล ๆ จึงดูคล้ายกับมีลูกโป่งทรงวงแหวนถูกผูกเอาไว้กับท้องทุ่งเป็จำนวนหลายร้อยลูก ก่อให้เกิดทิวทัศน์อันแปลกตา
นี่เป็หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากการร่วมมือกันของมนุษย์และซินเทซิส วงแหวนพวกนี้ลอยตัวได้ด้วยเทคโนโลยีต่อต้านแรงโน้มถ่วงศักยภาพสูง นี่เป็วิทยาการที่มนุษย์ยังไม่สามารถลอกเลียนได้อย่างสมบูรณ์ เครื่องต้านแรงโน้มถ่วงที่มนุษย์สร้างได้เองหากไม่ประสิทธิภาพต่ำเกินไปก็ใช้พลังงานมากเกินไป ทำให้วงแหวนเหล่านี้เป็ของที่พบเห็นได้ในเขตฟิวเจอร์รีชเท่านั้น
เพียงไม่นานเมืองฟิวเจอร์รีชก็ปรากฎสู่สายตา มันเป็เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง ตัวอาคารเกือบทั้งหมดออกแบบด้วยดีไซน์ที่ดูล้ำสมัย มีสีขาวสลับกับสีเงิน เน้นความโค้งมนในทุกสัดส่วน หากมองเพียงภายนอกจะพบว่าฟิวเจอร์รีชเป็เมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะตัวเมืองจริง ๆ มีพื้นที่ใต้ดินอยู่อีกหลายสิบชั้น ทำให้รองรับประชากรได้มากกว่าที่ตาเห็น
เอกลักษณ์อีกอย่างของฟิวเจอร์รีชคือเป็เมืองที่ไม่มีกำแพงล้อมรอบ โดยปกติแล้วแต่ละเมืองต้องมีกำแพงเพื่อป้องกันมอนสเตอร์ แต่สำหรับฟิวเจอร์รีชมันเป็สิ่งที่ไม่จำเป็ เพราะตัวเมืองมีระบบป้องกันซ่อนอยู่ใต้พื้นดินรอบตัวเมือง หากมีสัตว์ป่าเข้ามาใกล้ พื้นดินที่ดูเหมือนทุ่งหญ้าธรรมดา ๆ จะเปิดออก ก่อนกำแพงที่ขึงด้วยแสงเลเซอร์จะถูกตั้งขึ้นมาพร้อมกับป้อมปืนต่อต้านผู้บุกรุก อาคารสูงที่อยู่ขอบนอกของเมืองยังทำหน้าที่เป็หอคอยป้องกันภัยที่มีทั้งป้อมปืนพิสัยไกลและเครื่องยิงจรวดมิสไซล์ เมื่อบวกกับเรดาร์ตรวจจับที่มีระยะทำการนับสิบกิโลเมตรแล้ว นับแต่ก่อตั้งเมืองจึงยังไม่เคยมีมอนสเตอร์เข้ามาใกล้เมืองได้เลย
นี่ทำให้ฟิวเจอร์รีชเป็หนึ่งในเมืองที่ปลอดภัยจากมอนสเตอร์มากที่สุดในโลก
การที่ฟิวเจอร์รีชมีวิทยาการทันสมัยขนาดนี้นอกจากเพราะมันเป็เมืองศูนย์กลางทางเทคโนโลยีที่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันแล้ว อีกเหตุผลสำคัญคือมันเป็เมืองที่อยู่ติดกับดินแดนของเผ่าจักรกลซินเทซิส ทำให้มนุษย์กับเผ่าจักรกลสามารถคบค้าสมาคมแลกเปลี่ยนความรู้กันได้โดยมีเมืองฟิวเจอร์รีชเป็สื่อกลาง
ความจริงคือเหตุผลข้อหลังเป็สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน เพราะเมืองนี้เป็จุดเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเผ่าจักรกล เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงพากันมาหาความรู้หรือทำงานวิจัยที่นี่
เื่ของการแลกเปลี่ยนความรู้ หากดูเผิน ๆ อาจมองว่ามนุษย์ไม่มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเผ่าจักรกล เพราะซินเทซิสเป็เผ่าที่ถือกำเนิดขึ้นใน่ที่วิทยาการของมนุษย์ขึ้นสู่จุดสูงสุด ในขณะที่อารยธรรมของมนุษย์เกิดการล่มสลายไปครั้งหนึ่ง ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีช่องห่างระหว่างวิทยาการค่อนข้างมาก แต่ความจริงคือ ก่อนจะได้มาพบกับมนุษย์อีกครั้งเผ่าซินเทซิสก็เกิดการชะงักงันทางวิทยาการมาเป็เวลานับร้อยปีแล้ว วิทยาการอันล้ำสมัยอย่างที่สุดกลับหยุดอยู่ในจุดเดิมโดยไม่มีพัฒนาการใด ๆ เพราะเผ่าซินเทซิสมีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่ง
