่ปลายของฤดูใบไม้ผลิได้ผ่านไป เป็สัญญาณบ่งบอกว่าฤดูร้อนได้มาถึงแล้วแสงอาทิตย์แผดเผา อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆดอกไม้ดอกหญ้าหน้าร้อนเริ่มแตกหน่อแตกกิ่งก้านสาขาทำให้วิวทุ่งนาเต็มไปด้วยสีเขียวขจีเฟลิเซียรู้สึกตื่นเต้นราวกับว่าเธอนั่งนับถอยหลังรอวันนี้มาโดยตลอดเธอดูอารมณ์ดีเป็พิเศษ เธอตื่นแต่เช้า แต่งหน้าทำผม สวมชุดเดรสคอลึกสีโทนเหลืองขมิ้นค่อนไปทางส้มราวกับว่าเป็ธีมสีชุดสำหรับหน้าร้อนสวมหมวกบอนเน็ตสีโทนเดียวกับชุดผูกใต้คาง และเดินออกจากคฤหาสน์ทางประตูหน้าไปยังลานน้ำพุ
‘‘จวนจะมาถึงแล้วสินะ’’ เฟลิเซียมองแหงนไปบนท้องฟ้า
‘‘ไม่เจอกันตั้งนาน คิดถึงจังเลย’’ เธอกล่าวอีกครั้งพร้อมยิ้มอย่างมีความสุข
ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้กลีบเมฆในยามเช้าถึงแม้จะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว แต่อากาศในยามเช้าก่อน่สายยังคงเย็นสบายอยู่ ทันใดนั้นเอง มีเครื่องบินเจ็ตสีดำลำเล็กบินผ่านท่ามกลางท้องฟ้าในจุดที่คุณหนูยืนมองอยู่เครื่องบินลำนั้นกำลังมุ่งไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ฝั่งด้านตรงข้ามกับโซนทะเลสาบที่นั่นมีลานกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งติดกับขอบชายทะเลเป็ลานที่เหมาะเจาะกับการจอดเครื่องบิน
‘‘เตรียมตัวลงจอด’’ เสียงผู้ชายเสียงเข้มคนหนึ่งพูดขึ้นเหมือนกับว่าเขาคือคนขับเครื่องบิน
‘‘เมืองเบลลิตไม่ได้มาซะนาน คิดถึงจังเลย … เนอะ กลาดิโอ้’’เสียงเด็กชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นหลังจากที่เขาเพิ่งจิบไวน์เสร็จไปแก้วหนึ่ง จากที่เขานั่งไขว้ห้างเอามือเท้าคางอยู่เองนั้นเขาก็ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งและะโกระเด้งดูวิวที่หน้าต่างราวกับว่าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
‘‘อย่าเพิ่งะโไปมาสิครับคุณหนูเดี๋ยวก็เมาเครื่องเอาหรอก’’ กลาดิโอ้ผู้เป็นักบินกล่าว
‘‘เออน่ารู้แล้วล่ะน่า นายก็รู้นี่ว่าฉันเป็ใคร’’ เด็กชายกล่าวตอบ ทำหน้าเบื่อหน่ายที่โดนผู้ใหญ่ตักเตือน พร้อมกลับมานั่งประจำที่เรียบร้อย
