บทที่4 สามวันสามคืนเต็ม
“ปรากฏว่าความช่วยเหลือที่ท่านเอ่ยถึงก็มีความหมายเช่นนี้นี่เอง”
เย่หลานยืนกอดอกอยู่กลางบ่อน้ำพุร้อน ในยามนี้จึงได้เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายชัดเจน สีหน้าการแสดงออกค่อยสงบนิ่งมากขึ้นอีกหลายส่วน หาได้มีท่าทีเร่งรีบจะจากไปไหน สายตาคู่เฉียบคมของอิสตรียังคงทอดมองเรือนกายแข็งแกร่งของเขาไม่วางตา เสมือนว่ากำลังครุ่นพินิจคิดกลอุบายชั่วร้ายบางอย่างอยู่
“ในเมื่อเ้ารู้แล้ว เช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวอันใดให้เสียเวลา ขอเพียงเ้าตกลงยอมช่วยเหลือ ข้าผู้นี้ย่อมไม่แล้งน้ำใจ ยินดีตอบแทนตามแต่เ้าปรารถนา”
รับฟังประโยคนั้น มุมปากของเย่หลานถึงกับยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“วาจาของสหายเต๋าท่านนี้ช่างองอาจหาญกล้าดีแท้ มิกลัวว่าข้าจะร้องขอค่าตอบแทนที่แม้แต่ตัวท่านก็มิอาจทำได้หรอกรึ?”
ซูจิ่วหยวนเอียงกายเล็กน้อย เปลี่ยนท่วงท่าปรับเป็นอนพิงกับขอบหินของบ่อน้ำพุร้อนอย่างสบายระคนเอื่อยเฉื่อย ส่งเสียงตอบกลับอย่างไม่รีบร้อนใดๆ
“เื่นั้นเ้าอย่าได้ใส่ใจ”
“ก็ดี”
เย่หลานยักไหล่เล็กน้อย ตอบรับกลับอย่างช่วยไม่ได้
“เช่นนั้นข้าผู้น้อยย่อมยินดีช่วยเหลือ ขอเพียงท่านยอมรับปากเงื่อนไขของข้าเสียก่อน”
“จงว่ามา”
ซูจิ่วหยวนทอดสายตาฝ่าม่านหมอกไอร้อน จ้องเขม็งเข้าใส่นาง
เย่หลานหัวร่อคำน้อยผ่านมุมปาก แววตาเป็ประกายแพราวพราวอย่างเ้าเล่ห์เต็มเปี่ยม
“วันนี้ข้าผู้น้อยจะขอช่วยชีวิตท่าน หากแต่วันใดที่ท่านสิ้นชีพหมดอายุขัย... ร่างศพของท่านจะต้องเป็สมบัติของข้า”
รับฟังเงื่อนไขชวนประหลาดพิกลเช่นนี้ ซูจิ่วหยวนถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“อันใด? เ้าบอกว่า้า...ศพของข้าอย่างนั้นรึ?”
“ถูกต้อง!”
“เพื่อสิ่งใดกัน?”
เย่หลานได้ทีจึงย้อนทวนวาจาที่เขาเพิ่งเอ่ยออกมา
“เื่นั้นท่านอย่าได้ใส่ใจ”
ตลอดทั่วใบหน้าของนางฉายปรากฏรอยยิ้มเจือผสมคำเย้ยหยัน กล่าวเสริมต่อทันใด
“ว่าอย่างไรเล่า...ท่านกล้ารับปากหรือไม่?”
แววตาคู่คมดุจอินทรีฟ้าของซูจิ่วหยวนหรี่ลงหนึ่งส่วน ความรู้สึกทั้งหมดเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ตลอดชั่วชีวิตนี้ของเขา ยังมิเคยพบเจอผู้ใดในใต้หล้า ที่หาญกล้ากล่าววาจาจาบจ้วงล้ำเส้นถึงขนาดเอ่ยว่า หมายปองร่างศพของตนเช่นนี้มาก่อน ซ้ำร้ายยิ่งกว่าก็คือ...นางยังกล่าวออกมาต่อหน้าเขาตรงๆด้วย!
คิดได้เช่นนั้น เขาพลันต้องหลุดหัวร่อออกมาเบาๆ เพราะเริ่มเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมา จึงได้ลองไตร่ถามเพื่อความบันเทิงว่า
“ในเมื่อเ้า้าร่างศพของข้านัก แล้วไฉนไม่ปฏิเสธคำขอเสียั้แ่ต้นเล่า รอจนวันที่ข้าตาย จึงค่อยบุกเข้ามาเอาศพของข้ามิดีกว่ารึ?”
