ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๙ หนีวัง {Part 1}

    บทที่๙หนีวัง
    “พระชายาเจ้าขา! พระชายาเปิดประตูหน่อยสิเจ้าคะ!”
    เสียงทุบประตูแม้ดังแค่ไหนก็มิอาจพังทลายประตูใจของเยี่ยซูจิ้นซึ่งลั่นกลอนอย่างเรียบร้อยได้ ในอกนางยังมีแผนผังเวรยามของวังบูรพาซึ่งคอยสะเทือนไปตามแรงหายใจหนักหน่วงถี่กระชั้น หัวใจนางว้าวุ่นราวกับมีใครกำลังปั่นด้ายให้ใจหมุนราวกับพายุทะเลทราย ทำไมนางถึงต้องตื่นเต้นเช่นนี้เพียงเขาจับตัว นางก็ไม่อาจเข้าใจ รู้เพียงแต่ว่าตอนนี้ไม่อยากให้ใครเห็นสีหน้าซึ่งผุดผาดไปด้วยสีแดงฉาน
    ฮัวชุนทุบประตูอยู่นานไม่ยอมเลิก ร้องเรียกให้นางเปิด พอได้สติเริ่มนิ่งบ้างแล้ว ซูจิ้นจึงรีบไปถอดชุดองครักษ์ออก เปลี่ยนสวมเสื้อนอน แสร้งทำประหนึ่งว่ากำลังหลับใหล ส่วนชุดเจ้ากรรมก็เอาไปซุกใต้ฟูกที่นอน คงไม่มีใครอยากมาค้นเตียงพระชายาเร็วนักหรอก นอกเสียว่าสวามีของนางเกิดอยากเข้าห้องหอขึ้นมา ซึ่ง...คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่
    “พระชายา...หากไม่ขานจะพังประตูแล้วนะเจ้าคะ!” ฮัวชุนตะโกน นางจึงรีบไปกระชากบานประตูออก แล้วโวยวายหัวเสียกลับไป
    “อะไรกัน! คนจะหลับจะนอน!”
    แทนที่นางจะได้พบแค่ฮัวชุนคนรับใช้ นางกลับได้สบตากับ...กับเจ้าเสือร้ายซึ่งเพิ่งจับตัวนางมาเมื่อครู่ เขายืนอยู่ตรงหน้าห้อง ยกมือค้างไว้ในท่าอันจะเคาะ ทว่านางเปิดประตูออกมาเสียก่อนจึงไม่ทันได้กระแทกมือ จางไป๋หูมีสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะเรียนต่อไปว่า
    “ขออภัยไท่จื่อเฟย เมื่อครู่มีคนร้ายลอบเข้ามาในเขตวังบูรพา ข้าจำต้องรีบตรวจตราภายในเป็นการด่วน ไม่ทราบว่าท่านได้รับบาดเจ็บ หรือพบเห็นใครน่าสงสัยหรือไม่?”
    เยี่ยซูจิ้นเม้มปาก พยายามตีสีหน้าให้ไม่ต้องสงสัย แต่การแกล้งทำไม่ใช่เรื่องถนัดของนาง คงจะมีหน้าเดียวที่นางทำได้เก่ง คือการแกล้งฉุนเฉียวหงุดหงิดคิ้วขมวดตลอดเวลา
    “มิได้ ข้านอนอยู่จะให้ได้เจอใครได้อย่างไร มีแต่พวกเจ้านี่แหละกล้ามารบกวนข้า”
    “ขอข้าตรวจตราให้เรียบร้อยได้หรือไม่ เผื่อความปลอดภัยของพระชายา”
    “เอ๊ะๆๆ เจ้าจะถือวิสาสะเข้ามาในห้องข้ากลางดึกกลางดื่นได้อย่างไร” รู้สึกพูดแล้วก็เหมือนจะจนมุม หากไม่เพราะสบตาเข้ากับบ่าวคนสนิทพอดี นางจึงได้ทีหาทางลงแบบไม่เจ็บตัว “เช่นนั้นก็ให้ฮัวชุนเข้าไปดูก่อน หากมีอะไรนางก็คงพอจะกรีดปากร้อง หรือแม้แต่ช่วยไล่ได้ นางมีวิทยายุทธ์ใช่น้อย”
    “แต่นาง...” ไป๋หูเริ่มสะท้อนความไม่สบายใจบนเรียวคิ้วเข้มซึ่งขยับหัวเข้าหากัน
    “ข้ากำลังพักผ่อน อยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยนัก ไม่ใคร่จะให้บุรุษบุกรุกเข้ามา” ว่าแล้วนางก็แกล้งขยับคอเสื้อชุดนอนเป็นเชิงบอกกลายๆ
    “เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางฮัวชุนด้วย” เขาจำต้องยอมนางจนได้