ความคิดสร้างสรรค์
เหล่าปัญญาประดิษฐ์ของซินเทซิส ไม่ว่าจะมีความฉลาดล้ำแค่ไหน หรือตั้งใจออกแบบมาให้มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์อย่างไร ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากกรอบความคิดเดิม ๆ ได้ นักวิจัยของซินเทซิสอาจสามารถพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นทีละน้อย หรือประยุกต์หลักการสองอย่างให้เกิดการผสมผสานขึ้นมา แต่ก็แทบไม่มีอะไรที่เป็การค้นพบสิ่งใหม่อย่างแท้จริงเลย
นี่เป็สิ่งที่นักวิจัยฝ่ายมนุษย์มาช่วยเติมเต็มได้อย่างเหมาะเจาะ นักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกสารทิศล้วนเดินทางมายังฟิวเจอร์รีชพร้อมกับทฤษฎีและโครงการต่าง ๆ ที่ยังไม่สามารถทำได้เพราะขาดความรู้หรือเทคโนโลยีที่จะทำแิให้เป็จริง มันคือไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ที่เผ่าจักรกลขาดไป การร่วมมือกันจึงเป็ประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย โดยมนุษย์ก็ได้วิทยาการใหม่ ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากซินเทซิส ส่วนเผ่าซินเทซิสก็ได้แิและทฤษฎีใหม่ ๆ ไปพัฒนาวิทยาการของตัวเอง
โนบิลก็เป็หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางมายังฟิวเจอร์รีชด้วยจุดประสงค์นี้
เขาตั้งปณิธานว่าจะต้องสร้างแมวที่ไม่้าการดูแลขึ้นมาให้ได้
ในที่สุดรถโดยสารก็แล่นมาถึงท่ารถบริเวณชานเมือง เหล่าผู้โดยสารพากันทยอยลงจากรถ โดยโนบิลยังลงเป็คนสุดท้ายเช่นเคย
การเดินทางด้วยเรือเหาะใช้เวลาน้อยกว่าที่เขาคาดไว้ เมื่อรวมการนั่งรถก็ยังใช้เวลาไปแค่ห้าชั่วโมง โนบิลจึงมาถึงฟิวเจอร์รีชตอนสี่โมงเย็นพอดี
เขานำมอเตอไซด์คู่ใจออกมาก่อนจะขับตรงเข้าไปในเมือง โดยมีเป้าหมายเป็อาคารที่อยู่บริเวณชั้นในสุด
ที่ ๆ เขาจะไปก็คือสมาคมนักวิจัยแห่งฟิวเจอร์รีช
ถนนหนทางในฟิวเจอร์รีชมีการจราจรค่อนข้างเบาบาง มีเพียงรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กหรือรถมอเตอไซด์แทบนับคันได้ เพราะโดยปกติหากต้องเดินทางในระยะไกลผู้คนก็เลือกที่จะใช้ระบบขนส่งมวลชนที่อยู่ใต้ดินคือ ‘แกรฟลิฟต์’ (ย่อมาจาก กราวิตี้ลิฟต์) มันมีลักษณะเป็ห้องเล็ก ๆ ที่จุคนได้ประมาณสี่ถึงหกคน ห้องขนาดเล็กนี้จะเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางใต้ดินด้วยระบบต้านแรงโน้มถ่วงและควบคุมแรงเสียดทาน ทำให้ไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย อาคารทุกหลัง, ถนนทุกเส้นจะมีจุดบริการแกรฟลิฟต์ให้ใช้งานในราคาย่อมเยาว์ มันจึงเป็ระบบขนส่งที่ได้รับความนิยมมาก