ภายในโซนห้องผู้โดยสารของเครื่องบินเจ็ตนั้นมีทั้งหมด7 ที่นั่ง เก้าอี้ที่นั่งมีลักษณะเป็เบาะหนังสีเหลืองครีมที่นั่งกว้างไม่คับแคบ ที่เท้าแขนมีช่องวงกลม 2ช่องสำหรับใส่แก้วน้ำ รวมถึงมีช่องเสียบสำหรับชาร์ตแบตเตอร์รี่โทรศัพท์และช่องพับเก็บที่หากพับออกมานั้นจะเป็จอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมแบบแตะััหน้าจอขนาดเล็กเอาไว้ใช้สำหรับความอรรถรสบันเทิงต่างๆ ในส่วนของฝั่งซ้ายและขวาของที่นั่งนั้นฝั่งทางด้านขวาจะมีที่นั่ง 3 ที่วางเรียงเป็แนวขวางหันหลังให้กับหน้าต่างเครื่องบินขั้นด้วยทางเดินตรงกลาง พรมในเครื่องบินเป็สีน้ำตาลเข้มแกมดำ ในส่วนฝั่งด้านซ้ายมีที่นั่งที่หันหน้าเข้าหากันด้านละ2 ที่นั่งรวมกันเป็ 4 ที่ มีโต๊ะสำหรับทานอาหารขั้นอยู่ตรงกลางมีผ้าปูโต๊ะลูกไม้บางๆสีขาว-ทองคลุมโต๊ะ บนผ้าปูโต๊ะมีแผ่นรองจานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเบจลายตารางหมากรุกมีเครื่องเงินจำพวกจานช้อนส้อมวางเป็ระเบียบ กลางโต๊ะมีแจกันดอกไม้ตะกร้าผลไม้ขนาดเล็ก เชิงเทียน และชั้นวางขนมหวาน
เครื่องบินเจ็ตลำนั้นได้จอดเทียบท่าสนิทที่ลานจอดเรียบร้อยแล้วประตูเปิดออกเผยให้เห็นผู้ชายสองคนกำลังเดินลงจากเครื่องบินและตรงดิ่งมายังลานน้ำพุหน้าคฤหาสน์ชายหนุ่มผู้ที่เป็นักบินที่เดินตามหลังนั้นถือสัมภาระมา 2กระเป๋าเดินทาง มีบุคลิกกำยำร่างใหญ่สูงประมาณ 190 เิเ มีกล้ามโตผิวสีเข้ม หัวล้าน ใส่ผ้าคาดตาสีดำตรงตาขวาของเขา สวมใส่ชุดสูทสีดำสั้นเผยเห็นเสื้อกั๊กด้านในสีน้ำตาลติดหูกระต่ายสีดำที่คอเชิ้ต มีเข็มกลัดประจำตระกูลติดทางอกด้านขวา ส่วนหนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหน้านั้นมีผมสีทองอมน้ำตาลแสกไขว้ไปทางข้างสีดวงตาสีฟ้าเหมือนไพลิน สัดส่วนเป็ผู้ชายร่างวี หน้าตาดี สวมชุดสูทเข้ารูปแบบคนชนชั้นสูงสีน้ำเงินด้านในสวมคอเซ็ตผ้าแข็งสีดำและเชิ๊ตมีพู่ที่คอสีดำพร้อมผูกริบบิ้นสีน้ำเงินที่คอเหนือพู่สวมกางเกงสีน้ำเงินยาวถึงหัวเข่า สวมถุงมือข้อสั้นสีดำ สวมถุงเท้าสีดำยาวถึงใต้เข่าและรองเท้าบู๊ตข้อสั้นหนังแท้สีขาว เขามีฝักดาบเรเปียร์ห้อยอยู่ตรงด้านขวาด้วย ชื่อของเขาคือ ‘‘กาเบี้ยน’’…
ทั้งคู่เดินมาถึงลานน้ำพุหน้าคฤหาสน์ ยืนหยุดต่อหน้าเฟลิเซียนำฝ่ามือแตะอกซ้ายและโค้งตัวเล็กน้อยพร้อมกันทั้งสองคน
‘‘อรุณสวัสดิ์ครับคุณหนู’’ กลาดิโอ้ชายร่างสูงในชุดพ่อบ้านกล่าวทักทายอย่างสุภาพ
‘‘สวัสดีเฟลิเซีย ไม่ได้เจอกันตั้งนานคิดถึงฉันมั้ย?’’ กาเบี้ยนกล่าวทักทาย
‘‘สวัสดีจ้ะ ทั้งสองคน’’ เฟลิเซียยิ้มกล่าวทักทายและจับข้างกระโปรงเพื่อถอนสายบัว
‘‘กาเบี้ยน!!ไม่ได้เจอกันตั้งนาน คิดถึงจังเลย’’ เฟลิเซียพุ่งเข้าไปกอดกาเบี้ยนด้วยความคิดถึง
‘‘ขอโทษน้า พอดีว่าท่านพ่อขอให้อยู่ต่อน่ะก็เลยจำเป็ต้องอยู่ต่อตลอด่ใบไม้ผลิที่ผ่านมาฉันเองก็กาปฏิทินนับถอยหลังรอเจอเธออยู่ทุกวันแหละนะ’’ กาเบี้ยนกอดเฟลิเซียพร้อมกับหอมแก้มเธอทำเอาเธอรู้สึกเขินอาย
