รมย์นลินกลับมาถึงบ้านก็เป็เวลาตีสองเข้าไปแล้ว ใบหน้าสวยปรากฎความเหนื่อยล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธออยากพักผ่อนเต็มที แต่เมื่อก้าวเข้ามาภายในบ้านก็เห็นทั้งพ่อกับแม่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น หญิงสาวยังไม่ทันได้เดินผ่านก็ถูก ‘นวรัตน์’ ผู้เป็แม่ออกปากถามขึ้นมาก่อน
“ทำไมเพิ่งกลับบ้านดึกขนาดนี้ล่ะลูก”
“งานมีปัญหานิดหน่อยค่ะลินเลยอยู่แก้ไข ถ้ายังไงหนูขอตัวไปพักก่อนนะคะ” รมย์นลินตอบกลับโดยไม่หันกลับไปมอง
ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินจากไป เธอก็ถูกคนเป็แม่เอ่ยขัดอีกครั้ง “อย่าเพิ่งไป พ่อกับแม่มีเื่จะคุยด้วย”
หญิงสาวรับคำ “ค่ะ” พร้อมกับถอนใจออกมาเบา ๆ ก่อนเดินไปนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตัวที่อยู่ข้างแม่ของตน เธอไม่สามารถปฏิเสธคำขอของบุพการี ได้แต่เพียงรอฟังจุดประสงค์ของพวกท่าน
“เดือนหน้าจะมีการจัดงานประมูลขึ้นหนึ่งงาน พ่อกับแม่้าให้ลูกไปประมูลเอาของชิ้นหนึ่งมาให้ได้” ปริญญ์ออกคำสั่ง
คิ้วสวยเลิกขึ้นขณะถามผู้เป็พ่อ “ของอะไรคะ” เธอ้ารายละเอียดเพิ่ม
เห็นท่าทางสนใจของลูกสาว ปริญญ์ก็รีบอธิบาย “ของชิ้นนั้นคือภาพวาดสีน้ำมันของคุณเทียด อย่างที่ลูกรู้ว่าท่านเคยเป็จิตรกรมีชื่อเสียง หลังจากท่านเสียชีวิตไปผลงานของท่านก็ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นเป็ที่หมายปองของบรรดานักสะสม พ่อเองก็อยากได้เอามาเก็บไว้สักชิ้น เสียดายที่ไม่มีใครยอมขาย
ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ได้ไปสืบดูพบว่ามีภาพวาดอยู่รูปหนึ่ง เ้าของกำลังมีปัญหาเื่เงินจึงยอมตัดใจเอามันมาประมูลในงานนี้ แต่ลูกอย่าได้ประเมินราคามันต่ำเกินไปนะ เพราะมีคนสนใจภาพวาดนี้มาก ต้องเกิดการแข่งขันดุเดือดแน่”
รมย์นลินเช้าใจความนัยโดยพลัน สมัยก่อนคุณเทียดหรือก็คือคุณทวดของคุณพ่อท่านวาดรูปไว้มากแต่น่าเสียดายที่รุ่นต่อมาซึ่งก็คือ คุณปู่ของคุณพ่อหรือก็คือคุณทวดของเธอท่านไม่สนใจศิลปะจึงเอางานของพ่อตัวเองที่เหลืออยู่ออกขายหมดไม่มีเหลือ
จนมารุ่นคุณปู่และคุณพ่อของเธอ พวกท่านพยายามหาซื้อเพื่อมาเก็บไว้เป็สมบัติประจำตระกูลแต่น่าเสียดายที่ผู้ปฏิเสธกันหมด
ใบหน้าสวยที่ถอดแบบผู้เป็แม่ฉายแววครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะพูดต่อรองคนเป็พ่อ
“ถ้าลินเอาภาพวาดนี้มาได้ พ่อกับแม่ต้องปล่อยลินเป็อิสระตกลงไหมคะ” รมย์นลินสบตาผู้ให้กำเนิดทั้งสอง
ทั้งปริญญ์และนวรัตน์เห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของลูกสาวก็มองตากันครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า จากนั้นผู้เป็พ่อก็ให้คำสัญญา “ได้ ถึงตอนนั้นพ่อจะไม่บังคับแกเื่ของชัยพัฒน์อีก”
“ถ้าอย่างนั้นลินตกลงค่ะ” รมย์นลินรับปากพ่อ เธอต้องชนะการประมูลเท่านั้นเพื่อจะได้หย่ากับผู้ชายเฮงซวยนั่นสักที!
