คนสองคนตบตีกันย่อมจะสามารถดึงดูดความสนใจของคนในบริเวณนั้นได้อยู่แล้ว คำพูดของเจียงม่านม่านทำให้ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์โจวเสี่ยวหลันกันอย่างสนุกปาก ส่วนเจียงม่านม่านได้แต่ยิ้มเยาะอยู่ในใจ
เธอรู้ดีว่าไม่ว่าจะยุคสมัยไหนสิ่งที่ทำให้ผู้คนทุกข์ใจไม่ใช่แค่ความเ็ปทางกายเพียงอย่างเดียว แต่ความเ็ปทางใจก็รุนแรงมากเช่นกัน ตบตีกันไปตั้งหลายครั้งแต่โจวเสี่ยวหลันกลับยังคงตั้งตาตั้งตาหาเื่เช่นนี้ วิธีการเดียวที่จะทำให้สาวน้อยตรงหน้ายอมถอยให้ก็คงทำได้แค่เพียงคำพูดของผู้คนทำลายความมั่นอกมั่นใจอย่างผิดๆ ของเ้าหล่อนเพียงเท่านั้น
“พอแล้ว ตบตีก็ทำไปแล้วตอนนี้ยังกล้ามาพูดจาให้ร้ายลูกของฉันอีกหรือ” โจวฉิงพูดพลางเดินไปช่วยพยุงลูกสาวของตนเองขึ้นมา
“ฉันพูดจาให้ร้ายหรือไม่คุณน้าเองย่อมจะรู้ดี เป็แม่ลูกกันจะไม่รู้ความคิดของลูกสาวของตัวเองเชียวหรือ” เจียงม่านม่านพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
“สะใภ้บ้านเฉิน เธอไม่กลัวเลยหรือว่าฉันจะเอาเื่ที่เธอทำร้ายลูกฉันไปฟ้องร้องกับทางการ” เมื่อโจวฉิงพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็พยักหน้า
“เอาสิ! จะแจ้งตำรวจก็เชิญเลย พวกเราเดินทางเข้าเมืองไปแจ้งความด้วยกันเลยก็ได้ ชื่อเสียงของลูกสาวของคุณจะได้ไม่ฉาวโฉ่แค่ในหมู่บ้าน คนในเมืองก็จะได้รู้ว่าลูกสาวของคนแอบรักใคร่ญาติหนุ่มของตนเอง พอคว้าเอาไปครองไม่ได้ก็เลยพุ่งเป้าโจมตีมาที่ฉัน คนที่สามารถแต่งงานกับญาติของเธอได้” คำพูดของเจียงม่านม่านทำให้โจวฉิงตวาดออกมาในทันที
“นังเด็กบ้า! เห็นทีว่าเธอจะต้องถูกสั่งสอนเสียบ้างแล้ว พวกแกดูสินังนี่มันตบตีน้องสาวของพวกแก แล้วยังจะปล่อยให้มันลอยหน้าลอยตาอยู่อีกหรือตบสั่งสอนมันสักทีสิ” เมื่อโจวฉิงพูดเช่นนี้ชายหนุ่มบ้านโจวสองสามคนก็เดินตรงมาหาเจียงม่านม่าน
“มาเลยนักเลงอย่างพวกแกคิดจะตบตีผู้หญิงอย่างฉันก็มาเลย แต่อย่างลืมนะว่าฉันเองก็มีน้องชายเช่นเดียวกัน เ้าพวกนั้นงานการอาจจะไม่ค่อยทำแต่เื่ต่อยตีรับรองว่ามันไม่แพ้พวกแกแน่” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้ชายหนุ่มบ้านโจวก็ชะงักฝีเท้าในทันที พวกคนบ้านเจียงแม้ว่าจะยากจนมากแต่กลับไม่มีใครกล้าไปรังแก ด้วยคนพวกนี้ไม่เพียงเ้าเล่ห์แถมยังกล้าได้กล้าเสียกับเื่ไม่เป็เื่ ถ้าจะให้พูดก็คือเป็อันธพาลชั้นล่างที่ไม่มีใครอยากจะไปข้องเกี่ยวด้วย
