ต่อมาเมื่อทั้งสามมาถึงร้านตรงมุมจัตุรัส บริกรที่คอยต้อนรับหน้าทางเข้าร้านอาหาร ต่างก้าวเข้าไปทำหน้าที่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
จางเหลียงที่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่คนพวกนี้เลย เ้าอ้วนจางทำเพียงบอกความ้า จากนั้นบริกรสาวจึงนำทั้งสามขึ้นไปบนชั้นสอง
หลังถูกพามาที่ห้องส่วนตัวแล้ว จางเหลียงแทบทนรอสั่งจานอร่อยไม่ได้ เพื่อนอีกสองคนที่เหลือเลยปล่อยให้หน้าที่สั่งอาหารครั้งนี้ตกเป็ของชายอ้วน
จากนั้นไม่นานบนโต๊ะที่มีกันอยู่แค่สามคน ก็ได้รับการเติมเต็มด้วยจานอร่อยจนกระทั่งไม่มีที่ว่างหลงเหลือให้เห็น
ในเวลานี้พวกเขาต่างกวาดตามองอาหารที่ส่วนใหญ่ทำจากเนื้อ พร้อมสูดกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อสัตว์อสูรที่ผ่านการปรุงมาอย่างพิถีพิถัน
“มัวมองอะไรอยู่ รีบกินเร็วเข้ามื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”
จางเหลียงเป็คนแรกที่อดใจไม่ไหว เอามือใหญ่คว้าซี่โครงเนื้อย่างขึ้นมากัดเข้าไปคำโต ๆ แถมยังใช้อีกมือเทเนื้อผัดใส่จานตัวเองเพื่อเตรียมเอาเข้าปากถัดจากนั้นด้วย
“อร่อยมาก ข้าเกือบกลืนลิ้นตัวเองแหนะ โดยเฉพาะจานนี้”
หลิวชวนมองตามมือของชายอ้วน แล้วเสริมขึ้นว่า “นี่คือจานใหม่ที่คนกำลังพูดถึง”
“อย่ามัวแต่คุย รีบกินให้เสร็จก่อน” โจวเฉินค่อย ๆ คีบเนื้อชิ้นบาง ๆ ขึ้นมาเคี้ยวอย่างช้า ๆ
น้ำในเนื้อที่ผสมเข้ากับเครื่องเทศเฉพาะและชั้นไขมันที่แตกอยู่ในปาก ได้กลายเป็รสชาติที่กลมกล่อมผสมผสานกันอย่างลงตัว
คนทั้งสามพึงพอใจกับรสชาติอาหารมื้อนี้มาก โดยเฉพาะเ้าอ้วนจางที่เอาแต่ก้มหน้ากินอย่างเอร็ดอร่อยไม่พูดไม่จา
แม้แต่หลิวชวนที่ปกติจะกินได้น้อยก็ยังไม่ยอมหยุดปาก ตะเกียบในมือของเขาพลันเคลื่อนไหวเตร็ดเตร่ไปทั่วบนโต๊ะอาหาร
พวกเขาใช้เวลาเพลิดเพลินกับอาหารอีกพักใหญ่ กว่าที่ของทุกจานจะถูกกวาดจนหมดเกลี้ยง
แล้วไม่จบเพียงเท่านั้น หลังจากเสร็จสิ้นจานหลักมื้อใหญ่แล้ว ทั้งสามยังตบท้ายด้วยการจิบชาร่วมกับของหวานขึ้นชื่อจากทางร้าน
และแน่นอนว่า ในฐานะพี่ชายโจวเฉินก็ไม่ลืมที่จะซื้อกลับบ้านส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปฝากน้องสาวตัวน้อยที่น่ารักของเขา แถมยังมีส่วนแบ่งให้กับสาวใช้ตัวน้อยทั้งสองอีกด้วย
“พี่เฉิน แล้วของที่เ้าซื้อจากแผงขายในตอนนั้นล่ะ ความจริงเป็ยังไงกันแน่” หลิวชวนจิบชาพลางลูบท้องกลม ๆ ของเขา อาจเพราะอารมณ์ที่ผ่อนคลายจึงเผลอเอ่ยสิ่งที่สงสัยออกมาอย่างลืมตัว