เย่หลานเชิดหน้าสูง ตอบกลับเพียงว่า
“สันดานเดิมของข้าผู้น้อยมิคุ้นชินกับคำว่าให้เปล่า สรรพสิ่งล้วนต้องมีคำว่าแลกเปลี่ยนประกอบอยู่ด้วย คติประจำใจนี้คงรักษาเสมอมา ยอมรับเงื่อนไขจากข้าเพียงหนึ่ง ข้าผู้นี้ย่อมตอบแทนให้เป็สอง”
ครานี้เขาเพียงพยักหน้าไม่เอ่ยอันใดอีก เย่หลานจึงรับทราบในทันทีว่า
การค้าครั้งนี้...ได้สำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว!
นางย่างกรายแหวกว่ายกระแสน้ำร้อนในบ่อน้ำพุเข้ามา ค่อยๆขยับเข้าชิดใกล้ทีละก้าว ระหว่างทางยังเอื้อนเอ่ยขยายความเื่เงื่อนไขให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ร่างศพของท่าน...คือเงื่อนไขที่ข้าผู้น้อยร้องขอ วันนี้ที่ข้าช่วยชีวิตของท่านนับเป็ความปรารถนาข้อแรก บัดนี้ท่านยังเหลืออีกหนึ่งข้อ และไม่ว่าจะเป็เื่อะไร...ข้าย่อมปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไข...”
ยิ่งซูจิ่วหยวนได้ฟังรายละเอียดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ ริมฝีปากบางกระตุกยิ้ม
“ฟังไปฟังมา ดูเหมือนครานี้ข้าไม่ขาดทุนเลยสักนิดกระมัง?”
ทั้งที่เป็ครั้งแรกที่ได้พบหน้าและรับฟังอิสตรีนางนี้เอื้อนเอ่ย แต่มิรู้เพราะเหตุใด ยิ่งฟังและยิ่งได้รู้จัก กลับกลายเป็ตัวเขาเองที่ยิ่งบังเกิดความสนใจในตัวนาง
เย่หลานเดินเข้าไปแนบชิดติดข้างกายเขา เรียวนิ้วซีดขาวไร้โลหิตหล่อเลี้ยง ค่อยๆเอื้อมออกไปแตะัักับไอหมอกสีทมิฬรอบกายอีกฝ่ายเบาๆ
มิรู้ว่านางสำแดงใช้เคล็ดวิชาหรือมนต์ตราอันใด—
แต่ในหนึ่งเสี้ยวพริบตา ไอหมอกทมิฬดุร้ายพันธุ์นั้นกลับกลายเป็เชื่องในพริบตา ถึงขนาดยอมพลีกายเข้าพันเกี่ยวกับปลายนิ้วมือ ก่อนจะไหลซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของนางจนหมดสิ้น
ซูจิ่วหยวนหรี่ตาแคบลงกว่าเดิมขณะจ้องมองอีกฝ่าย
“เ้าเป็ปีศาจรึ?”
“มิใช่ ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์วิถีมาร”
สิ้นคำนั้น นางก็ถือวิสาสะยกเรียวนิ้วยาวเชยคางของเขาขึ้น ั์เนตรเบื้องลึกทอประกายมนต์เสน่ห์เย้ายวน จ้องประสานชนกับสายตาของฝ่ายบุรุษโดยตรง
“เช่นนั้นแล้ว เงื่อนไขอีกข้อ.. เราจะทำอะไรดี...”
หากแต่ว่าเย่หลานยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ข้อมือเรียวขาวพร้อมร่องรอยปะเชื่อมของนาง ก็พลันถูกฝ่ายบุรุษคว้ากุมไว้แน่นหนัก ขณะเดียวกันนั้น เสียงะเิ ‘ตูม!’ ก็พลันดังลั่นขึ้นพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่โผล่ขึ้นจากน้ำพุร้อน!
พินิจดูจากขนาดของมัน...ดูท่าจะเป็ระดับสัตว์ร้าย!
ในเสี้ยวพริบตา ร่างของนางก็ถูกฉุดขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อน เรือนร่างขาวกว่าครึ่งท่อนถูกยกอุ้มโผล่เหนือผิวน้ำ แผ่นหลังขาวเนียนแนบชิดตรึงกับขอบบ่อ!
เสียงกระเส่าทุ้มลึกดุจพิณเหล็กกล้าแหบพร่าแนบดังข้างหู ประกอบพร้อมลมหายใจสุดเร่าร้อนรินรดข้างแก้ม
“หากเ้า้า ข้าย่อมยินดีสนองให้...”
