กลางดึก ชั้นบนสุดของบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น
ซูฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพร้อมกับโคจรวิชาชิงแสงนำพลังอย่างต่อเนื่อง
แสงจิตวิญญาณเจินชี่ไหลเข้าสู่ภายในร่างกายอย่างไม่ขาดช่วงภายใต้การควบคุมของเขาแสงจิตวิญญาณเจินชี่เหล่านี้จะไหลผ่านเส้นลมปราณอย่างเป็นระเบียบจากนั้นก็เข้าสู่ตันเถียน และโคจรอยู่ภายในตันเถียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หนึ่งนาที…
ห้านาที…
ครึ่งชั่วโมง…
หนึ่งชั่วโมง…
จำนวนแสงจิตวิญญาณเจินชี่ที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายซูฮ่าวมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆทำให้ตันเถียนของเขาสั่นสะท้าน และขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง
ในขณะเดียวกัน การฝึกฝนเทวจิตภายในความคิดก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกัน
ทะเลจิตใต้สำนึกในสมองของซูฮ่าวเพิ่มขนาดมากขึ้นเส้นจิตวิญญาณปรากฏขึ้นอย่างเชื่องช้าและผสานเกี่ยวพันกันเหมือนกับจะวาดอะไรบางอย่างออกมา
แต่ละวินาที แต่ละนาทีผ่านไปแสงจันทร์อันสุขสกาวลอยค้างอยู่กลางอากาศยามค่ำคืน
สายลมพัดผ่าน ทำให้มีเสียงซอกแซกจากใบไม้กระทบกันดังขึ้นกอปรกับเสียงแมลงหวีดร้อง เหมือนดนตรีขับขานยามดึก
วินาทีต่อมาสภาพแวดล้อมโดยรอบบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน
พลังวิญญาณฟ้าดินรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปในทันที รุ้งยาวพาดผ่านกระแสเสียงท่วมท้น
เมื่อมองจากภายนอก เหมือนว่าที่ยอดเขาชิงอวิ๋นน่าจะมีพายุทอร์นาโดกระแสลมจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังหมุนผ่านอย่างรวดเร็ว
“ฟิ้วๆ ๆ … ”
พลังฟ้าดินระเบิดขึ้นจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเดิมทีมันเป็นเพียงแค่สายลมที่พัดอย่างเอื่อยเฉื่อย แต่เพียงครู่เดียวก็กลายเป็นพายุเฮอริเคนแล้วฝุ่นและเศษหินที่อยู่โดยรอบพัดคลุ้งขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวมาก
คฤหาสน์แห่งหนึ่งที่อยู่เชิงเขาชิงอวิ๋นปรมาจารย์ติงและชายสวมชุดคลุมยาวที่เฉินไห่คั่วเชิญมาต่างเบิกตากว้างแล้วจ้องมองไปที่ยอดเขาชิงอวิ๋น พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ในฐานะที่เขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเทียนขั้นปลายเขาสามารถสัมผัสได้ถึงลมปราณอันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากยอดเขาชิงอวิ๋น
มีคนกำลังจะผ่านทะลวงด่าน!
อีกทั้งไม่ใช่ด่านธรรมดา!
ความแข็งแกร่งระดับนี้ พวกเขาทั้งสองคนร่วมมือกันก็ยังยากที่จะต่อกร!