จางเหลียงที่ได้ยินสหายพูดถึงเื่นี้ เลยเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเช่นเดียวกัน
“ให้ข้าเดานะ ของล้ำค่าน่าจะเป็แผนที่สมบัติใช่หรือไม่ พี่เฉินบอกข้าทีว่าเ้าไปรู้อะไรดี ๆ มางั้นเหรอ ถึงแน่ใจว่าแผนที่สมบัติไม่ใช่ของปลอมที่ถูกใครสักคนทำขึ้นมาน่ะ”
ทางด้านโจวเฉินที่ถูกตั้งคำถามหันไปทางหลิวชวนเล็กน้อย จากนั้นจึงเคลื่อนสายตามาที่เ้าอ้วนจางแล้วอธิบายว่า
“เ้าอ้วนจางครั้งนี้เ้าเดาผิดแล้ว แผนที่สมบัตินั่นเป็แค่ของปลอม”
ทันทีที่กล่าวจบ แผนที่สมบัติแผ่นนั้นได้ถูกนำขึ้นมาแสดงให้ทั้งคู่ดู ก่อนที่โจวเฉินจะโยนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
“ของที่ข้า้าจากแผงขายนั่นคือสิ่งนี้ต่างหาก”
โจวเฉินบอกกับเพื่อนทั้งสองโดยไม่ปิดบัง ในระหว่างนั้นก็นำดาบที่ได้รับความเสียหายขึ้นมาให้ทั้งคู่ได้เห็นอีกด้วย
“ดาบพัง ๆ นี้เป็ของล้ำค่างั้นหรือ” น้ำเสียงของจางเหลียงเต็มไปด้วยความสงสัย
ส่วนหลิวชวนแม้จะไม่ได้เอ่ยออกมาเป็คำพูด แต่สีหน้าแววตาในตอนนี้มิได้แตกต่างจากเ้าอ้วนจางเลย
“เดี๋ยวข้าจะแสดงอะไรดี ๆ ให้พวกเ้าทั้งสองดู”
โจวเฉินไม่ได้ปล่อยให้ทั้งคู่ทนความสงสัยนานนัก เขาอาศัยเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อนำสิ่งที่ฝังติดกับท้ายด้ามดาบออกมา
จากนั้นก็แสดงให้สหายได้เห็น พร้อมทั้งเปิดปากต่อไปอีกว่า
“พวกเ้าเห็นอะไรนี่ไหม”
จางเหลียงที่ได้ยินคำพูดอีกฝ่าย ใบหน้าของเขาก็ยิ่งแสดงความสงสัยมากขึ้นไปอีก “ก็แค่หินธรรมดาไม่ใช่เหรอ ไม่สิ น่าจะอัญมณีที่ใช้ตกแต่งดาบเล่มนั้นมากกว่า”
“แต่ก็แค่อัญมณีทั่ว ๆ ไปที่ถูกปกคลุมด้วยคราบสกปรกจนดูเหมือนหินไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่วิเศษกว่านั้นอีกหรือไง” หลิวชวนอดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็น
“มันก็ไม่ได้มีอะไรวิเศษขนาดนั้นหรอก แค่ข้างในมีบางอย่างติดมาด้วย” โจวเฉินค่อย ๆ ใช้พลังฉีกสิ่งที่ดูเหมือนหินออกมา แล้วอธิบายต่อว่า
”มันไม่ใช่ทั้งหินหรืออัญมณี แต่เป็อำพันต่างหาก แล้วอีกอย่างนะน่าจะมีใครสักคนจงใจนำมาซ่อนไว้ ทำให้ดูเหมือนอัญมณีที่ใช้ตกแต่งส่วนท้ายของดาบเล่มนี้”
“นั่นอะไรน่ะพี่เฉิน” เ้าอ้วนจางเบิกตากว้างหลังจากเห็นสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของโจวเฉิน
ในทันทีที่อำพันถูกขจัด ร่างแมงมุมขนาดเล็กที่มีส่วนหนึ่งเป็ท่อนบนของเด็กหญิงติดอยู่ได้เผยออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น ทั่วทุกส่วนของสิ่งที่ว่านี้ยังดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากโลหะอีกด้วย