“ไม่ใช่แค่น้องชายบ้านเจียงหรอก ถ้าพวกแกกล้าทำร้ายพี่สะใภ้ของพวกฉัน ขอบอกเลยแม้ว่าจะต้องเจ็บตัวพวกฉันก็พร้อมจะสู้ แล้วถ้าพี่ชายของฉันกลับมาเมื่อไหร่เขาอัดพวกนายเละแน่ ผู้หญิงตบตีกันใช่เื่ที่พวกแกจะสอดมือเข้ามายุ่งได้หรือ” เฉินสวินพูดพลางเดินนำหน้าเฉินจวินที่ทำสีหน้าขมึงทึงเดินตามมาทางด้านหลัง
“พี่สะใภ้ คุณแม่บอกให้ผมกับพี่รองมาตามพี่สะใภ้กลับบ้าน” เมื่อเฉินจวินหันมาพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็พยักหน้า ส่วนคนบ้านโจวตอนนี้ไม่กล้าคิดจะลงมือแก้แค้นให้น้องสาวแล้ว ผู้หญิงตบกันตีกันจนจบแล้วถ้าพวกเขาที่เป็ผู้ชายเข้าไปยุ่งจะต้องเกิดเื่ใหญ่แน่ ไม่ใช่แค่เพียงเื่การเอาคืนอย่างที่เฉินสวินพูด แต่หากคนอื่นพากันพูดเื่นี้ออกไปพวกเขาย่อมต้องเสียหน้าแน่
“นังเด็กบ้านเจียง เธอคิดหรือว่าจะได้เชิดหน้าชูตาในบ้านเฉินเช่นนี้ตลอดไป สามีของเธอไม่กลับบ้านมากี่ปีแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเขามีคนอื่นอยู่ที่โน่นแล้วเตรียมจะเขี่ยเธอทิ้งแล้วหรือ หน็อย ยังกล้ามาคุยทับลูกสาวของฉัน อีกไม่นานเธอก็คงจะโดนทิ้งกลายเป็แม่หม้ายให้ผู้คนหัวเราะเยาะแน่” คำพูดของโจวฉิงไม่ได้ทำให้เจียงม่านม่านรู้สึกเ็ปใดๆ เลยสักนิดแถมยังหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ
“เอาไว้ให้ถึงวันนั้นก่อน น้ากับลูกสาวค่อยมาหัวเราะฉันก็ยังไม่สาย แต่ตอนนี้ฉันยังเป็ภรรยาของเขาอยู่ แถมยังเป็แม่ของลูกของเขาอยู่อีกด้วย ซึ่งเป็เื่ที่ไม่ว่าลูกสาวของน้าจะพยายามมากขนาดไหนก็ทำไม่ได้ ดังนั้นกว่าฉันจะกลายเป็ม่ายอย่างที่น้าคาดเดา น้าควรจะวางแผนว่าจะหาวิธีไหนจับลูกสาวของน้าไปใส่ตะกร้าล้างน้ำแล้วหาคนแต่งงานด้วยเสีย ถ้าหากไม่ได้แต่งก็ควรจะเอาเวลาไปวางแผนชีวิตในอนาคตข้างหน้าเสีย อย่ามามัวเสียเวลาตาอิจฉา ตามหาเื่คนอื่นเช่นนี้เลย” เจียงม่านม่านพูดแล้วก็หันไปพยักหน้าให้กับน้องชายของสามี
“พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ป่านนี้คุณแม่คงจะรอแล้ว” เมื่อพูดจบเธอก็เดินเลยไปโดยไม่สนใจคนบ้านโจวอีก
ระหว่างที่เดินกลับบ้านเฉินสวินไม่ได้พูดอะไรเลย มีเพียงเฉินจวินที่เดินไปแล้วก็ตั้งคำถามกับเธอไปตลอดทาง
“พี่สะใภ้ พี่เสี่ยวหลันชอบพี่ใหญ่จริงๆ หรือ” คำถามประโยคนี้ทำให้เจียงม่านม่านหัวเราะออกมาเบาๆ
“แล้วเธอคิดว่าอย่างไรล่ะ” เมื่อถูกถามเช่นนี้เฉินจวินก็พยักหน้า
“ก็อาจจะจริงนะ เพราะพี่สาวเสี่ยวหลันชอบเดินตามพี่ใหญ่ต้อยๆ มาั้แ่ผมจำความได้จริงๆ” เขาพูดพลางขมวดคิ้วแล้วถามเจียงม่านม่านอีกครั้ง
“พี่ใหญ่คงจะไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งพี่จริงๆ อย่างที่คุณน้าบ้านโจวพูดกระมัง ถึงยังไงเขาก็ส่งเงินมาให้พี่สะใภ้กับอาหนานอยู่ทุกเดือนไม่ใช่หรือ แล้วถ้าเขาทิ้งพี่จริงๆ พี่สะใภ้จะทำอย่างไรล่ะ แล้วอาหนานจะทำอย่างไร” คำถามของเขาทำให้เฉินสวินที่เดินนำหน้าอยู่หันมาดุน้องชายในทันที