    ฮัวชุนคนเก่งเดินเข้าไปภายในห้อง ทำทีว่าตรวจตราไปโดยรอบ ไม่เว้นแม้แต่ซอกมุมใด นางมองเห็นแล้วว่าใต้ฟูกมีเสื้อซ่อนอยู่ แต่ก็ทำเป็นไม่มี แล้วเดินออกมาเรียนตอบแม่ทัพโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความอัศจรรย์ใจยิ่ง เยี่ยซูจิ้นแอบคิดไม่ได้ว่านางแกล้งทำต่อหน้าได้เก่งแค่ไหนกัน
    “เรียนองครักษ์จาง ข้าไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด”
    “ไท่จื่อคงสบายพระทัยแล้ว ไท่จื่อเฟยสบายดีไม่บาดเจ็บอันใด”
    “จะดูคนก็ดูแล้ว ดูห้องก็ดูแล้ว คนสงสัยไปเรียนบอกได้หรือยัง?” นางถามอย่างรำคาญ
    “ไม่รบกวนพระชายาแล้วพะย่ะค่ะ”
    บุรุษร่างสูงคำนับลา ก่อนจะเดินจากไปพร้อมเหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่ยืนรอคำสั่งอยู่ ก่อนที่จะแยกย้ายกระจายกันไปตามห้องหับต่างๆ พอลับตาคนแล้ว เยี่ยซูจิ้นถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางกวักให้ฮัวชุนเข้ามาเพื่อเตรียมปรึกษาหาทางรอดต่อไป
    “เอาไงต่อล่ะทีนี้”
    “พระชายาได้ผังเรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ?”
    “แน่ล่ะซี ถ้าทุ่มตัวขนาดนี้...ไม่ได้คงแย่” แท้จริงนางอยากบอกไปว่าเปลืองตนให้เขาจับต้องเช่นนี้ ไม่ได้ของกลับมาก็เสียชาติเกิดกันพอดี
    “โล่งอกไปที คงเหลือเพียงแค่จัดการกับชุดนั่น ของข้าเองแอบเอาไปใส่เตา ตอนนี้ไม่น่าเหลือสิ่งใดแล้ว ของพระชายาคงเสี่ยงเสียหน่อย ข้าคงเอาไปใส่เตาเผามิได้ในคืนนี้” ฮัวชุนพยายามเสนอทางแก้ “หรือเช่นนี้ดีไหมเจ้าคะ ให้ข้าเอาไปโบกแถวกำแพงชั้นนอกให้คนไล่ตาม แล้วโยนทิ้งเสียนอกกำแพง เช่นนี้ก็จะพอเลี่ยงความสนใจจากในวังไปได้บ้าง”
    “แผนการนี้เสี่ยงยิ่งนัก ถ้าหากจับได้ล่ะก็เจ้าคง...” คนเป็นนายอดห่วงไม่ได้
    “มิได้เจ้าค่ะ ข้าถวายตัวรับใช้ท่านแล้ว ก็จะรับใช้ให้ถึงที่สุด ให้สมกับที่บิดาของข้าได้ให้คำสัตย์กับบิดาท่านเอาไว้ คำไหนคำนั้น”
    พอเป็นเช่นนี้ก็ยากจะขัดข้อง นางเองก็เสี่ยงแล้วหนึ่งส่วน อีกส่วนนั้นนางต้องเก็บเผื่อหนหน้า นางยังไม่ทราบข่าวคราวอันใดของน้องสาว ซูเจี้ยน...พี่คงต้องมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่รู้คำตอบ หากผลว่าเจ้ายังอยู่ ข้าก็อยู่เพื่อรอรับเจ้า แต่หากเจ้ามอดม้วยแล้วสิ้น...ชีวิตพี่จะพลีเพื่อความแค้นให้จงได้! นางสัตย์สาบานในใจเพียงลำพัง

    หลังจากฮัวชุนแอบปีนออกไปทางหน้าต่างด้านหลังอย่างเงียบเชียบ เยี่ยซูจิ้นซุกตัวอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงคนโหวกเหวก นางก็แอบชะเง้อออกจากหน้าห้อง ไม่ทันที่นางจะได้ลอบดูลาดเลาว่าแผนการของฮัวชุนสำเร็จหรือไม่ สายตานางก็ปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างในชุดเกราะ
    ราวกับว่าจางไป๋หูยังไม่ได้ขยับเท้าออกจากหน้าห้องนางแม้แต่นิด!