“นี่มันหุ่นกระบอก รึไม่ก็หุ่นเชิดอะไรสักอย่างแน่ ๆ”
หลิวชวนยังคงคาดเดาสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่บนฝ่ามือโจวเฉินต่อไป ส่วนจะเป็อย่างที่เขาพูดหรือไม่ อาจจะไม่มีใครยืนยันได้อย่างแน่ชัด
เพราะแม้แต่โจวเฉินเองก็เดาไม่ออกว่า ของที่ได้มาคืออะไรกันแน่
เพียงแค่ในตอนนั้น ััศักดิ์สิทธิ์ของเขาตรวจพบบางสิ่งที่เหนือธรรมดาจากสิ่งนี้ เลยทำให้โจวเฉินตัดสินใจหาทางนำมาให้จงได้
“มันจะเป็อะไรเอาไว้ค่อยคุยกันอีกครั้งคราวหน้า” โจวเฉินนำสิ่งที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของฝ่ามือเก็บกลับลงถุง จากนั้นจึงเตรียมจะลุกขึ้นพลางกล่าวว่า “นี่ก็ใกล้เวลาแล้ว ข้าว่าพวกเราควรออกไปเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นอาจเข้างานประมูลสายเอาได้”
“ถ้างั้นก็ได้” จางเหลียงก็กำลังจะลุกขึ้น ด้านหลิวชวนก็เห็นด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้น ค่าเสียหายมื้อนี้ทั้งหมดก็ได้รับชำระโดยโจวเฉิน ซึ่งเป็เงินเพียงไม่กี่ร้อยหินิญญา
ถัดมาพวกเขาทั้งสามจึงเดินทางไปยังโรงประมูลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เพียงแต่ด้วยจำนวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมมีจำนวนมาก
จึงทำให้การผ่านเข้าไปในโรงประมูลเป็ไปอย่างล่าช้า กว่าแต่ละกลุ่มจะเสร็จสิ้นการตรวจสอบได้ก็เสียเวลาไม่น้อย
และด้วยเหตุผลนี้เอง เลยมีคนจำนวนมากยืนต่อแถวหน้าโรงประมูล กลายเป็ภาพราวกับว่านี่คือกลุ่มผู้อพยพที่กำลังต่อคิวเข้าเมืองอย่างไรอย่างนั้น
แต่แล้วก่อนที่โจวเฉินและสหายใกล้จะได้เข้าไป จู่ ๆ เสียงของใครบางคนที่น่ารำคาญก็ดังมาจากด้านข้าง
“เ้าอ้วนจางกับสหายไร้ค่าสองคนของมันก็อยากมีส่วนร่วมในงานประมูลนี้ด้วยหรือ”
อีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากพวกที่เคยก่อกวนก่อนหน้านั้นอย่างสามพี่น้องหม่า
แต่นอกจากตัวน่ารำคาญเหล่านี้แล้ว กลุ่มดังกล่าวยังพบว่ามีอีกหลายคนเพิ่มเข้ามาอีกด้วย
ในขณะนั้นเอง จางเหลียงที่ถูกพูดถึงก็กำลังจะโต้ตอบกลับไปด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ทว่ากลับกลายเป็หนึ่งในพี่น้องหม่าที่าุโที่สุดกล่าวขึ้นมาก่อน
“คุณชายหวังอยู่ที่นี่ ทำไมพวกเ้ายังไม่รีบมาทักทาย”
“นี่คืออัจฉริยะตัวจริง มิใช่พวกที่คิดไปเองอย่างสหายโจวของเ้าหรอกนะจางเหลียง”
ในระหว่างนั้นรุ่นเยาว์ที่ถูกเอ่ยถึงกำลังเชิดหน้าขึ้น พร้อมก้าวเดินด้วยท่าทีวางอำนาจ
ชายผู้ที่เดินนำหน้ามีรูปร่างผอมสูง สวมใส่ชุดปักลายสวยงามให้ความรู้สึกราวกับเป็คุณชายจากตระกูลใหญ่ที่มีฐานะดี