‘’ว่าแต่รอบนี้เธอเป็คนขับเจ็ตส่วนตัวด้วยตัวเองรึเปล่าจ๊ะ?’’ เฟลิเซียถาม
‘‘เปล่าหรอก กลาดิโอ้ตะหากล่ะที่จริงฉันอยากขับเองใจจะแย่อยู่แล้วแต่กลาดิโอ้บอกว่ากลัวฉันวู่วามขับเร็วเกินไปน่ะสิเขาเลยขับแทนฉัน กลาดิโอ้เนี่ย… ขับช้าจังเลยนะ ฉันนั่งในเครื่องบินจนตูดแฉะไปหมดแล้วถ้าฉันขับเองคงใช้เวลามาหาเธอเพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น’’ กาเบี้ยนพูดเบะปากใส่พ่อบ้านของเขา
‘‘ก็คุณหนูเป็คนใจร้อนนี่ครับผมต้องดูแลคุณหนูนะครับ ไม่อย่างนั้นท่านพ่อท่านแม่คงต้องไม่ยอมแน่’’ กลาดิโอ้อธิบาย
กาเบี้ยนทำการจับมือข้างขวาของเฟลิเซียและแนบริมฝีปากของเขาจูบไปยังมือของเธอในขณะเดียวกันนั้นเอง เมอริสผู้ที่กำลังตามหาคุณหนูเฟลิเซียเพื่อที่จะเรียกให้เธอไปทานอาหารเช้านั้นได้เปิดประตูคฤหาสน์และบังเอิญเห็นจังหวะนั้นพอดีเขาหน้าซีดเล็กน้อยและสงสัยว่าผู้ชายสองคนนั้นเป็ใคร เขาจึงได้ทำการเดินเข้าไปทักทายพวกเขาอย่างสุภาพ
‘‘สวัสดีครับ ทั้งสองคน’’ เมอริสโค้งทักทายพร้อมกับคีบลุคคุณพ่อบ้านแสนสุภาพ
‘‘สวัสดี’’ ทั้งสองโค้งกล่าวทักทายกลับ
‘‘ผมชื่อเมอริสเป็พ่อบ้านคนใหม่ของคุณหนูเฟลิเซียขอรับ’’ เมอริสแนะนำตัว
‘‘ฉันชื่อกาเบี้ยนส่วนคนนี้ชื่อกลาดิโอ้เป็พ่อบ้านของฉัน’’ กาเบี้ยนชี้ที่ตัวเองและกลาดิโอ้ ‘‘และ…ฉันเป็ ‘คู่หมั้น’ ของเฟลิเซีย’’ เขาถอดถุงมือที่สวมใส่มือขวาเผยให้เห็นตราอักขระที่อยู่ด้านหลังมือของเขา
‘‘และนี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเราเป็ ‘เนื้อคู่’กัน ยังไงล่ะ!’’ กาเบี้ยนพูดพลางมองไปที่ตรงกลางเนินอกของเฟลิเซียซึ่งเธอเองนั้นก็มีตราอักขระลายเดียวกันกับเขา ตราอักขระของทั้งสองคนนั้นมีสีชมพูแกมม่วง มีกรอบทรงแปดเหลี่ยมมีลวดลายคล้ายดอกไม้ 4 กลีบซ้อนกันดั่งแตกกิ่งก้านสาขา
‘‘ค ‘คู่หมั้น’ อย่างนั้นหรอครับ?’’ เมอริสถามย้ำอีกครั้งด้วยความสงสัย
‘‘ใช่แล้ว!!ผู้ที่มีเวททายาทอย่างพวกเราจะมี ‘ตราอักขระ’ ที่ปรากฏอยู่บนบางส่วนของร่างกายล่ะและถ้าหากว่าผู้ที่มีตราเหมือนกันได้มาพบกันนั้น คนๆนั้นก็จะเป็คู่ชีวิตยังไงล่ะ’’ กาเบี้ยนอธิบายพร้อมกับโอบเอวของเฟลิเซีย
‘‘อ อย่างนั้นหรอครับ?’’ เมอริสถามด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดี ‘‘ทำไม ผมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเื่พวกนี้เลย..’’ ตัวเขานั้นมีความรู้สึกที่นอยด์และเหมือนกับว่ายังทำความรู้จักกับเฟลิเซียได้ไม่มากพอนัก..