ในเมื่อโอกาสหล่นมาแล้ว รมย์นลินย่อมต้องคว้าไว้แน่นอน เวลานี้เธอไม่เหลือเยื่อใยอะไรให้อดีตคนเคยรักแม้แต่น้อยและอยากตัดขาดกับฝ่ายนั้นเต็มแก่ แต่ติดตรงที่ว่าครอบครัวเธอยังต้องพึ่งอำนาจบารมีจากทางบ้านฝ่ายนั้นในการเอาภาพวาดกลับคืนมา
“ที่พ่อกับแม่จะบอกมีแค่นี้แหละ ลูกรีบไปพักผ่อนเถอะ เื่ที่เหลือพวกเราจะจัดการเอง” นวรัตน์บอกด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นท่าทางงัวเงียของลูกสาว
“ค่ะ ขอบคุณค่ะแม่” รมย์นลินพยักหน้าและเดินขึ้นชั้นสองของบ้านเพื่อไปพักผ่อนในห้องนอนตัวเอง เธออยากหลับจะแย่แล้ว!
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
รมย์นลินทำงานหนักตลอดทุกวันโดยเฉพาะวันนี้ กว่าจะเลิกงานก็ปาไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว เธอทุ่มเทไปกับการคิดหาวิธีทำให้ยอดขายเครื่องประดับเพิ่มขึ้นแบบก้าวะโใน่เวลาจำกัด
แม้ผลลัพธ์ของการโหมงานจะเป็ที่น่าพอใจแต่หญิงสาวก็ยังไม่กล้าประมาท ทว่าเพื่อเป็การผ่อนคลายไม่ให้เครียดเกินไป เธอเลยแวะมาดื่มกับลูกน้องในทีมที่ผับแห่งหนึ่งหลังออกจากออฟฟิศ
สภาพตอนนี้เธอไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะไปหาเด็กเลี้ยงของตน ดวงตาคู๋งามมองการ์ดเชิญเข้างานประมูลที่แม่ให้เธอเมื่อวันก่อนไปด้วย
ขึ้นชื่อว่างานประมูลย่อมไม่ขาดแคลนเหล่าเศรษฐีผู้มีเงินถุงเงินถัง ยิ่งครั้งนี้มีภาพวาดซึ่งเป็ที่หมายปองของผู้เข้าร่วมหลายราย เด็กประถมยังรู้เลยว่าต้องใช้เงินมากขนาดไหนในการแข่งขันกับพวกคนรวยเ่าั้
“คุณลินคิดมากเื่งานประมูลเหรอคะ” เลขาส่วนตัวอย่าง .’ นฤมล’ อดถามไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าหนักใจของเ้านายสาว
“นิดหน่อย กลัวสู้ราคาไม่ไหว” หญิงสาวพูดออกมาตามตรง มือเรียวหยิบแก้วค็อกเทลขึ้นมาจรดริมฝีปาก
‘งานนี้คงมีกลุ่มคนที่กระเป่าหนักมารวมตัวกันเยอะแน่’ คิดถึงตรงนี้ใบหน้าสวยก็ขรึมลง ยิ่งนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายในคืนนั้นของพ่อด้วยแล้ว
“ลูกเตรียมตัวให้ดีนะ งานนี้ตระกูลเศรษฐีอันดับหนึ่งเป็คนจัดงาน ได้ยินว่าหลานชายของบ้านนั้นก็้าภาพวาดนี้เหมือนกันเพราะเขาเป็พวกชอบสะสมงานศิลปะมีชื่อเสียง”
ซีอีโอสาวถอนหายใจเบา ๆ ได้แต่หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่กลายมาเป็อุปสรรคของเธอ ขอให้เธอคว้าภาพนั้นมาได้สำเร็จ
