จอมราชันย์อัสนี (Lightning Sovereign):

    ตอนที่ 37: วิถีแห่งการฝึกฝน ณ ตำหนักเมฆาคราม

    ตอนที่ 37: วิถีแห่งการฝึกฝน ณ ตำหนักเมฆาคราม

    ราตรีกาลอันเงียบสงัด ณ ตำหนักเมฆาคราม ค่อยๆ ผ่านพ้นไปพร้อมกับการฝึกฝนอย่างขะมักเขม้นของเหล่าศิษย์ใหม่ เฉิน ฮ่าวหราน ลืมตาขึ้นจากการเข้าสมาธิตลอดทั้งคืน เขารู้สึกถึงพลังปราณในระดับก่อลมปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย การทำความเข้าใจในข้อมูลใหม่ที่ได้รับจากระบบมรดกเมื่อวานนี้ ได้จุดประกายความมุ่งมั่นและกำหนดทิศทางการฝึกฝนของเขาให้ชัดเจนและมีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

    วันนี้เป็นวันที่สองของการฝึกฝนอย่างเป็นทางการภายใต้การดูแลของศิษย์พี่และอาจารย์ประจำตำหนักเมฆาคราม เขาตื่นขึ้นก่อนรุ่งสางตามปกติ เปลี่ยนเป็นชุดฝึกฝนสีครามอันเรียบง่ายของสถาบัน และมุ่งหน้าไปยังลานฝึกเมฆาครามในทันที

    ณ ลานฝึก ศิษย์ใหม่กลุ่มเมฆขาวราวห้าสิบกว่าชีวิตได้ทยอยเดินทางมารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว กลิ่นอายของความมุ่งมั่น ความกระตือรือร้น และการแข่งขันอันเข้มข้น แผ่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณ วันนี้ศิษย์พี่อี้จ้านผู้เข้มงวดไม่ได้เดินทางมาควบคุมการฝึกฝนด้วยตนเอง แต่ได้มอบหมายให้ศิษย์พี่ระดับสูงอีกสองสามคนมาทำหน้าที่ดูแลแทน

    "ศิษย์ใหม่ทุกคน! เริ่มต้นการฝึกฝนในวันนี้ด้วย 'เพลงฝึกเมฆาครามบรรจบจิต' ทั้งสิบสองกระบวนท่า!" เสียงของศิษย์พี่คนหนึ่งซึ่งดูอาวุโสที่สุดในกลุ่มดังขึ้น

    เหล่าศิษย์ใหม่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายตามท่วงท่าทั้ง 12 ท่า อย่างพร้อมเพรียงกันมากขึ้นกว่าวันแรก มันเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการยืดเหยียดร่างกายในท่วงท่าที่ดูสง่างาม การควบคุมลมหายใจให้เข้าออกอย่างสม่ำเสมอและลึกซึ้ง และการรวมพลังสมาธิให้แน่วแน่อยู่กับการเคลื่อนไหว แม้ว่าเพลงฝึกนี้จะดูเรียบง่ายและไม่ซับซ้อนนัก แต่ฮ่าวหรานก็สัมผัสได้ถึงประโยชน์อันมหาศาลของมัน มันช่วยให้ร่างกายของเขาตื่นตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้จิตใจสงบและปลอดโปร่งจากความคิดฟุ้งซ่าน และที่สำคัญคือ มันช่วยให้พลังปราณพื้นฐานภายในร่างกายไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณต่างๆ ได้อย่างราบรื่นและสมดุล ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีเยี่ยมอย่างยิ่งสำหรับการฝึกฝนเคล็ดวิชาอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่านี้ต่อไป

