และต่อให้ผมไม่เข้าเรียนก็ไม่ได้แปลว่าผมจะกลายเป็คนที่ช้าตามคนอื่นไม่ทัน กรณีของผมการที่เรียนไม่จบเหมือนเพื่อนวัยเดียวกันคิดเหรอว่า่เวลาที่ปล่อยว่างนั้นผมจะนอนเล่นไปเรื่อย
ความรู้ที่ผมมีถ้าให้ไปนั่งสอบวัดระดับเทียบชั้นปีแล้วละก็ พูดได้เลยว่าผลจะออกมาว่าอยู่ในระดับที่เรียนจบไปแล้วก็ไม่เกินความจริงเท่าไรหรอก
“เห็นประเด็นดราม่าปะ” ผมละออกจากความคิดเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้นระหว่างทางเดินในตึก
“ไวรัลขนาดนั้นใครไม่เห็นบ้างล่ะ”
“อาจารย์หลินนี่เป็ข่าวอยู่ตลอดเลยเนอะ” แสดงว่าเื่นี้เกิดขึ้นบ่อยงั้นเหรอ? เพราะแบบนั้นเธอถึงได้คงสีหน้านิ่งเอาไว้ได้ดีสินะ
“ทีอยู่กับเราเอาแต่แสดงสีหน้าให้เห็นได้ง่ายแท้ ๆ” ผมพูดกับตัวเองเสียงเบาพลางอมยิ้มเมื่อนึกถึงใบหน้าโกรธโมโหของเธอขึ้นมาซึ่งมันตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ผมเห็นก่อนหน้าหลังเกิดเื่ดราม่าที่กำลังเป็ประเด็น
หน้าห้องเรียน 1206
“แกคิดจะสร้างเื่ดราม่าให้ตัวเองไปถึงเมื่อไร?” มือที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปด้านในจำต้องหยุดเอาไว้เมื่อเสียงของหญิงดูมีอายุดังขึ้น
ผมจึงมองเลขห้องอีกครั้ง และทบทวนความทรงจำต่อ
ก็ไม่น่าจำเลขห้องผิด
เพราะตารางการสอนที่ผมแอบเห็น ผมว่าผมจำมันขึ้นใจเลยนะ
“แม่...เดี๋ยวหนูจะมีสอนแล้วเราค่อยคุยกันตอนอยู่ที่บ้านได้ไหมคะ” เสียงนี้ อ่า ~ ผมไม่ได้จำผิดสินะ
ว่าแต่แม่งั้นเหรอ?
“…” ผมมองเข้าไปในห้องอีกครั้งผ่านช่องกระจกขนาดเล็ก
“อย่าให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีก” ผมรีบเดินหลบไปอีกทางเมื่อเห็นว่าคนด้านในมีท่าทางกำลังเดินออกมา
และเมื่อผู้หญิงที่หน้าคล้ายกับคนที่กำลังนั่งอยู่ด้านในเดินหายไปแล้วผมก็มองเข้าไปในห้องต่อ
จนเห็นว่าเธอกำลังนั่งทำหน้าเครียด
หลิน Talk
แกร๊ก ~
ฉันรีบปรับสีหน้าและหันไปมองที่ประตูเพื่อส่งยิ้มให้นักศึกษาแบบที่ชอบทำ
“นายมาทำไม?” แต่พอพบว่าเป็คนอื่นที่ไม่ได้คิดเอาไว้รอยยิ้มที่มีจึงค่อย ๆ หายไป และถูกแทนที่ด้วยความไม่เข้าใจรวมถึงรู้สึกโมโหแทน
นี่เขาตามฉันอีกแล้วเหรอ
ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ เมื่อกี้ก็เครียดกับแม่แล้วยังต้องมารับมือกับเขาต่ออีก
“…” อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร นอกจากนี้ก็ไม่ยิ้มไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาเหมือนอย่างที่ชอบทำจนกลายเป็ว่าฉันดันรู้สึกแปลกขึ้นมาถึงการเปลี่ยนไปของเขา