“คนที่อยู่บนยอดเขาชิงอวิ๋นนั้นจะแข็งแกร่งระดับไหนกัน?” ทั้งสองคนมองหน้ากัน ในแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกใจ
อีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวของซูฮ่าวก็รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนแรกแสงจิตวิญญาณเจินชี่จากจักรวาลหลั่งไหลเข้ามาภายในร่างกายจากทางเหนือศีรษะทางเดียว
ต่อมาเมื่อซูฮ่าวคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องแล้วแสงจิตวิญญาณเจินชี่จึงไม่ได้เข้ามาทางเหนือศีรษะเพียงทางเดียวเท่านั้นแต่ไหลเข้ามาจากแขนขาทั้งสองข้างของเขาด้วย
แสงจิตวิญญาณเจินชี่ในร่างกายซูฮ่าวมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆความเร็วในการขยายตัวของตันเถียนก็เพิ่มสูงขึ้น
สามชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วแสงจิตวิญญาณเจินชี่เข้ามาภายในร่างกายของซูฮ่าวจากหลายทิศทางในที่สุดมันก็สามารถเชื่อมโยงต่อกันได้ และเชื่อมเป็นเส้นเดียวกันจากในตอนแรกเป็นเพียงเส้นฝอย แต่ต่อมาก็รวมกันเป็นกลุ่มก้อน
กระบวนการทั้งหมดนี้เหมือนกับการสร้างสะพานลำเลียงให้แสงจิตวิญญาณเจินชี่เดินทางเข้าสู่ตันเถียน
“ฟิ้วๆ ๆ … ”
แสงจิตวิญญาณเจินชี่โคจรและสะสมอยู่ภายในตันเถียนของซูฮ่าวและตันเถียนนั้นก็มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับลูกโป่งที่เหี่ยวเฉาค่อยๆ พองตัวขึ้นมา
แต่พลังวิญญาณที่อยู่เหนือศีรษะของเขาก็ยังพุ่งเข้าใส่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ซูฮ่าวใบหน้าซีดขาวขึ้นมาทันที ใบไม้ต้นหญ้าที่ปลิวอยู่โดยรอบถูกดูดเข้าไปอย่างไร้ความปรานี
มีบางครั้งที่ลมปราณเหล่านั้นสูญเสียการควบคุม แล้วดีดออกมาอย่างไร้ทิศทางพลังเหล่านั้นยิ่งใหญ่มากจนสามารถตัดต้นไม้อายุหลายสิบปีได้ในทันที
“โอกาสในการทะลวงด่านมาถึงแล้ว!” ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้นกัดฟันกรอด แสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณจากค่ายกลผนึกวิญญาณผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นพลังปราณจำนวนมาก และถ่ายเทเข้าสู่ตันเถียนทันที
“ตู้ม!”
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของซูฮ่าวก็บิดเบี้ยวกระแสลมที่ไม่สามารถควบคุมได้กระเด็นกระดอนออกไปทุกทิศทุกทางแทบจะทำให้ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่บริเวณโดยรอบถูกทำลายไปจนหมด
แม้กระทั่งชั้นบนสุดก็เริ่มมีรอยแตกร้าวเหมือนใยแมงมุมปรากฏขึ้น
เขาอดทนต่อความเจ็บปวดในการโคจรลมปราณซูฮ่าวควบคุมลมปราณภายในร่างกายให้โคจรตามเส้นลมปราณเริ่นตูและโคจรจุลจักรวาลหนึ่งรอบ
จากนั้นก็โคจรลมปราณผ่านเส้นลมปราณอื่นๆ ยกเว้นเส้นลมปราณเริ่นตูและโคจรมหาจักรวาลหนึ่งรอบ
และทำตามขั้นตอนข้างต้นซ้ำไปมา
สองรอบ…
ห้ารอบ…
สิบรอบ…
ยี่สิบรอบ…
ยิ่งโคจรพลังลมปราณมากเท่าไรโอกาสในการก้าวข้ามสู่เซียนเทียนขั้นปลายก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
นักรบโบราณที่สามารถโคจรได้มากกว่าร้อยรอบจะถูกขนานนามว่า ยอดฝีมือ
มากกว่าสองร้อยรอบจะถูกขนานนามว่า อัจฉริยะ
มากกว่าห้าร้อยรอบจะถูกขนานนามว่า อัจฉริยะเหนือโลก
แต่ซูฮ่าวได้ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปแล้ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสิบนาทีเขาโคจรมหาจักรวาลได้ถึงหกร้อยรอบ
แต่มันยังไม่จบ ฉวยโอกาสตอนที่ลมปราณยังผสานกับตันเถียนไม่สมบูรณ์ซูฮ่าวก็เพิ่มความเร็วในการโคจรมหาจักรวาลเพิ่มขึ้นอีก
ก่อนหน้านี้เขาโคจรหนึ่งรอบ แต่ตอนนี้เขาใช้เวลาเท่าเดิมแต่สามารถโคจรได้สองรอบ
ตอนที่เขาสามารถโคจรได้หนึ่งพันรอบ ปรากฏการณ์ของฟ้าดินก็จางหายไปความเคลื่อนไหวทั้งหมดกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
