หลงเย่ได้ยินดังนั้นก็กวาดสายตาพิจารณาอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าท่าทางของนางบ่งบอกว่ามิได้กล่าวเท็จ หลงเย่จึงค่อยๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้"เช่นนั้นก็ว่ามา จะใช้แผนการอันใด?"
ยังมิทันที่ซูไท่ไท่จะได้เอ่ยปากเขาก็กล่าวต่อ "ข้าจำได้ว่าสองครั้งก่อนเจ้าก็กล่าวเช่นนี้มิใช่หรือ?"
บนใบหน้าของหลงเย่ฉายแววโหดเหี้ยมขึ้นมาเล็กน้อย"ตอนที่ข้าไปตามหาเจ้า เจ้าเคยลั่นวาจาไว้เช่นไร? หากรู้ว่ายายแก่เช่นเจ้าจะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้ข้าหลงเย่จะเสียเงินค่าเข้าเมืองให้เจ้าไปทำไม?" หลงเย่แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย"แล้วหลานสาวของเจ้าเล่า ครานั้นมิใช่ว่านางยืนกรานจะติดตามมาเพื่อที่จะช่วยเหลือเจ้า แล้วบัดนี้เล่า?"
ภาพของซูอี้ฉินผู้มีใบหน้าหมดจดผุดขึ้นในความคิดหลงเย่ที่ขุ่นเคืองอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความเดือดดาลเขาอดไม่ได้ที่จะกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายอย่างหัวเสีย "หลงเย่ผู้นี้มิใช่คนใจบุญที่จะให้พวกเจ้ามาเอาเปรียบกันง่ายๆเช่นนั้นเอาอย่างนี้ เจ้าจงนำหลานสาวของเจ้ามาปรนนิบัติข้าสักสองวันแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ข้าก็จะมิเอาเรื่องพวกเจ้า"
"อะไรนะ?" เมื่อได้ยินดังนั้นซูไท่ไท่ก็ถึงกับชะงักไป จากนั้นก็รีบส่ายหน้า "มิได้มิได้ ท่านหลง โปรดไว้ชีวิตนางด้วยเถิด!"
ซูไท่ไท่ไม่รอช้ารีบวิงวอนต่อหน้าหลงเย่ "หลานสาวคนโตของข้างามสู้หลานคนเล็กไม่ได้หรอกนาง... นางแพศยาตัวน้อยนั่น... หลานสาวคนเล็กต่างหากที่งามกว่า…"
เมื่อซูไท่ไท่เอ่ยถึงซูอี้หว่านหลงเย่ก็กลืนน้ำลายลงคอโดยมิรู้ตัว สตรีผู้นั้นงดงามจับใจใบหน้าเล็กเรียวก็ขาวผ่องราวกับหิมะ ดวงตาทั้งคู่กลมโตเป็นประกายระยิบระยับริมฝีปากแดงระเรื่อ เพียงคิดถึงใบหน้านั้น รวมถึงทรวดทรงองค์เอวเพรียวบางของนางเขาก็รู้สึกว่าลำคอแห้งผากแล้ว
เมื่อนึกถึงรูปลักษณ์ของซูอี้หว่านแล้วหันกลับไปมองซูอี้ฉิน เขาก็พลันรู้สึกเบื่อหน่ายในทันที จึงขมวดคิ้วโบกมือ"ช่างเถิด หลานสาวคนโตของเจ้านั้น ธรรมดาเกินไปจริงๆ"
ความขุ่นเคืองที่เพิ่งเกิดขึ้นยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจเมื่อนึกถึงท่าทางที่ซูอี้หว่านแสดงความรังเกียจตนหลงเย่ก็มิอาจควบคุมความปรารถนาที่จะเอาชนะสตรีผู้นั้นได้อยากจะทำให้นางยอมสยบอยู่ใต้ร่างของตน ร้องขอความเมตตา!
เมื่อเห็นว่าหลงเย่ใจอ่อนซูไท่ไท่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ร้อนแรงของเขารู้ว่าเขากำลังคิดถึงนางสารเลวตัวน้อยผู้นั้น ซูไท่ไท่ก็แสยะยิ้มออกมา
สำหรับหลานสาวคนโตนางยังคงมีความรักใคร่อยู่บ้าง ทว่าสำหรับซูอี้หว่านแล้วซูไท่ไท่มิเคยคิดว่านางเป็นหลานสาวของตนเลยแม้แต่น้อย
ครอบครัวบ้านรองสำหรับนางแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากศัตรูคู่อาฆาตเมื่อร่ำรวยขึ้นมาก็คิดจะทอดทิ้งนางและครอบครัวของบุตรชายคนโตเสียแล้วไม่มีทางเสียหรอก!