“นี่” ฉันเอ่ยเรียกอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาเลือกเดินไปนั่งลงที่โต๊ะว่างเกือบหลังสุด
และยังไม่ทันได้เดินตามไปเด็ก ๆ ที่มีเรียนกับฉันก็กำลังพากันเดินเข้าห้องมาพอดี ฉันเลยต้องนั่งอยู่ที่เดิมอย่างช่วยไม่ได้
“ดูนั่นสิ”
“ดาราคนนั้นนี่นา เขามีเรียนวิชานี้ด้วยเหรอ โชคดีจัง”
“…” ฉันมองภาพตรงหน้านิ่ง
ท่าทางคงจะไล่เขาออกไปยากแล้วสิ ดีนะที่ห้องเรียนนี้มีโต๊ะเยอะกว่าจำนวนนักศึกษา
ระหว่างการสอน
นี่คงเป็การสอนที่ฉันรู้สึกไม่มีสมาธิมากที่สุดแล้วมั้งเพราะนอกจากจะต้องโฟกัสกับนักศึกษาแล้วยังต้องคอยระมัดระวังผู้ชายคนนั้นด้วย
เกิดเขาพูดเื่จีบขึ้นมาฉันก็แย่น่ะสิ
เื่เมื่อตอนบ่ายฉันยังจำได้อยู่เลยนะ ไอ้คำพูดกำกวมนั่นมันหมายถึงว่าถ้าฉันไม่ยอมนั่งกับเขา เขาก็จะตามฉันออกไปแล้วพูดเื่น่าอายต่อหน้าคนอื่นยังไงล่ะ
“…” ถึงจะเป็กังวลยังไง แต่การสอนก็ต้องดำเนินต่อไปอยู่ดี ฉันเลยละความสนใจและหันมาโฟกัสกับนักศึกษา
“ถ้าใครทำควิซเสร็จแล้วก็ไปเรียนวิชาต่อไปได้เลยนะ หรือถ้าใครไม่เข้าใจตรงไหนก็มาให้อาจารย์อธิบายก่อนได้ค่ะ” ฉันกดปิดสไลด์ที่ใช้สอนก่อนเปลี่ยนมาเป็ภาพคิวอาร์โค้ดที่เชื่อมกับเว็บทำแบบทดสอบแทน
พอเห็นว่านักศึกษาพากันยกมือถือและแท็บเลตขึ้นมาสแกนฉันก็กลับมาสนใจที่งานตัวเองต่อระหว่างรอให้เด็ก ๆ ทำแบบทดสอบจนเสร็จ
“อาจารย์ครับ” เวลาผ่านไปได้สักพักจนทั้งห้องเหลือแค่ไม่กี่คนเสียงที่ฉันคิดเอาไว้ก็ดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้มือที่กำลังจับปากกาอยู่ต้องหยุดลงก่อนเงยหน้ามองเ้าของเสียเรียก
“นักศึกษาไม่เข้าใจส่วนไหนคะ” ฉันไม่รอให้เขาพูดต่อแต่เลือกเป็ฝ่ายตั้งคำถามเื่การเรียนออกไปแทน
เพราะตอนนี้สายตาคนที่เหลือกำลังสนใจพวกเราอยู่
“ไม่มีครับ” เขาตอบหน้าตาย
“ดีค่ะ งั้นถ้าทำเสร็จแล้วก็ไปเรียนวิชาต่อไปได้เลยนะคะ”
“ก่อนที่จะออกไป ผมอยากได้ช่องทางติดต่อกับอาจารย์แบบส่วนตัวหน่อยได้ไหมครับ” เมื่อเขาพูดจบเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับท่าทีของนักศึกษาที่เหลือต่างเงยขึ้นมามอง
“…” ฉันมองเขา เพราะพูดอะไรไม่ออกก่อนจะเปลี่ยนมาเป็สีหน้าโกรธจัดแทน
“เผื่อมีตรงไหนที่ผมไม่เข้าใจจะได้ถามอาจารย์ได้ทันที เผอิญผมเป็พวกถ้าอยากรู้อะไรแล้วไม่ชอบปล่อยให้ตัวเองสงสัยนาน ๆ นะครับ” เขายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำบรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป
เพราะคำพูดไม่กี่คำนั้นทำให้สายตาคนที่เหลือที่เคยจ้องเหมือนเตรียมจะเอาไปพูดต่อเปลี่ยนมาเป็สายตาอิจฉาแทน
แค่เพียงคำพูดไม่กี่คำงั้นเหรอ... เหอะ!