แต่ในทางกลับกันภายในร่างกายของซูฮ่าวที่เพิ่งโคจรเจินหยวนได้ครบหนึ่งพันรอบเขากลับรู้สึกเหมือนมหาสมุทรและแม่น้ำทุกสายหดรวมตัวอยู่ในตันเถียนของเขา และสายน้ำเหล่านั้นได้ผสานเข้ากับเจินหยวน
ในตอนนั้นดวงตาที่ปิดสนิทของซูฮ่าวก็ลืมขึ้น แสงไฟส่องประกายจากดวงตาเหมือนสามารถขจัดความมืดมิดได้ทั้งหมด
“ในที่สุดก็อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นปลายแล้ว เร็วกว่าที่คาดไว้หนึ่งก้าวแต่มันก็ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ !” ซูฮ่าวลุกขึ้นยืนแล้วถอนหายใจออกมายาวๆ
หลังจากที่เขาผ่อนคลายไปแล้วเล็กน้อยเขาก็ได้ยินเสียงแตกระแหงดังลั่นจากภายในร่างกายเสียงนั้นเหมือนกับเสียงของถั่วทอด
หากมีคนอื่นยืนอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย พวกเขาก็จะต้องตกใจที่บนร่างกายของซูฮ่าวในตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลังลมปราณอันบางเบา
หมอกในช่วงตีห้า หกโมงเช้ากระจายไปทั่วบริเวณแต่หากเมื่อเข้าใกล้ร่างกายของซูฮ่าวหมอกเหล่านั้นที่ปะทะกับม่านพลังเจินหยวนก็จะระเหยกลายเป็นไอน้ำในทันที
“ขอลองดูหน่อยว่า พลังของเซียนเทียนขั้นปลายนั้นจะเป็นอย่างไร” สายตาของซูฮ่าวมองไปยังก้อนหินก้อนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปในระยะสิบเมตรจากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น
พลังแห่งความมืดรวมตัวกันอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะกลายเป็นใบมีดอันแหลมคมแล้วพุ่งตัวออกไปฟันหินก้อนนั้น
“แกรก!”
หินก้อนนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนทันทีเศษของก้อนหินกระจัดกระจายออกไปตามพื้น
“ความแหลมคมของพลังแห่งความมืดนั้นไม่ธรรมดาเลยความแข็งแกร่งของเซียนเทียนขั้นปลายนั้นน่าหวาดกลัวจริงๆ ” เมื่อมองไปยังก้อนหินที่ถูกพลังแห่งความมืดตัด ซูฮ่าวก็พยักหน้าขึ้นลง
ตอนที่เขาก้าวเข้าสู่ระดับเซียนเทียนในครั้งแรกเขาไม่สามารถโจมตีด้วยแรงทั้งหมดได้แต่ตอนนี้เขาสามารถใช้พลังแห่งความมืดได้ตามใจชอบและคาดไม่ถึงว่าจะทำให้เกิดพลังที่รุนแรงเช่นนี้ขึ้นมาได้ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ
แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่เขาเลื่อนขั้นสู่ระดับเซียนเทียนขั้นปลายการฝึกฝนเทวจิตของเขานั้นก็อยู่ในระดับสูงสุดแล้วเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศโดยไม่มีแรงกดดันใดๆเพียงแค่ใช้ความคิดก็สามารถตรวจจับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในรัศมียี่สิบเมตรได้
“เกรงว่าเมื่ออยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุด การฝึกฝนเทวจิตน่าจะอยู่ในระดับสมบูรณ์เมื่อถึงตอนนั้นน่าจะสามารถบินบนท้องฟ้าได้เหมือนนก” ซูฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเขาก็เข้ามาอยู่ในของห้องนอนใหญ่ของบ้านพักตากอากาศแล้ว
หากสังเกตดีๆจะพบว่าใต้ฝ่าเท้าของเขานั้นมีระลอกคลื่นที่คล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่ ร่างกายของเขาวูบไหวแต่กลับไม่ได้จมดิ่ง ร่างทั้งร่างเหมือนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
เมื่อมองดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้วซูฮ่าวชะงักไปแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ
จากนั้นเขาก็กระโดดลงมาจากภูเขาเหมือนบินได้
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้เพียงแค่การสะกิดปลายเท้าเล็กน้อยก็สามารถบินได้ในระยะห้าถึงหกเมตรและความเร็วเหนือกว่ารถยนต์เล็กน้อย
เขาใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีก็มาอยู่ที่บ้านของเฉาหงเต้าแล้ว
ตอนนี้เฉาหงเต้านั่งอยู่บนรถกำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้าน ในมือของเขาถือเอกสารและบัญชีที่ซูฮ่าวมอบให้เมื่อวานนี้
“ฟิ้ว!”