"เมื่อครู่ท่านกล่าวว่า ครานี้มีวิธีที่จะจัดการพวกมันได้อย่างแน่นอนว่ามาเถิด จะใช้วิธีอันใด?" หลงเย่เอนกายลงบนเก้าอี้ไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ "ก่อนหน้านี้เจ้าทำพลาดมาสองคราแล้วหากคราวนี้ยังล้มเหลว อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี"
น้ำเสียงของเขามิได้แฝงไปด้วยความหยาบคายมากนักทว่าสายตาที่เย็นเยียบกลับจ้องมองจนซูไท่ไท่รู้สึกหวาดหวั่นอดมิได้ที่จะสั่นสะท้าน รีบพยักหน้า "ท่านหลงโปรดวางใจคราวนี้สำเร็จอย่างแน่นอน!"
ซูไท่ไท่กัดฟันกล่าว"สองครั้งก่อนที่มิสามารถจัดการพวกมันได้มิใช่ว่าวิธีของข้าใช้มิได้ผล หากแต่ข้ามิคาดคิดว่า พวกมันจะถูกวิญญาณร้ายสิงสู่!"
เมื่อได้ยินนางกล่าวถึงเรื่องวิญญาณเข้าสิงหลงเย่ก็แสดงสีหน้าตกตะลึง "ยายแก่นี่ทำงานเสียเรื่องเอง ยังจะมาพูดจาเหลวไหลเช่นนี้อีกหรือ?"
วิญญาณร้ายเข้าสิงอะไรกันช่างเหลวไหลสิ้นดี หลงเย่ผู้นี้มิเชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนั้นแน่!
เมื่อเห็นว่าหลงเย่แสดงสีหน้ามิเชื่อถือซูไท่ไท่ก็ร้อนใจขึ้นมา รีบกล่าวอีกว่า "ท่านหลงข้ากล่าวความจริงทั้งสิ้น นางแพศยาตัวน้อยผู้นั้น ข้าเลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็กนางมีนิสัยเช่นไร เหตุใดข้าจะไม่รู้?"
เพื่อโน้มน้าวให้หลงเย่เชื่อซูไท่ไท่สาธยายยกตัวอย่างมาหลายประการ ว่าเด็กคนนั้นจู่ๆก็มีความรู้ทางการแพทย์ขึ้นมาอย่างน่าพิศวงทั้งกล่าวยังว่าเมื่อก่อนนางเชื่อฟังตนอย่างดี โดยรวมแล้ว นางยืนยันเสียงแข็งว่าทั้งสามคนนั้นถูกวิญญาณร้ายสิงสู่อย่างไม่ต้องสงสัย!
เมื่อได้ยินซูไท่ไท่กล่าวเช่นนั้นหลงเย่จึงค่อยๆ เชื่อถือขึ้นมาบ้าง "ในเมื่อเจ้ามั่นใจเช่นนี้แล้วเจ้ามีแผนอะไร?"
เมื่อได้ยินดังนั้นซูไท่ไท่ก็แย้มยิ้มออกมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความร้ายกาจ"วิญญาณร้ายน่าสะพรึงกลัวก็จริงอยู่ทว่าบางครั้งกลับรับมือง่ายกว่าคน!"