เขาจงใจเลยนี่ หมอนี่มันจงใจชัด ๆ
“ขออนุญาตนะครับ” ยังไม่ทันที่จะตอบตกลงเขาก็ยื่นมือมาหยิบมือถือฉันไปเฉย และที่แย่กว่านั้นก็คือการที่ฉันไม่ได้ตั้งรหัสเอาไว้นี่สิ โอ๊ย! ถ้าจะเสียมารยาทแต่แรกจะพูดขออนุญาตทำไหมเนี่ย!
“ไว้ถ้าผมอยากได้คำปรึกษาจะทักไปหานะครับ” รอยยิ้มร่าเริงที่ใครต่อใครเห็นแล้วต่างพากันหลงใหลปรากฏขึ้นให้เห็นตรงหน้า ส่วนฉันคนนี้น่ะเหรอ นอกจากจะไม่หลงใหลแล้วยังรู้สึกอยากตะปบหน้าหล่อให้เป็รอยมากกว่า
“ได้คะแนนเต็มแบบนี้เห็นทีคำปรึกษาของอาจารย์ไม่น่าจำเป็แล้วมั้งคะ” ฉันนั่งมองคะแนนบนหน้าจอคอมด้านข้างหลังป็อบอัปเด็กที่ทำคะแนนสูงที่สุดเด้งขึ้นมา
“เพราะอาจารย์สอนดีจนผมอยากได้คำปรึกษาเพิ่มไงครับ” เขายังคงยิ้มหยียวนกวนประสาทต่อ
“ยินดีมากเลยค่ะ” ฉันเองก็จำเป็ต้องยิ้มตอบบ้างเพื่อไม่ให้เด็กที่เหลือสงสัย
ไม่กี่นาทีผ่านไป
“ทั้งที่ทีแรกหลับในคลาสของฉันแท้ ๆ ไม่นึกเลยว่าจะทำคะแนนได้ดีจนน่าใอย่างนี้” ฉันนั่งมองชื่อที่กำลังปรากฏให้เห็นพลางนึกถึงตอนที่เขาหลับในคลาสฉันั้แ่ยังไม่ทันเริ่มสอน
ตอนนั้นคิดว่าเป็พวกไม่เอาไหน แต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้เขาจะทำมันออกมาได้ดีจนน่าใ ถึงรู้สึกปลื้มก็จริง แต่เขาไม่ได้มีตารางเรียนกับฉันไม่ใช่หรือไง แทนที่จะไปตั้งใจเรียนวิชาที่แอบหนีมาแท้ ๆ ไม่เข้าใจเขาเลย
“…” ฉันนั่งมองหน้าจอมือถือตัวเองที่ตอนนี้มีสติกเกอร์น่ารักกำลังเคลื่อนไหวอยู่ ข้อความนี้ถูกส่งมาให้สักพักแล้วหลังจากที่เขาเดินออกไป
ฉันไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเอาแต่นั่งมองและก็คิดอะไรไปเรื่อยมากกว่า ไม่รู้สิ...ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันแทนที่จะบล็อกไปให้จบ ๆ แต่ดันเอาแต่คิดว่าปล่อยไว้โดยไม่ตอบอะไรน่าจะดีกว่าแทนซะงั้น
“ผมเห็นแล้วนึกถึงอาจารย์ขึ้นมา น่ารักไหมครับ” จู่ ๆ ข้อความจากเขาก็ถูกส่งเข้ามาอีกครั้งพร้อมสติกเกอร์อันใหม่ที่เขาบอกว่ามันน่ารักเหมือนกับฉัน
“ไอ้หมอนี่” ฉันกำมือถือแน่นหลังเห็นว่าสติกเกอร์นั้นเป็รูปหมาพันชิวาวาที่ถูกวาดขึ้นมาในลายเส้นการ์ตูนกำลังทำหน้าโกรธไฟขึ้นหัวอยู่
“ขึ้นอ่านทันทีแบบนี้เห็นแล้วรู้สึกดีจัง” เท่านั้นไม่พอเขายังพิมพ์เข้ามาอีกพร้อมด้วยสติกเกอร์แบบเดิม แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีไฟแล้วแต่บนหัวหมาเปลี่ยนมาเป็หัวใจดวงโตอยู่แทนต่างหาก
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————