ตอนนั้นเขาสัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่านในตอนที่เขาได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าที่นั่งข้างคนขับมีเงาร่างของคนคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ผู้อำนวยการเฉา อรุณสวัสดิ์ครับ” ซูฮ่าวมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจของเฉาหงเต้าแล้วพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
เฉาหงเต้าพูดอย่างตกตะลึงว่า “คุณซูฮ่าว คุณ… คุณมาได้อย่างไรครับ?”
ก่อนหน้านี้เขาไม่เห็นใครที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลยแต่ภายในชั่วพริบตาเดียวซูฮ่าวก็เข้ามาอยู่ในรถของเขาอย่างกะทันหัน
“วิธีพิเศษน่ะครับ ฉันขอไม่บอกคุณนะคุณอาจจะเข้าใจว่ามันเป็นวิชาตัวเบาก็ได้” ซูฮ่าวหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “ผู้อำนวยการเฉา ให้ฉันติดตามการจับกุมของคุณในวันนี้ด้วยเถอะครับวางใจได้เลย ฉันไม่แย่งความดีความชอบของคุณแน่นอน ฉันแค่อยากเห็นสีหน้าสิ้นหวังของใครบางคน”
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่อันตรายของซูฮ่าว ร่างกายของเฉาหงเต้าก็สั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
ครั้งนี้หลินอีหลุนได้ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินแล้ว!
แน่นอนว่าเขาไม่ปฏิเสธคำขอของซูฮ่าวอยู่แล้วเขาจึงขับรถไปที่คณะกรรมาธิการสอบวินัยทันที
หลังจากที่ยื่นเอกสารและบัญชีไปแล้วทั่วทั้งคณะกรรมาธิการสอบวินัยก็เหมือนเกิดแผ่นดินไหวขึ้นรูม่านตาของเลขาธิการสอบวินัยหดเล็กลงทันที และรีบส่งหลักฐานไปที่สถานีตำรวจทุกแห่งสั่งให้จับกุมคนร้ายมาโดยเร็วที่สุด
เฉาหงเต้าและซูฮ่าวเรียกรถตำรวจหลายคันให้ไปที่โรงพยาบาลกลางไห่เป่ย
ตอนนี้หลินอีหลุนนอนอยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลกลางไห่เป่ย ใบหน้าของเขาซีดขาวไร้เลือด ดวงตาหลุบต่ำ ร่างกายไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ด้านข้างของเขานั้นมีหมอหลายคนและแม่เลี้ยงของเขายืนอยู่
ด้านหน้าของหมอหลายคน มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งสวมชุดสูทยืนอยู่
ซึ่งคนคนนี้ก็คือ หลินฝูซิน พ่อของหลินอีหลุน!