"ท่านหลงรู้จักคนมากมาย โปรดเชิญนักพรตผู้มีวิชามาสักคนย่อมสามารถกำราบพวกมันได้อย่างแน่นอน!" ซูไท่ไท่ยิ้มอย่างมีเลศนัย"หากมิอยากให้ยุ่งยากเช่นนั้นสาดเลือดสุนัขดำใส่พวกมันสักกระป๋อง บางทีอาจจะได้ผลก็ได้"
"เลือดสุนัขดำ?" คิ้วที่ขมวดมุ่นของหลงเย่ค่อยๆคลายออกเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปมองลูกน้องที่อยู่ด้านหลัง "เจ้าจงออกไปเดินเล่นบนถนน หาซื้อสุนัขดำมาสักตัว"
ส่วนเรื่องการเชิญนักพรตมาขับไล่ผีร้ายนั้นนอกจากจะยุ่งยากแล้ว ยังต้องใช้เงินทองอีกด้วย เขาไม่อยากจะเสียเงินโดยใช่เหตุอีก
ความเสียหายที่โรงพนันวันนั้นมิอาจทวงคืนได้เลย พ่อค้าเหล่านั้นชิงหลบหนีไปอย่างว่องไว ด้วยเหตุนั้นหลงจินจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หลงเย่ก็โดนตำหนิไปชุดใหญ่ ช่วงระยะนี้เขาจึงไม่กล้าสู้หน้าหลงจิน แล้วจะมีหน้าไปขอเงินได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ยามนี้เขาจึงอัตคัดขัดสนยิ่งค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เขาจึงไม่อยากจ่ายแม้แต่แดงเดียว
ลูกน้องเข้าใจคำสั่งก็พยักหน้ารับก่อนจะรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว หลงเย่จึงค่อยหันกลับมามองซูไท่ไท่"ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่? หากไม่มีก็จงออกไป"
เหนือความคาดหมายหลงเย่กลับใจร้ายไล่ส่งคนตรงๆ เช่นนี้ สีหน้าของซูไท่ไท่พลันแข็งทื่อริ้วรอยบนใบหน้าก็ดูขัดหูขัดตาไปหมด นางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็มิกล้าขัดได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อหันหลังกลับนางก็กลอกตาใส่เขาอย่างไม่เกรงใจ พลางด่าในใจว่าไอ้หลงเย่เนรคุณนางตั้งใจไว้ว่าเมื่อเอ่ยปากบอกแผนการที่คิดขึ้นมาให้แก่เขาจะต้องหาโอกาสขอเงินจากเขาเสียหน่อย บัดนี้นางมีเงินติดตัวเพียงสี่อีแปะอีกทั้งยังถูกนางเด็กซูอี้ฉินนั่นฉกชิงไปจนหมด นางเด็กนั่นหายไปไหนก็ไม่รู้ถ้านางยังหาเงินไม่ได้ แล้วนางจะอยู่รอดในเมืองนี้ได้อย่างไรกัน
ช่วงหลายวันมานี้ซูไท่ไท่ไม่มีที่พักอาศัยในยามค่ำคืน ทำได้เพียงหาที่กองฟางเล็กๆ ในตรอกเล็กๆค่ำคืนมาก็เอาฟางมาคลุมตัว
แม้ฤดูกาลนี้จะคลายความหนาวลงบ้างทว่ายามราตรีกลับเยียบเย็นนัก ยิ่งในตรอกแคบ แสงตะวันสาดส่องน้อย ยามราตรีไร้ลมแต่กลับหนาวเหน็บเป็นพิเศษ ฟางมีน้อย นางจึงทำได้เพียงปูลาดบางๆ เท่านั้นนอนนานเข้า ใต้ร่างก็เย็นเยียบจับใจ นอนมาสองวัน เอวก็ปวด ขาก็เมื่อย ความทุกข์ทนเกินจะกล่าว
หลังจากก้าวเท้าออกจากประตูซูไท่ไท่ก็ลูบท้องที่ร้องโครกคราก จากนั้นก็หันไปมองแผงขายซาลาเปาแล้วอดมิได้ที่จะเลียริมฝีปาก
ซาลาเปาไส้หมูสับลูกโตๆขาวอวบอ้วนส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ ดูเพียงแวบเดียวน้ำลายก็เอ่อล้นออกมาในปากท้องก็ส่งเสียงประท้วงร้องโครกครากมากยิ่งขึ้น
ซูไท่ไท่เผลอยกมือขึ้นคลำท้องอย่างช่วยไม่ได้และขยับปากราวกับกำลังนึกถึงรสชาติ นางกินเพียงหมั่นโถวแข็งๆ ไปเมื่อบ่ายวานครั้นถึงตอนนี้ ท้องนางก็ยังว่างเปล่า…
เท้าทั้งสองข้างกลับมิเชื่อฟังก้าวเดินไปยังแผงขาย ซูไท่ไท่หยุดยืนอยู่หน้าแผงดวงตาจ้องมองซาลาเปาลูกโตที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจราวกับเห็นของวิเศษมือที่เหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งอดมิได้ที่จะเอื้อมเข้าไปในซึ้งนึ่ง