ส่วนหน้าตาของเขาโดดเด่นกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ความภาคภูมิใจไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าเลย
ท่าทางที่เขากำลังแสดงออกรวมถึงสายตาที่ใช้มองผู้อื่น เผยให้เห็นความหยิ่งยะโสขั้นสุดในแบบฉบับของคนที่หลงตัวเอง
ไม่เพียงเท่านั้น การที่เด็กหนุ่มผู้นี้มาพร้อมกับผู้ติดตามซึ่งสวมชุดศิษย์ของนิกายใหญ่ ยิ่งส่งเสริมให้เขารู้สึกดีกับตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก
แววตาที่เผยออกมาในตอนนี้ราวกับกำลังจะบอกว่า เหตุใดคนต่ำต้อยเ่าั้ยังไม่รีบไปก้มหัวทักทายเขาอีก ทำไมไม่รีบพากันเข้ามาพูดจาประจบประแจงนายน้อยผู้นี้กันล่ะ
“ข้าเคยบอกแล้วไง อย่าใส่ใจเสียงเห่าของสุนัข” โจวเฉินเลือกที่จะเมินเฉยตัวน่ารำคาญเ่าั้อีกครั้ง
แต่ไม่ใช่ว่าเขา้าปล่อยผ่านเื่ดังกล่าวไปเพียงเท่านี้ ถึงแม้นายน้อยสามอยากจะก้าวหน้าอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้ใครที่ไหนพูดจาดูถูกเมื่อใดก็ได้
โดยเฉพาะอีกฝ่ายที่ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยแล้ว ความตายย่อมเป็ทางออกเดียวแต่ไม่ใช่ที่นี่เวลานี้
คิดหลอกใช้เ้าคนโง่นี่มากดดันงั้นเหรอ สามพี่น้องหม่าพวกเ้ากำลังไล่ล่าความตาย
โจวเฉินชำเลืองมองฝ่ายตรงข้ามด้วยหางตาเล็กน้อย ก่อนจะนำจางเหลียงที่ถือจดหมายเชิญมุ่งหน้าต่อไป โดยไม่สนใจถ้อยคำรุนแรงที่ะโไล่หลังอีกเลย
ความจริงั้แ่ต้น เขามองออกแต่แรกแล้วว่าสามพี่น้องหม่าคิดจะทำอะไรกันแน่
คราวนี้ไม่เพียง้าสร้างความลำบากให้กับพวกเขาเท่านั้น อีกทั้งยังอุส่ายืมมือรุ่นเยาว์ที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดามาจัดการพวกเขาอีกด้วย
แต่ตัวตนอย่างโจวเฉินจำเป็ต้องหวาดกลัวผู้ฝึกฝนตัวน้อยเหล่านี้หรือไม่
หากไม่ใช่เพราะว่าที่นี่มีคนมากไม่เหมาะแก่การฆ่า ด้วยนิสัยอย่างโจวเฉินเด็กน้อยพวกนี้คงกลายเป็ศพไปแล้วเป็แน่
“ท่านผู้มีเกียรติเชิญด้านใน” ผู้ดูแลหน้าทางเข้าโรงประมูลกล่าวกับจางเหลียงและสหาย พร้อมให้คนนำทางเข้าไปข้างใน
ขณะเดียวกัน พี่น้องหม่าและกลุ่มคุณชายหวังก็ได้แต่มองตามหลังด้วยใบหน้ามืดมน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกเรียกว่าคุณชายหวังที่มีสีหน้าตกต่ำเป็พิเศษ
ในความคิดของเขา การเพิกเฉยของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี่เป็การตบหน้าเขาอย่างโจ่งแจ้งชัดๆ
"เ้าพวกเนรคุณ ข้าอุส่ามอบโอกาสให้ได้ทำความรู้จักกับคุณชายหวัง แต่พวกมันกลับด่าพวกเราเป็สุนัข"