บริษัทหลินชื่อที่เขาเป็นคนบริหารนั้นอยู่ในสิบอันดับบริษัทชั้นนำของไห่เป่ยและด้วยความช่วยเหลือของเขากลุ่มบริษัทหลินชื่อจึงสามารถอยู่ในสามอันดับชั้นนำของฉวนโจวได้
เมื่อคืนนี้เขาได้รับโทรศัพท์จากภรรยาบอกว่า หลินอีหลุนมีอาการผิดปกติทางร่างกายอาเจียนเป็นเลือดอย่างกะทันหัน และถูกส่งมายังโรงพยาบาลกลางไห่เป่ย
หลังจากที่เขาทำงานเสร็จเขาก็รีบมาที่โรงพยาบาลเพื่อมาดูอาการของหลินอีหลุนทันที
“หมอจาง ลูกชายของฉันเป็นอะไรกันแน่?”
“คุณหลิน พวกเราตรวจร่างกายของคุณชายหลินแล้วพบว่าในร่างกายของเขานั้นมีไอเย็นพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุเพราะสิ่งนั้นจึงทำให้ร่างกายของคุณชายหลินเกิดปัญหาหลายอย่าง” หัวหน้าแผนกห้องฉุกเฉินดันแว่นขึ้น แล้วพูดด้วยเสียงเคร่งเครียด
“แต่ว่าวางใจได้เลยครับ พวกเราได้ควบคุมไอเย็นภายในร่างกายของคุณชายหลินเอาไว้แล้วขอเพียงแค่ให้คุณชายหลินทำใจให้สงบ ควบคุมอารมณ์ ไอเย็นเหล่านี้ก็จะไม่ถูกกระตุ้น”
“ต่อจากนี้ พวกเราจะทำการรักษาอย่างเป็นระบบ โอกาสในการฟื้นตัวก็มีสูงมากเพียงแต่จำเป็นต้องใช้เวลา”
หลินฝูซินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้า “โอเคครับลำบากหมอจางแล้ว!”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยังต้องตรวจคนไข้คนอื่นๆ ในห้องฉุกเฉินอีกดังนั้นขอตัวก่อนนะครับ” หมอจางยกมือขึ้นแล้วเดินออกจากห้องผู้ป่วยไปพร้อมกับกลุ่มแพทย์
พวกเขาเพิ่งเดินออกไป หลินอีหลุนก็ได้สติขึ้นมา
หลินฝูซินรีบเดินเข้าไปหา แล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า “ลูกชาย เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เป็นไรครับ… ” หลินอีหลุนฝืนยิ้มออกมาท่าทางอ่อนแรงมาก
“เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกถึงเป็นอย่างนี้ได้?”
หลินอีหลุนหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…”
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถพูดเรื่องที่เขากับภรรยา (แม่เลี้ยง)ของหลินฝูซินเข้าฉากพลิกฟ้าคว้าฝน แต่เขารู้ดีว่าเขาไม่มีทางป่วยเพราะทำเรื่องเหล่านั้นแน่นอน
หลินฝูซินขมวดคิ้วขึ้น เหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ประตูห้องผู้ป่วยหนักก็ถูกเปิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เฉาหงเต้าและซูฮ่าวเดินเข้ามาด้านหลังของพวกเขายังมีนายตำรวจอีกหลายนายด้วย
“ซูฮ่าว?” แววตาของหลินอีหลุนเย็นยะเยือกขึ้นใบหน้าของเขามีน้ำค้างแข็งปกคลุม เขาพูดขึ้นเสียงเย็นว่า “มีอะไร? เมื่อวานถูกไป๋เหวินหลิงตบหน้าไปวันนี้ก็เลยจะมาระบายอารมณ์กับฉันหรือ?”
ซูฮ่าวส่ายหน้าอย่างเขินอาย “ไม่ๆคุณชายหลินเข้าใจผิดแล้ว ฉันมาที่นี่เพื่อมามอบความอบอุ่นให้คุณเท่านั้น”
“หมายความว่าอย่างไร?” ในแววตาของหลินอีหลุนมีประกายคมกริบ
ซูฮ่าวไม่พูดไม่จา แต่หันไปมองทางเฉาหงเต้าที่อยู่ด้านข้าง
เฉาหงเต้าดีดนิ้วนายตำรวจที่อยู่ด้านหลังคนหนึ่งก็หยิบหมายจับออกมาในทันที
“หลินอีหลุน คุณถูกจับกุมแล้ว!”