สิ้นถ้อยวาจานั้น ฝ่ามือหนาใหญ่ข้างหนึ่งก็สอดเข้าจับประคองเอวคอดไว้ ก่อนจะส่งอีกข้างบังคับให้นางเชิดหน้าเงยขึ้น และเป็ฝ่ายบุรุษหนุ่มที่เริ่มโน้มกายลง ประกบริมฝีปากร้อนรุ่มดุจเพลิงอัคนีประทับจูบพร้อมบดขยี้อย่างหนักหน่วง!
.....
ตลอดค่ำคืนนั้น...เสียงจั๊กจั่นเรไรพากันร้องระงม เสียงน้ำพุร้อนพลิ้วไหวไหลหลากไม่ขาดสาย
เงาร่างทั้งสองเกี้ยวพาราสีกันแแ่ ไอร้อนละอองอุ่นในบ่อน้ำพุร้อนทวีความหนืดเหนียวข้นคลั่ก เสียงลมหายใจที่แทบขาดใจดังหอบหืดแทรกผสมท่ามกลางม่านหมอก บางจังหวะเร่งเร้าถี่ระรัว บางจังหวะเสมือนสะดุ้งไฟพรั่นพรึง
รัตติกาลพ้นผ่านไปครึ่งทาง ทั้งที่ครั้งแรกเสร็จสมดั่งใจหมายแล้ว ทว่าซูจิ่วหยวนประหนึ่งติดใจหลงใหลยิ่ง ร่างสูงแกร่งยังคงพันธนาการกักขังเรือนกายบอบบางของเย่หลานไว้ไม่ยอมปล่อย แม้นางจะพยายามหยุดยั้ง อีกทั้งดิ้นรนไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา ท้ายสุดก็กลับไม่สามารถหลบลี้หนีได้
การ ‘แลกเปลี่ยน’ ในครานี้ คนทั้งคู่จมดิ่งสู่ห้วงแห่งราคะโดยสมบูรณ์...
จนกระทั่ง...สามวันให้หลัง—
เย่หลานต้องวิ่งหนีตายออกมาจากป่าดงไผ่นั้น สภาพมิต่างอันใดจากผู้ประสบภัยรอดชีวิต
“ขาดทุนอย่างแท้จริง! ขาดทุนย่อยยับ!”
นางกัดฟันกรอด จิตใจยังเปี่ยมด้วยความขุ่นเคืองถึงขีดสุด
เดิมทีเป็เพียงความโลภนำพา ปรารถนาร่างกายของเขาเพื่อนำมาปรับแต่งให้เป็ ‘หุ่นเชิดศพ’สำหรับไว้บงการรับใช้ตนเท่านั้น
แลกกับการปลดปล่อยอารมณ์ ยอมพลีกายให้บุรุษหนุ่มรูปงามสักคราหนึ่ง อย่างไรเสียฝ่ายนางย่อมมีแต่คุ้มกับคุ้ม! แรกเริ่มเดิมทีเย่หลานก็คิดเช่นนั้น
แต่หารู้ไม่ – บุรุษผู้นั้นแท้จริงแล้วกลับหื่นกระหายเสียยิ่งกว่าสัตว์ป่าอสุรกาย!
อีกฝ่ายทั้งกักขังและร่วมรักกับนางต่อเนื่องนานถึงสามวันสามคืนเต็ม!
ทั้งที่พลังอำนาจของหมอกทมิฬปีศาจถูกลบล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่เขากลับไม่คิดปล่อยนางไป!
ท้ายที่สุดแล้ว เย่หลานจำต้องงัดเล่ห์กลร้อยเล่มเกวียนตามแบบฉบับของอิสตรีออกมาใช้ หลอกล่อให้ฝ่ายนั้นตายใจก่อนจะฉวยจังหวะเรียกใช้เถาวัลย์เมฆาภูตให้ลอบใช้พิษโจมตี ส่งผลให้เขาสลบไปและอาศัยโอกาสทองนี้หลบหนีออกมา
ระหว่างหนีตายออกมานั้น นางต้องวิ่งไปและเอื้อมมือกุมเอวไปด้วย เพราะบัดนี้ปวดระบมเจียนจะหักเป็สองท่อน!
ยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล เ้าบุรุษบัดซบ!