    หลังจากที่จบเพลงฝึกเมฆาครามบรรจบจิตแล้ว เหล่าศิษย์ใหม่ก็แยกย้ายกันไปตามสายพลังที่ตนเองได้เลือกไว้ในวันแรก ฮ่าวหรานเดินตามกลุ่มของผู้ที่เลือกฝึกฝนใน วิถีแห่งมนตรา ไปยังลานฝึกย่อยอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังมีการฝึกฝน เคล็ดวิชา "ลมหายใจมานา" (Mana Breathing) ตามคำแนะนำของศิษย์พี่ผู้ดูแลสายอาคม เขานั่งลงขัดสมาธิในมุมที่ค่อนข้างสงบและไม่เป็นจุดสนใจ หลับตาลง เริ่มต้นทำสมาธิและโคจรลมหายใจตามเคล็ดวิชาพื้นฐานนี้อย่างช้าๆ มันคือการฝึกฝนเพื่อควบคุมทะเลแห่งจิตใจให้สงบนิ่ง เปิดรับ และสัมผัสถึงพลังงานธาตุต่างๆ (หรือ มานา) ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศรอบตัว เพื่อที่จะสามารถชักนำพลังงานเหล่านั้นเข้ามาหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างแก่นมานาภายในร่างกายได้อย่างช้าๆ และมั่นคง

    ฮ่าวหรานพบว่าการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเย็นนักสำหรับเขา ด้วยทะเลแห่งจิตใจที่ได้ผ่านการทดสอบและขัดเกลามาจากค่ายกลร้อยมายามาแล้ว ทำให้เขามีความมั่นคงทางจิตใจที่สูงกว่าศิษย์ใหม่คนอื่นๆ พอสมควร เขาสามารถสัมผัสถึงพลังงานธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในอากาศรอบตัวได้อย่างชัดเจน ทั้งพลังงานธาตุดินที่หนักแน่น ธาตุน้ำที่อ่อนโยน ธาตุลมที่เคลื่อนไหว และธาตุไฟที่ร้อนแรง แต่เขาก็ไม่ได้พยายามที่จะดึงดูดพลังงานเหล่านั้นเข้ามาสู่ร่างกายของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะเป้าหมายหลักของเขาในตอนนี้คือการทำความเข้าใจและควบคุมพลังงานอัสนีบรรพกาลที่อยู่ในร่างของเขาเอง ไม่ใช่การดูดซับมานาจากภายนอกเข้ามาโดยตรง ซึ่งอาจจะทำให้พลังงานภายในเกิดความขัดแย้งหรือปั่นป่วนได้

    หลังจากที่จบการฝึกฝนภาคเช้ากับกลุ่มแล้ว ฮ่าวหรานก็ไม่ได้ไปรวมกลุ่มพูดคุยหรือสังสรรค์กับศิษย์ใหม่คนอื่นๆ เขาเลือกที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักหมายเลข 12 อันเป็นโลกส่วนตัวของเขาทันที เขาต้องการที่จะใช้เวลาทุกนาทีที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    ในช่วงบ่ายและตลอดทั้งค่ำคืน เขาได้อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกฝนเคล็ดวิชาส่วนตัวของเขาเป็นหลัก:

     * เคล็ดวิชาอัสนีบรรพกาล บทที่ 1: เขายังคงให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้เป็นอันดับแรก เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง โคจรพลังงานสายฟ้าสีครามทองภายในร่างอย่างระมัดระวังและอดทนที่สุด มันยังคงดุร้าย เกรี้ยวกราด และยากที่จะควบคุมอยู่เช่นเคย แต่เขาก็อดทนฝึกฝนต่อไป พยายามทำความเข้าใจ "จังหวะ" และ "กระแส" การไหลเวียนของมันให้มากขึ้น เขาสามารถประคองกระแสพลังงานให้ไหลเวียนครบรอบตามเส้นทางที่ระบุไว้ได้นานขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกเจ็บปวดและความปั่นป่วนลดน้อยลง แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่ถึงแม้จะเชื่องช้า แต่ก็มีความมั่นคง