    ` บัดนั้นพระชายาตัวปลอมเพิ่งรู้ว่าตนนั้นสูงทัดเทียมแค่เพียงอกเข้าเท่านั้น นางไม่เคยสังเกตมาแต่ก่อนเลย เยี่ยเค่อซูพี่ชายนางนั้นก็จัดว่าสูงใหญ่กำยำ ตัวว่าที่สามีของนางก็ดูจะไม่ไกลไปกว่ากันนัก คงมีแค่สวามีจิ้งจอกของน้องสาวนางเท่านั้นที่ดูจะเล็กผิดตาไปเสียหน่อย
    “พระชายาจะเสด็จไปไหนหรือ?” เขาถาม
    “เอ๊ะ...อ๊ะ...อ๋อ ข้าแค่....ตกใจเสียงนิดหน่อยน่ะ” นางแกล้งตอบ
    “มิต้องเป็นกังวลไป หลังจากท่านปิดประตูไปหนก่อน ไม่นานนักรัชทายาทก็รับสั่งให้วางเวรยามอย่างหนาแน่น”
    ตายล่ะหว่า...ฮัวชุนจะรอดไปได้หรือ...ซูจิ้นคิดในใจพลางพยายามตีสีหน้าให้เรียบเฉยราวกับแผ่นน้ำแข็ง ทว่าสัมผัสของเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายอยู่บนแผ่นหลังก็ทำเอานางไหววูบ อาการเช่นนั้นคงเป็นที่สังเกตแก่คนตรงหน้า เขาจึงพูดต่อไปอีก
    “พระชายาโปรดวางใจ ข้าเฝ้าอยู่ตรงนี้จะไม่ยอมไม่ให้แม้แต่มดเข้าไปในห้องบรรทมพ่ะย่ะค่ะ”
    ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น เยี่ยซูจิ้นคงสบายใจหากเป็นในยามอื่น ทว่าในตอนนี้นางกลับต้องการให้มดที่เดินออกจากรังกลับเข้ามายังที่เดิมแบบไม่บุบสลายน่ะสิ!
    “เจ้าจะเฝ้าตรงนี้ตลอดหรือ?”
    “พะย่ะค่ะ”
    “แน่ใจหรือ?” นางถามย้ำ
    “พะย่ะค่ะ” คำตอบไม่เปลี่ยนแปลง เยี่ยซูจิ้นทำได้เพียงภาวนาให้ฮัวชุนทำสำเร็จ บางทีนางก็แอบคิดว่า...หากผู้ที่เข้าไปในถ้ำเสือคือฮัวชุนเสียเอง อาจจะส่งผลดีมากกว่าเสียอีก นางปิดประตูลงตามเดิม ศิโรราบต่อความมั่นคงของอีกฝ่ายง่ายดาย

    วันต่อมานางจึงได้ทราบว่ามีผู้พบเบาะแสของผู้ลอบเข้าตำหนักบูรพา ณ ริมกำแพงด้านหนึ่ง องครักษ์ผู้โชคร้ายตื่นขึ้นก็ให้ความได้เพียงว่าโจรที่บุกเข้ามานั้นมีขนาดตัวไม่สูงมากนัก สักราว 4 ฉื่อกับอีกครึ่ง[1] ไม่ทันจะได้ร้องเขาก็ถูกอีกคนทำให้หมดสติ ตรวจตราข้าวของในตำหนักมิมีสิ่งใดบุบสลายหายไป แม้แต่ในห้องส่วนตัวของจางไป๋หู เขาก็มิพบความผิดปกติอันใดอีก นอกจากสิ่งที่น่าจะเกิดด้วยการต่อสู้ชุลมุนกันในคืนนั้น
    เยี่ยซูจิ้นทำเป็นเงียบเชียบเก็บตัวอยู่ในห้อง เตรียมการสำหรับการหลบหนีออกจากวังตลอดเวลา แม้จะไม่ปริปาก แต่หูทั้งสองนั้นสดับฟังเสียงต่างๆ ในวังตลอดเวลา รวมถึงหากว่ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อการวางเวรยามในตำหนักแห่งนี้ด้วย
    โชคเข้าข้างนาง ในผังที่คัดลอกมามีส่วนซึ่งกล่าวถึงตำแหน่งและจำนวนในกรณีฉุกเฉินสำหรับรอบเดือนนี้ ทำให้หากจางไป๋หูสั่งวางกำลังเป็นสองเท่า นางก็ยังรู้ว่าเวรยามจะผลัดกะกันเมื่อใด และจะเดินกลับมายังตำแหน่งเฝ้ายามสักเวลาไหน ที่เหลือก็มีเพียงหาอุบายให้นางหลบหน้าเหล่าคนในวังสักพักก็เพียงพอ