เลขาััได้ถึงความกังวลของเ้านายก็รีบพูดให้กำลังใจ “คุณลินทำได้อยู่แล้วค่ะ เ้านายของดิฉันเก่งจะตายไป”
รมย์นลินยกยิ้มจริงใจให้ “ขอบคุณมาก ฉันก็หวังให้มันเป็แบบนั้นเหมือนกัน” ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ยอม ประโยคหลังเธอคิดอยู่ในใจไม่ได้พูดออกไป
น้ำเสียงไพเราะของหญิงสาวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอมีสีหน้ามุ่งมั่นอย่างคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด
ในขณะนั้นเองเสียงมือถือเครื่องเล็กของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะก็ส่งเสียงดังขึ้น รมย์นลินมองรายชื่อที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอ เธอเม้มปากเล็กน้อยเมื่อเห็นคำว่า ‘ธันว์’
ในสถานการณ์แบบนี้หญิงสาวไม่อยากรับสายสักเท่าไหร่ เธอจึงเลือกกดตัดสายทิ้ง ทว่าอึดใจต่อมาเสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้นตามมา
[พี่จะออกมาเองหรือจะให้ผมเข้าไปแบกออกมา]
“ถ้าคุณลินมีธุระสำคัญต้องไปทำต่อก็กลับก่อนได้นะคะ” เห็นเ้านายตนมีคนติดต่อมาสองครั้งติด แถมหลังจากอ่านข้อความนายจ้างเธอก็ทำสีหน้าเคร่งเครียด นฤมลจึงคิดว่าอีกคนมีเื่สำคัญอย่างอื่นต้องไปจัดการต่อจึงไม่อยากให้เ้านายต้องเสียการเสียงาน
“อืม ฉันคงต้องกลับก่อนล่ะ ฝากเธอจัดการที่เหลือด้วยนะ” หญิงสาวพยักหน้าให้อีกฝ่ายก่อนจะมองลูกน้องห้าหกคนที่นั่งกระจายตัวอยู่ในภายในห้องวีไอพี
“ค่ะคุณลิน ไม่ต้องเป็ห่วง” นฤมลรับคำ เธอมองเ้านายสาวลุกขึ้นจากโซฟาคว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายบ่าแล้วเดินออกจากห้องไป
ซีอีโอสาวก้าวลงบันไดมาชั้นล่างมุ่งตรงไปทางหน้าร้าน เธอก้าวออกจากประตูมาก็กวาดตามองหารถของธันวา ไม่นานก็เจอพาหนะหรูคันงามคุ้นตา เธอจึงเดินไปเคาะกระจกฝั่งที่นั่งข้างคนขับ
“ขึ้นมา” ธันวาลดกระจกลงแล้วพูดเสียงเรียบ
“พี่บอกนายไปแล้วนี่ว่าวันนี้ไม่ไปหา” รมย์นลินย้ำสิ่งที่เธอบอกอีกฝ่ายไปก่อนหน้านี้ให้เด็กเลี้ยงที่เอาแต่ตามติดเธอเป็เงาฟัง
“ขึ้นมาก่อนเถอะครับ มีอะไรค่อยคุยกัน” ธันวากล่าวเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นว่าพี่สาวคนสวยยังคงยืนนิ่ง
รมย์นลินที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ขุ่นมัวภายใต้น้ำเสียงนุ่มนวลของชายหนุ่มก็ไม่ดื้อดึงต่อ ทำตามที่อีกฝ่ายบอก
TBC