“ถามอะไรไร้สาระ คำพูดของคุณน้าบ้านโจวเชื่อถือได้หรือ” เมื่อเฉินสวินพูดเช่นนี้เฉินจวินก็ทำสีหน้าสลด ส่วนเจียงม่านม่านนั้นไม่ได้มีสีหน้าไม่พอใจกับคำถามของน้องชายคนเล็กของสามีแต่อย่างใด
“เอาไว้ให้พี่ชายของเธอเลิกกับฉันก่อน ฉันค่อยคิดถึงเื่ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดี ส่วนตอนนี้ฉันยังเป็พี่สะใภ้ของพวกเธออยู่ต้องดูแลฉันให้ดีๆ ล่ะ อย่าให้คนบ้านโจวมาแอบทำร้ายฉันเด็ดขาด” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินสวินที่ไม่ค่อยจะพูดเท่าใดนักก็พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คงไม่ต้องถึงมือของพวกผมหรอก ป่านนี้น้องชายของพี่คงไปก่อกวนที่บ้านโจวแล้วมั้ง” คำพูดของเขาทำให้เจียงม่านม่านพยักหน้า เ้าของร่างเดิมแม้ว่าตอนอยู่บ้านจะไม่ค่อยจะลงรอยกับบรรดาน้องชายของเธอเท่าใดนัก แต่ถ้าเธอมีเื่กับคนบ้านอื่นบรรดาน้องชายเหล่านี้ก็มักจะออกหน้าทวงคืนความชอบธรรมอยู่เสมอถ้าหากว่าเธอถูกรังแก
“เ้าพวกนั้นถ้ารู้จักขยันทำมาหากินอย่างที่ขยันหาเื่ ก็คงจะดี” เจียงม่านม่านบ่นพึมพำออกมาด้วยความอ่อนใจ ส่วนเฉินสวินที่ได้ยินคำพูดของพี่สะใภ้ของตนก็ได้แต่เลิกคิ้วขึ้นพลางคิดในใจว่า ตัวเองก็พึ่งจะลุกขึ้นมาทำทีท่าว่าเป็คนขยันแค่วันสองวันกลับตำหนิคนอื่นได้อย่างเต็มปากเช่นนี้ พี่สะใภ้คนนี้ของเขานั้นช่างไม่ธรรมดาเสียจริง
เมื่อเดินกลับไปถึงบ้านก็พบว่าโจวต้าเหนียงยืนทำสีหน้าเคร่งเครียดรออยู่แล้วส่วนเฉินม่อในยามนี้กำลังออกมานั่งมวนบุหรี่ทำถ้าจะสูบอยู่หน้าบ้าน
“ตาแก่ ถ้าแกกล้าสูบก็ไม่ต้องเข้ามานอนในห้อง” เมื่อโจวต้าเหนียงพูดเช่นนี้เขาก็ทิ้งบุหรี่มวนนั้นในทันทีแล้วหันมาย้มให้ลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าจืดเจื่อน
“กลับมาก็ดีแล้ว ม่านม่าน เธอซื้อข้าวของมาทำไมมากมายถึงขนาดนี้ เธอมีเงินมากนักหรือทำไมไม่รู้จักเก็บไม่รู้จักออม” คำถามของแม่สามีทำให้เจียงม่านม่านได้แต่ทอดถนใจออกมา
“หนูก็แค่อยากซื้อเสท้อผ้าใหม่ๆ ให้ทุกคนบ้าง ก่อนหน้านี้หนูทำตัวไม่ดี ทำให้ทุกคนในบ้านอึดอัดใจ ส่วนของกินพวกนั้นหนูซื่อมาลองชิมรสชาติดูแล้วเห็นว่าอร่อยก็เลยซื้อมาฝากคนในบ้านกับหนานหนาน ส่วนข้างของพวกนั้นหนูจะเอามาทำขนมค่ะ หนูคุยกับร้านขายขนมในเมืองแล้วว่าจะทำขนมไปส่งพวกเขา วันพรุ่งนี้ถ้าชิมแล้วรสชาติใช้ได้ หนูจะลองเอาไปให้พวกเขาชิมก่อนหากพวกเขาตกลง วันถัดไปหนูตั้งใจว่าจะทำขนมไปฝากพวกเขาขายค่ะ” คำพูดของเจียงม่านม่านทำให้ทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ เจียงม่านม่านจึงได้อธิบายต่อ