แต่อย่างน้อยที่สุด...บุรุษผู้นั้นก็ยังพอมีสำนึกอยู่บ้าง ระหว่างนั้นยังมีจิตเมตตามอบโอสถที่มิรู้จักชื่อให้เม็ดหนึ่ง อาศัยสรรพคุณของมันจึงช่วยฟื้นฟูเชื่อมกระดูกแขนขาที่ถูกหักทิ้งก่อนหน้านี้ได้ หาไม่แล้ว ต่อให้นางคิดจะหนี ก็คงไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงไว้ใช้ก้าวเดินเสียด้วยซ้ำ
เย่หลานกัดฟันร้องคำรามสาปแช่งอยู่ในใจ
‘เ้าสุนัขเลว! ฝากไว้ก่อนเถิด! เมื่อใดที่ข้าฟื้นพลังปราณยุทธ์ได้ ยามนั้นข้าจะจับเ้ามัดไว้ทำการทรมานเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ! จะรีดเค้นเ้าให้หมดสิ้นเรี่ยวแรงจึงค่อยสังหารทิ้ง จากนั้นจึงค่อยปรับแต่งร่างของเ้ามาเป็หุ่นเชิดศพทาสคอยรับใช้ข้า!’
ก่อนนางจะจากไป ย่อมไม่ลืมทิ้งเครื่องหมายมนต์ตราบางแขนงไว้บนเรือนร่างของเขา ทั้งนี้เผื่อว่าอีกฝ่ายจะคิดหนีเข้ากลีบเมฆ นางจะสามารถไล่ล่าตามหาตัวได้!
หลังจากร้องะโสาบานกับตัวเองในใจแล้ว เย่หลานจึงเร่งรุดหนีออกจากป่าดงไผ่ มุ่งหน้าสู่เมืองหนิงอัน เกรงว่าหากบุรุษผู้นั้นฟื้นตื่นขึ้นมาเมื่อใด อาจออกมาตามล่านางทันที
.....
บ่อน้ำพุร้อนที่อยู่เบื้องลึกสุด ณ ป่าดงไผ่
บัดนี้ซูจิ่วหยวนสามารถกำจัดพิษประหลาดในกายได้จนสิ้นแล้ว ครั้นลืมตาได้สติตื่นขึ้น จึงเหลือบไปเห็นเศษตะปูตอกฝาโลงเปื้อนเืที่ทิ้งไว้ริมบ่อ ก่อนจะตัดสลับมองไปยังทิศทางที่ใครบางคนหลบหนีออกไป
ใบหน้าหล่อเหลาหยิ่งผยองยังคงสงบนิ่ง เจือแววมิสนใจแยแสอันใด ยามนึกย้อนไปถึงความสำราญตลอดสามวันสามคืนเต็มที่ผ่านมา ประกายรื่นรมย์ถึงกับฉายแสงแวววาวขึ้นในดวงตา แต่ขณะเดียวกันก็พลางต้องทอดถอนใจด้วยความเสียดาย
“เย่หลาน... ตระกูลเย่ เมืองหนิงอัน”
ดวงตาอินทรีหรี่ลงสามส่วนพร้อมฉายประกายคมกริบดุจนักล่าที่จับจ้องเหยื่อโอชา รอยยิ้มประดับริมฝีปากกลับซ่อนเร้นกลิ่นอายอันตรายสุดแสน
“จะหนีเยี่ยงไรย่อมไร้ผล... สุดท้าย ข้าย่อมคว้าจับตัวเ้ามาได้อยู่ดี”
.....
หน้าจวนตระกูลเย่
ยามนี้เย่หลานเพิ่งจะลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับมาถึงเมืองหนิงอันได้ โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วตัวนางได้ถูกบุรุษผู้นั้นหมายตาไว้แล้ว
เบื้องหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเย่ ยามเฝ้าประตูสองนายกำลังฉวยโอกาสเกียจคร้านเมื่อผู้เป็เ้าของไม่อยู่ และกำลังยืนคุยเล่นกันอย่างสบายอกสบายใจ จนกระทั่งพบเห็นร่างคุ้นเคยผ่านเข้ามา คนทั้งสองจึงได้ขมวดคิ้วงุนงงงฉับพลัน
“นั่นมิใช่...ยัยคุณหนูใหญ่ปัญญาอ่อนหรอกรึ?”
“นางแอบหนีออกไปั้แ่เมื่อใดกัน? ไฉนเราสองคนจึงไม่รู้ตัวเลยเล่า?”
“ดูท่าคงจะแอบมุดรูสุนัขด้านหลังเรือนออกไปกระมัง?”
“ช่างเถิดๆ อย่ามัวยืนเซ่ออยู่เลย รีบๆลากตัวนางเข้าไปดีกว่า! หากให้ผู้ใดมาพบเห็นเข้า มีหวังได้อับอายขายหน้าวงศ์ตระกูลเป็แน่?”