    ฮัวชุนผู้วางอุบายเรื่องเสื้อแพรสำเร็จไม่เพียงแค่ตบตาคนในวังได้เท่านั้น นางยังสามารถส่งสารนัดแนะให้ชุนเอ๋อร์ผู้น้องเตรียมตัวมารับเยี่ยซูจิ้น พวกนางเลือกทางคูวังฝั่งตะวันออก ซุ่มเสี่ยงเสียหน่อย แต่หากอาศัยความรวดเร็วในการพรางตัว พวกนางจะสามารถแสร้งทำเป็นนางในหรือทหารเลิกประจำการเดินออกไปได้
    ฝ่ายจางไป๋หูตัดสินใจใช้มาตรการซึ่งเตรียมพร้อมไว้ เข้าทางพวกนางอย่างมิต้องสงสัย แม้เขาเองจะยังติดใจว่าเหตุใดโจรเข้ามาถึงห้องพักของเขาได้ แต่กลับไม่ได้ขโมยสิ่งใดออกไปเลย อะไรซึ่งจะมีค่ามากกว่าเงินทองงาช้างในวังแห่งนี้เล่า
    ไม่ทันที่เขาจะได้เดินทางออกจากวัง ทราบข่าวพระชายาซูเจี้ยนล้มป่วยมาถึงหู ฮัวชุนคนสนิทของพระนางเดินมาขอคำแนะนำและเพิ่มเวรยามมากกว่าปกติ กลัวว่าหากมีใครประสงค์ร้ายเข้ามาได้อีก พระชายาของนางคงจะไม่ปลอดภัย ตัวเขาเองนั้นยุ่งกับการเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงานและการสะสางงานตกค้าง จึงทำเพียงตบปากรับคำ และสั่งการให้นางไปตามนั้น
    โดยมิทันได้รู้ว่านั่นคืออุบายที่แท้ในการพรางไม่ให้ใครได้ย่างกรายเข้ามาพบว่าที่นอนบนพระแท่นคือความว่างเปล่าและหมอนมุ้งเท่านั้น
    เพียงสองวันก่อนกำหนดขึ้นเกี้ยวแดงของซูจิ้น เมื่อมองเห็นว่าทหารยามทางหลังห้องนอนเดินออกไปเพื่อเตรียมเปลี่ยนเวรยาม ร่างในชุดของนางกำนัลหนึ่งร่างจึงกระโดดออกทางหน้าต่างด้านหลังนั่นเอง ก่อนจะเดินเข้ามาสบทบกับฮัวชุนซึ่งเดินออกมาทางประตูหน้าตามปรกติ เยี่ยซูจิ้นเกล้าผม ใช้เครื่องสำอางแปลงโฉม เติมไฝฝ้าให้ดูผิดปกติ ทำผิวกายให้เข้มขึ้นคล้ายกรำงานตากแดดตากฝน มองเพียงผ่านเลยก็เหมือนนางในทั่วไปที่รับงานอยู่ในตำหนัก
    พวกนางอาศัยการเดินหลบไปตามมุมอาคารต่างๆ ซึ่งจดจำเอาจากแผนผังและคะเนเวลาแล้วว่าในขณะนั้นไม่มีทหารยามเดินผ่าน นางใจตุ้มๆ ต่อมๆ จนกระทั่งมาจนถึงประตูตงฮัว ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเขตวังหลวง ฮัวชุนเป็นผู้รับหน้าและยื่นเอกสารปลอมซึ่งช่วยกันทำขึ้น ถึงหัวจะหลุด...ก็คงได้หลุดพร้อมกันทั้งสองหัวเป็นแน่ นายบ่าวต่างเข้าใจตรงกันว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องทำทุกสิ่งให้แนบเนียนเป็นที่สุดเพื่อรักษาชีวิตตนเอง
    ชุนเอ๋อร์ เจ้าแป้งทอดซึ่งซูจิ้นไม่ได้พบเจอเสียนานรออยู่นอกคูเมือง นางจอดเกี้ยวเทียมวัวเอาไว้ แม่นางกำนัลทั้งสองเมื่อเดินหลบเข้าไปมุมด้านหลัง เยี่ยซูจิ้นก็ขยับขึ้นเกี้ยวไป ก่อนคนมารับจะเป็นผู้บังคับให้วัวออกเดิน โดยทิ้งให้ฮัวชุนคอยมองตามด้านหลังอย่างห่วงใย -------------------------------------------------------[1] ราว 160 เซนติเมตร