‘‘นายน่ะคงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเหมือนกันสินะ’’ กาเบี้ยนถาม ‘‘ถ้านายเป็คนของ‘ตระกูล’ เหมือนกันล่ะก็ นายเองก็คงต้องมีตราอักขระเหมือนกันแหละนะ’’ เขายังคงโชว์ลายตราอักขระหลังมือขวาของเขาให้เมอริสดูแบบชัดๆ ‘‘นายลองนึกดูสิมันอาจจะปรากฎอยู่ตรงบางส่วนบนตัวนายน่ะแหละ’’ เขาบอกให้เมอริสลองหาดู
‘‘อันที่จริงเหมือนผมจะคลับคล้ายคลับคลาว่าผมเองก็อาจจะมีตราด้วยน่ะ’’ เมอริสกำลังคิดว่าใช่ตราตรงที่บ่าซ้ายของเขานั่นหรือเปล่า… แต่อีกใจหนึ่งตัวเขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ ด้วยความที่ทั้งชีวิตของเขานี้มีแต่จะต้องเอาตัวรอดไปวันๆโดยไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเื่พรรคนี้
‘‘เอาน่ะถ้าหากว่ามันเป็ตราจริงๆล่ะก็ มันก็แสดงว่าตัวนายเองก็มีคนรักอยู่แล้วล่ะแต่อาจจะไม่ได้อยู่ที่เมืองนี้ก็ได้… เนอะ’’ กาเบี้ยนพูดจบแล้วส่งยิ้มให้กับเฟลิเซีย
‘‘อย่างนั้นหรอครับ?’’ เขาถามด้วยความไม่ได้รู้สึกอินอะไรเป็พิเศษ ‘‘ว่าแต่ทั้งคุณชายและคุณหนูนี่รู้จักกันมานานแล้วยังครับ?’’ เขาถามเพื่อความแน่ใจและหวังว่าทั้งสองคงไม่เชื่ออะไรงมงาย
‘‘พวกเราเป็เพื่อนเล่นกันั้แ่สมัยเด็กๆแล้วล่ะท่านพ่อกับท่านแม่ของฉันชอบพาฉันมาที่นี่บ่อยๆ ไม่สิ มาที่นี่ทุกปีเลยล่ะจนกระทั่งฉันกับเฟลิเซียได้รู้จักกันสนิทสนมกันมากขึ้นฉันมาที่นี่แต่ละครั้งก็มักจะค้างคืนที่คฤหาสน์ของเฟลิเซียเป็ประจำ พวกเราได้ทำอะไรหลายๆอย่างสนุกสนานด้วยกันมากเลยล่ะตอนนั้นฉันจำได้ คุณสเตฟานของเธอจะคอยดูแลพวกเราไม่ให้คลาดสายตาเลยแถมชอบทำขนมอร่อยๆให้กินบ่อยๆด้วยเนอะ …. อืม…พอพูดถึงเขาแล้วเนี่ยฉันเองก็คิดถึงเขาจัง’’ กาเบี้ยนพยายามนึกถึงความหลัง
‘‘อย่างนี้นี่เองสินะครับ’’ เมอริสถอนหายใจพร้อมกับพยายามเก็บความรู้สึกที่คิดมากของเขา
‘‘งั้นถ้าไม่รังเกียจ มาร่วมทานอาหารกับพวกเรากันมั้ยครับ นี่ก็เลยเวลามื้อเช้าไปนานแล้วถือว่ามากินเป็มื้อบรันช์เลยละกันครับ (มือเช้า่สายแต่ก่อนเที่ยง) งั้นเดี๋ยวขอเชิญทุกคนเข้าบ้านก่อนเลยนะครับ’’ เมอริสทำท่าต้อนรับแขกที่ดีเพื่อให้เกียรติ์กาเบี้ยนและกลาดิโอ้
‘‘อื้มก็ดีเหมือนกันนะ พวกเรานั่งเครื่องบินกันมานานถึง 6 ชั่วโมงคุณหนูเองก็คงเริ่มหิวแล้วสินะครับ’’ กลาดิโอ้ถามกาเบี้ยน
‘‘อื้อ ใช่แล้วฉันหิวแล้วล่ะ ก็นายน่ะ ขับเครื่องบินช้านี่นา แต่ก็นะ..แถมมาถึงก็ได้ทานมื้อแรกกับเฟลิเซียซะด้วยช่างเป็เวลาที่เหมาะเจาะลงตัวจริงๆ’’ กาเบี้ยนพูดพลางโอบเฟลิเซียแน่นขึ้น
‘‘แหม กาเบี้ยน ไม่เห็นต้องตื่นเต้นขนาดนั้นเลยนี่นา’’ เฟลิเซียยิ้มเขินพลางหอมแก้มเขากลับ
‘‘ก็คนมันคิดถึงนี่นาเอาเถอะกลับเข้าไปข้างในก่อนเถอะ ยืนอยู่ข้างนอกนานๆแบบนี้ก็ร้อนเอาการแฮะ’’ กาเบี้ยนโอบเอวเฟลิเซียและจับมือเธอพากันเดินเข้าไปข้างในคฤหาสน์กลาดิโอ้ที่เป็พ่อบ้านส่วนตัวของกาเบี้ยนก็เดินตามหลังไปด้วย แต่เมอริสนั้น ตัวเขาเองยังคงยืนก้มหน้านิ่งรู้สึกอึดอัดใจกับสิ่งที่เขาเพิ่งรู้วันนี้ โดยเฉพาะเื่ของเฟลิเซีย จากนั้นเขาจึงเดินทิ้งระยะห่างตามหลังสามคนนั้น
‘ตราอักขระอย่างนั้นหรือคงเป็เ้านี่สินะ … แต่ทำไมของฉันนั้น มันกลับไม่เหมือนกับของคุณหนูเฟลิเซียล่ะ’
เมอริสหยุดเดินชั่วขณะพร้อมกับคิดในใจจากนั้นจึงทำการแหวกชุดสูทดูตราอักขระที่เผยให้เห็นด้านในเสื้อเชิ้ตตัวบาง และจึงเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์