เวลานี้ เย่หลานในสภาพที่ร่างกายเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยเืทั้งตัว ค่อยๆเดินใกล้เข้ามา ทว่ายามเฝ้าประตูทั้งสองกลับมิได้รู้สึกผิดหรือผวาหวาดกลัวแต่อย่างใด
เหตุเพราะใครต่อใครล้วนตระหนักดีว่า ไม่มีวันใดที่ยัยโง่ปัญญาอ่อนนางนี้จะไม่ถูกทำร้าย วันนี้หากถูกคุณหนูรองตบ วันต่อไปก็จะถูกคุณหนูสามกระทืบซ้ำเสมอ กล่าวคือ วันใดที่ตามร่างกายของนางปราศจากาแและคราบเื เกรงว่าวันนั้นคงจะผิดปกติแล้ว...
“ยังจะยืนโง่อยู่อีกรึ? รีบๆกลิ้งเข้าไปเดี๋ยวนี้! ต้องกลิ้งเข้าไปเท่านั้นนะ! ฮ่าฮ่าๆ...”
ยามเฝ้าประตูทั้งสองปั้นหน้ารังเกียจสุดฤทธิ์ รีบรุดตรงเข้าไปหา คนหนึ่งแยกไปทางซ้ายส่วนอีกคนแยกไปทางขวา หมายจะยกบาทาเตะตัดขานางให้ล้มหน้าคะมำจิ้มพื้น
ทว่า สองบาทายังไม่ทันออกท่าแตะต้องใดๆ เงาเถาวัลย์สีทมิฬก็ขยายร่างพุ่งโฉบเข้ามาด้วยความเร็วสุดขีด หนึ่งเสี้ยวพริบตา หนามแหลมคมของมันก็เจาะทะลวงร่างของยามเฝ้าประตูทั้งสองจนกลายเป็รูพรุนขนาดใหญ่ที่กลางอก!
แลเห็นโพรงเืขนาดใหญ่อยู่บนกลางอกของคนทั้งคู่ นางถึงกับส่ายหัวแค่นเสียงดัง ‘หึ’ อย่างไม่สบอารมณ์นัก
“เ้านี่ช่างไม่รู้จักระมัดระวังเอาเสียเลย ไฉนจึงได้แทงในจุดที่สะดุดตาเพียงนั้นเล่า? คราวหน้าคราวหลังจงรั้งชีวิตพวกมันให้ตายช้าๆ สร้างความเ็ปทรมานอย่างถึงที่สุดก่อนเชือดทิ้ง และจงเลือกจุดสังหารที่ไม่เด่นชัด จะได้นำร่างศพมาปรับแต่งเป็หุ่นเชิดศพได้สะดวกหน่อย”
เ้าเถาวัลย์เมฆาภูตรู้ตัวว่าได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ปลายเถาวัลย์ของมันพลันหดสั้นลงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นออกไปจิ้มที่ศพทั้งสองร่างเบาๆอยู่สองสามที เสมือนกำลังจะเอ่ยถามว่า — แล้วจะทำเช่นไรต่อไปดี?
เย่หลานเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชืด
“ยังจะมีหน้ามาถามอีกรึ? เ้าฆ่าเองก็จงเก็บกวาดเองเถิด”
สิ้นวาจาเท่านั้น นางก็ตบเท้าย่างกรายผ่านธรณีประตูเข้าไปในจวนตระกูลเย่โดยไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย
ทิ้งให้เ้าเถาวัลย์เมฆาภูตยืนสั่นไหวด้วยความน้อยอกน้อยใจ สิ่งที่มันอยากกินมีเพียงพลังแห่งความตายเท่านั้น หาใช่เนื้อศพคนเป็ๆเช่นนี้!
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า เมื่อเห็นนายหญิงจากไปโดยไม่ไยดีเช่นนี้ เกรงว่าตนอาจจะถูกทอดทิ้งได้ จึงเร่งสลัดอาการสั่นเทาทิ้งไป ก่อนจะฉีกปากกว้างพร้อมเผยปรากฏคมเขี้ยวดุจฟันเลื่อยนับไม่ถ้วน
“กรุบ!”
เสียงกรุบคำเดียวเท่านั้น ร่างศพทั้งสองก็ถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น
ภายหลังจำใจกลืนศพพวกนั้นลงท้องไปด้วยความขยะแขยงแล้ว เ้าเถาวัลย์เมฆาภูตจึงรีบหดกายคืนร่าง แล้วไล่กวดตามผู้เป็นายไปอย่างไม่ชักช้า