     * วิชาตัวเบาประกายสายฟ้า ส่วนที่ 1: เนื่องจากพื้นที่ภายในห้องพักมีจำกัด เขาจึงยังคงเน้นไปที่การฝึกฝน รูปแบบการก้าวเท้า "ก้าวย่างประกายอัสนี" ให้ร่างกายสามารถจดจำและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และฝึกฝนการ โคจรพลังงานสายฟ้าไปยังขา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเสริมความเร็ว เขายังไม่กล้าที่จะใช้พลังงานสายฟ้าเต็มที่ในการฝึกซ้อมภายในห้อง แต่เขาก็เริ่มที่จะจับความรู้สึกของการระเบิดพลังงานออกมาในชั่วพริบตาเพื่อเพิ่มความเร็วได้ลางๆ แล้ว การฝึกฝนนี้ต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการควบคุมไม่ให้พลังงานสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ หรือรั่วไหลออกไปภายนอกจนอาจถูกผู้อื่นตรวจพบได้

     * การผนึกเสียงสะท้อน: เขาทดลองใช้เทคนิคนี้กับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในห้องพัก เช่น ลองใช้กระแสอัสนีที่ควบคุมอย่างละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไปสัมผัสกับถ้วยชาบนโต๊ะ แล้วพยายามที่จะใช้สนามพลังงานขนาดเล็ก "ผนึก" หรือ "ดูดซับ" เสียงหรือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นเมื่อเขาเคาะถ้วยนั้นเบาๆ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความแม่นยำทางจิตใจในระดับที่สูงมาก แต่เขาก็รู้สึกสนุกและท้าทายกับการฝึกฝนเทคนิคนี้ เพราะเขารู้ดีว่ามันคือเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยปิดบังพลังและอำพรางร่องรอยของเขาในอนาคต

    เขามักจะเลือกฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสายฟ้าในช่วงเวลาดึกสงัดที่ปราศจากผู้คนรบกวน และบางครั้งเขาก็แอบใช้ หินสะกดอัสนี เข้ามาช่วยในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพของพลังงานที่อาจจะปั่นป่วนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นอายพลังงานอัสนีบรรพกาลอันเป็นเอกลักษณ์ของเขารั่วไหลออกไปรบกวนผู้อื่น หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ถูกยอดฝีมือคนใดคนหนึ่งตรวจพบเข้า

    เวลาผ่านไปอีกหลายวันอย่างรวดเร็ว กิจวัตรประจำวันของเฉิน ฮ่าวหราน ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการฝึกฝน เขาเข้าร่วมการฝึกภาคเช้ากับศิษย์ใหม่คนอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ เข้าฟังการบรรยายความรู้พื้นฐานต่างๆ ตามตารางที่สถาบันกำหนด จากนั้นก็จะกลับมาทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเคล็ดวิชาส่วนตัวของเขาในห้องพักอย่างขะมักเขม้น

    วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอย่างเงียบๆ เพียงลำพังในโรงอาหารของตำหนักเมฆาคราม ซึ่งในวันนี้ค่อนข้างจะจอแจไปด้วยเหล่าศิษย์ใหม่ เขาก็ได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจจากโต๊ะข้างๆ โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังเลยแม้แต่น้อย

    "นี่ๆ เจ้าได้ยินข่าวล่าสุดหรือยัง? ข้าเพิ่งได้ยินมาจากศิษย์พี่ที่อยู่กลุ่มฟ้าครามน่ะ พวกเขากลุ่มนั้นได้รับโอสถล้ำค่า 'เม็ดหยกหลอมปราณ' ไปแล้วนะ!" ศิษย์ใหม่คนหนึ่งกระซิบกระซาบเสียงดังกับสหายร่วมโต๊ะ

    "หา!? จริงอย่างนั้นรึ!?" สหายของเขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนอิจฉา "นั่นมันโอสถล้ำค่าที่สามารถช่วยเร่งระดับพลังในขั้นก่อลมปราณได้เลยไม่ใช่หรือ! เหตุใดพวกเขาจึงได้รับมันเร็วนัก! พวกเรากลุ่มเมฆขาวยังได้แค่ฝึกเคล็ดวิชาพื้นฐานอย่าง 'ลมหายใจมานา' กันอยู่เลยนะ!"