ความจริงการเดินทางไปสมาคมด้วยแกรฟลิฟต์จะใช้เวลาน้อยกว่า แต่โนบิลอยากชมวิวทิวทัศน์และทำความคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะเขาเคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียวเมื่อสมัยยังเป็นักศึกษา และครั้งนี้เขาน่าจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกพักใหญ่
การจราจรที่คล่องตัวทำให้โนบิลใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่ทำการสมาคม มันเป็อาคารขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบทั้งบล็อค ทั้งยังมีความสูงกว่าร้อยชั้น เป็หนึ่งในตึกที่สูงที่สุดของเมืองก็ว่าได้
โนบิลจอดรถแล้วถอดหมวกกันน็อคออก เขาเก็บทุกอย่างลงช่องมิติก่อนจะเดินเข้าอาคารแล้วตรงไปยังเคาเตอร์รับรอง โนบิลมาที่นี่เพื่อลงทะเบียนเป็นักวิจัยในสังกัดของฟิวเจอร์รีชอย่างเป็ทางการ นี่เป็สิ่งแรกที่ต้องทำหาก้าจะทำงานวิจัยร่วมกับเผ่าซินเทซิส
เพราะนักวิจัยที่้าทำงานวิจัยร่วมกับเผ่าซินเทซิสมีอยู่เป็จำนวนมาก ในขณะที่คนของซินเทซิสในฟิวเจอร์รีชมีอยู่เพียงหยิบมือ และซินเทซิสที่สนใจจะทำงานวิจัยมีน้อยยิ่งกว่า จึงต้องมีกระบวนการคัดกรองหลายขั้นตอนในการเสนอโปรเจกต์ จากนั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกจากคนของฝั่งซินเทซิสอีกที แน่นอนว่าคุณสมบัติแรกในการเสนอโปรเจกต์คือต้องเป็นักวิจัยในสังกัดของสมาคม
การจะลงทะเบียนเข้าเป็นักวิจัยของสมาคมก็ไม่ใช่เื่ง่าย เพราะคุณสมบัติขั้นต่ำของการสมัครคือต้องมีงานวิจัยอย่างน้อยสองชิ้น และกรณีที่ยังไม่มีตำแหน่งทางวิชาการก็ต้องทำงานเป็นักวิจัยมาไม่ต่ำกว่าหกปี ซึ่งข้อหลังนี้โนบิลยังขาดคุณสมบัติ เพราะเขาเพิ่งจะทำงานเป็นักวิจัยมาได้แค่ปีเดียวเท่านั้น
ความจริงคือหากมีประวัติงานระดับนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ควรมีตำแหน่งอย่างต่ำเป็ผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้ว
แต่โชคดีที่กฎของสมาคมยังเปิดช่องให้สามารถใช้งานวิจัยหรือผลงานทางวิชาการมาชดเชยอายุการทำงานได้ นี่ก็เพื่อให้คนหนุ่มไฟแรงที่มีผลงานโดดเด่นสามารถเข้าร่วมกับสมาคมได้โดยไม่ต้องติดเงื่อนไขเื่อายุงาน อันจะทำให้ทั้งตัวบุคคลและสมาคมต้องเสียโอกาสไป โดยผลงานทางวิชาการหนึ่งชิ้นสามารถชดเชยอายุงานของการเป็นักวิจัยได้หนึ่งปี
สำหรับโนบิล เขาเคยทำงานวิจัยมาแล้วห้าชิ้น และยังมีผลงานทางวิชาการอีกสิบเอ็ดชิ้น มากกว่าครึ่งเป็งานวิชาการที่เขาทำเอาไว้ั้แ่สมัยเรียน จึงสามารถผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นของสมาคมได้อย่างสบาย
โนบิลกรอกเอกสารที่จำเป็ทั้งหมดเอาไว้แล้ว เมื่อยื่นนาฬิกาข้อมือให้พนักงานที่เคาเตอร์อ่านข้อมูลและแสดงบัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น พนักงานก็เชิญโนบิลไปยังห้องด้านหลังเพื่อดำเนินกระบวนการขั้นต่อไป