“หนูทำตัวี้เีเป็ภาระของคนอื่นมานานแล้ว ตอนนี้ลูกชายของหนูเริ่มโตแล้ว หนูอยากให้เขามีอนาคตดีๆ ก็เลยคิดว่าควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองค่ะ” คำพูดของเจียงม่านม่านทำให้โจวต้าเหนียงอึ้งไป
“หนูหิวข้าวแล้ว พวกคุณแม่กินข้าวกันหรือยังคะถ้ายัง หนูจะไปได้ไปยกอาหารขึ้นโต๊ะ” เมื่อเธอพูดเช่นนี้เฉินม่อก็รีบพูดในทันที
“ยัง! ยังไม่ได้กินเลย แต่แม่ของเธอทำกับข้าวเอาไว้แล้วแถมวันนี้ยังมีเป็ดย่างของเธออีกพวกเราก็เลยรอเธอกลับมากินพร้อมกัน” คำพุดของเขาทำให้เจียงม่านม่านยิ้มออกมา
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอไปล้างมือก่อนแล้วพวกเรามากินข้าวด้วยกันเถิดค่ะ” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินม่อก็พยักหน้า พอเธอเดินไปล้างมือทางหลังบ้านแล้วโจวต้าเหนียงก็พึมพำออกมาเสียงเบา
“เกิดอะไรขึ้นกับลูกสะใภ้ของฉันกันนะ” คำพูดของเธอทำให้เฉินจวินเกาหัวแล้วก็พูดออกมาเสียงเบาเช่นกัน
“สงสัยจะกลัวว่าพี่ใหญ่จะทิ้งละมั้ง ผมยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลยว่าวันนี้คุณน้าบ้านโจวต่อว่าพี่สะใภ้และบอกกับพี่สะใภ้ว่าเตรียมตัวเป็หม้ายได้เลย” คำพูดของเฉินจวินทำให้โจวต้าเหนียงไม่พอใจในทันที
“จะเป็อย่างนั้นได้อย่างไร ถึงอย่างไรก็เป็แม่ของลูก พี่ใหญ่ของพวกแกไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอก”
“ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ใหญ่คิดอย่างไร แต่พี่สะใภ้ที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ก็ดีไม่ใช่หรือ อย่างน้อยก็คิดถึงอนาคตของอาหนานบ้างแล้ว” คำพูดของเฉินจวินทำให้โจวต้าเหนียงทอดถอนใจออกมา
“มันก็ดีอยู่หรอก เพียงแต่จะเป็อย่างนี้ไปได้อีกกี่วันกัน” เมื่อเธอพูดเช่นนี้ทุกคนก็ต่างคิดถึงเจียงม่านม่านตอนแต่งเข้าบ้านใหม่ๆ แม้ว่าจะไม่ขยันขันแข็งและทำอาหารได้อร่อยเช่นนี้ แต่เะอก็เคยดีมากมาก่อน
“ช่างเถอะๆ เ้าหล่อนคิดได้หรือว่าคิดไม่ได้ก็เป็เื่ของหล่อนแล้ว ตอนนี้พวกเราไปกินข้าวกันก็พอ ดูสิอาหนานคงจะหิวมากแล้วกระมัง” คำพูดของเธอทำให้เฉินม่อเหล่สายตาไปมองหลานชายอีกครั้งพลางคิดในใจว่า
‘จะหิวได้อย่างไร กินขนมไปมากมายขนาดนั้น’ แม้ว่าจะคิดเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้พูดออกมาด้วยเกรงว่าหากโจวต้าเหนียงจับได้ว่าเฉินมู่หนานแอบกินขนมแล้วเธออาจจะดุด่าหลานชายของเขา