ในห้องนั้น โนบิลต้องผ่านเครื่องสแกนไบโอเมทริกซ์เพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็บุคคลตามเอกสารจริงหรือไม่ เครื่องนั้นดูคล้ายกับกรอบประตูธรรมดา ๆ ที่มีแสงเลเซอร์สีเขียวแผ่นบาง ๆ ฉายลงมา หากไม่มีวัตถุอะไรเข้าไปขวางเส้นแสงก็แทบจะมองไม่เห็น โนบิลถอดแว่นแล้วจ้องมองที่กล่องเล็ก ๆ ด้านข้างกรอบประตูเพื่อทำการสแกนม่านตา ก่อนจะเดินผ่านกรอบประตูเข้าไป แค่นั้นก็เป็อันเสร็จกระบวนการ
หลังจากรอการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลของสมาคมอยู่ครู่หนึ่ง พนักงานของสมาคมซึ่งเป็หญิงสาวผมสั้นดูน่ารักก็เข้ามาแจ้งข่าวดีว่าเขาผ่านการลงทะเบียนแล้ว
โนบิลแสดงเจตจำนงที่้าจะเสนอโปรเจกต์ในทันที พนักงานสาวจึงนำทางเขาไปยังอีกแผนกหนึ่งซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการทำโปรเจกต์ ผู้ที่คอยต้อนรับเป็พนักงานหญิงผมยาวดูมีเสน่ห์
การยื่นเสนอโปรเจกต์จะมีการจัดระดับอยู่ และจะเสนอโปรเจกต์ระดับไหนได้บ้างก็ต้องมีการประเมินคุณสมบัติของผู้ยื่นด้วย สำหรับงานวิจัยที่้าทำร่วมกับเผ่าซินเทซิสย่อมเป็โปรเจกต์ระดับสูงสุด ก็คือโปรเจกต์แรงค์ S
ผู้ที่จะเสนอโปรเจกต์แรงค์ S ได้ย่อมต้องถูกคัดกรองคุณสมบัติอย่างเข้มงวด คือต้องเคยมีส่วนร่วมในงานวิจัยแรงค์ S อย่างน้อยสามครั้ง และหนึ่งในนั้นต้องเป็ผลงานที่ตนเองเป็ผู้ริเริ่ม
หากเป็สถาบันวิจัยทั่วไป แค่เคยทำงานวิจัยแรงค์ A สักสามครั้งก็ถือว่ามีคุณสมบัติจะเสนอโปรเจกต์แรงค์ S ได้แล้ว กล่าวได้ว่าทางสมาคมของฟิวเจอร์รีชตั้งมาตรฐานไว้สูงกว่ามาก
สำหรับเื่นี้ งานวิจัยที่โนบิลเคยทำเป็งานวิจัยแรงค์ S อยู่สามงานพอดี แถมสองในสามยังเป็งานที่เขาริเริ่มด้วยตัวเอง ทำให้พนักงานสาวที่ตรวจสอบข้อมูลประวัติต้องเหลือบมองโนบิลด้วยความใคร่รู้ เพราะนักวิจัยที่มีผลงานขนาดนี้ั้แ่อายุไม่ถึงสามสิบปีเป็สิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
และโนบิลเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น
เมื่อกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้น โนบิลก็ได้รับอนุญาตให้ยื่นเสนองานวิจัยแรงค์ S ได้ ซึ่งรายละเอียดของโปรเจกต์ เขาเขียนเสร็จั้แ่อยู่บนเรือเหาะแล้ว
ชื่อโปรเจต์คือ ‘อิมเมี๊ยวทัลแคท’ (Immeawtal Cat)
งานวิจัยเพื่อสร้างแมวจักรกลขึ้นมาเป็สุดยอดสัตว์เลี้ยงที่ไม่้าการดูแล
โนบิลยื่นโปรเจกต์สุดล้ำนี้ให้พนักงานสาวนำเข้าระบบ ทำให้อีกฝ่ายต้องเหลือบมองเขาอีกครั้ง แต่เหมือนคราวนี้สายตาของพนักงานสาวจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลังจากจัดการเื่ทุกอย่างเสร็จแล้ว โนบิลก็ออกไปหาที่พัก เพื่อรอให้โปรเจกต์ของเขาได้รับการคัดเลือกจากคนของเผ่าซินเทซิส
แต่ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ยังไม่มีใครติดต่อมา
---------------------------------------------------------------------------