    "ก็ช่วยไม่ได้นี่นา พวกนั้นเป็นกลุ่มอัจฉริยะของรุ่นนี้นี่นา ทรัพยากรและการสนับสนุนย่อมต้องดีกว่าพวกเราอยู่แล้วเป็นธรรมดา ได้ยินมาว่าแม่นางหลิง ชิงเยว่ ผู้นั้นน่ะ นางก้าวหน้าในการฝึกฝนไปไกลกว่าใครเพื่อนเลยด้วยซ้ำไป"

    "เฮ้อ... น่าอิจฉาจริงๆ เลยนะ แล้วเมื่อไหร่พวกเรากลุ่มเมฆขาวจะได้เริ่มเรียนเคล็ดวิชาที่แท้จริงของสถาบันกับเขาสักทีบ้างนะ..."

    เฉิน ฮ่าวหราน ก้มหน้าลงทานอาหารในถ้วยของตนต่อไปอย่างเงียบๆ บทสนทนาของศิษย์ใหม่เหล่านั้นยิ่งตอกย้ำถึงความจริงอันโหดร้ายของการแข่งขันและลำดับชั้นที่ดำรงอยู่ภายในสถาบันเทียนซวนแห่งนี้ เขารู้ดีว่าตนเองอยู่ในกลุ่มระดับกลาง การที่จะได้รับทรัพยากรที่ดี หรือโอกาสในการเรียนรู้วิชาขั้นสูง ย่อมต้องแสดงความสามารถที่โดดเด่นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์เสียก่อน แต่เขาก็ยังไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้นในตอนนี้ 'ไม่เป็นไร... ถึงแม้ข้าจะไม่มีทรัพยากรเหมือนพวกเขา แต่ข้าก็มีเส้นทางของข้าเอง' เขานึกถึงระบบมรดกแห่งซวนหยวนและแนวคิดของวิถีอัสนีเร้นเงา ความมุ่งมั่นในใจของเขายิ่งแน่วแน่และแข็งแกร่งกว่าเดิม

    เขากลับมาถึงห้องพัก เขาตัดสินใจที่จะฝึกฝน "การผนึกเสียงสะท้อน" อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาลองใช้มันสร้างสนามพลังงานขนาดเล็กขึ้นมาห่อหุ้มก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่เขาวางไว้บนฝ่ามือได้สำเร็จ! ทำให้เสียงที่เกิดจากการที่เขาโยนหินก้อนนั้นลงบนพื้นไม้ เบาลงอย่างเห็นได้ชัดเจน!

    [ความชำนาญในทักษะ 'การผนึกเสียงสะท้อน' เพิ่มขึ้นเล็กน้อย]

    ข้อความจากระบบปรากฏขึ้นยืนยันความสำเร็จของเขา ฮ่าวหรานยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ 'ช้าๆ แต่มั่นคง... แบบนี้แหละดีแล้ว' เขาเข้าใจแล้วว่าการฝึกฝนนั้นต้องอาศัยทั้งความอดทน ความสม่ำเสมอ และความเข้าใจในหลักการอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเร่งรีบหรือการพึ่งพาทรัพยากรเพียงอย่างเดียว

    ราตรีกาลมาเยือนตำหนักเมฆาครามอีกครั้ง ฮ่าวหรานนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง โคจรพลังงานอัสนีบรรพกาลอย่างเชื่องช้าแต่ก็ต่อเนื่องและมั่นคงกว่าเดิม เขาสัมผัสได้ถึงรากฐานพลังในระดับก่อลมปราณที่เริ่มจะมั่นคงแข็งแรงขึ้น และการควบคุมพลังงานสายฟ้าที่ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แม้ว่าหนทางสู่เป้าหมาย 50 แต้มมรดกและ "วิถีอัสนีเร้นเงา" นั้นจะยังคงดูห่างไกลและเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย เขามีเป้าหมายที่ชัดเจน มีเคล็ดวิชาที่ต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ และมีความลับอันยิ่งใหญ่ที่ต้องปกป้องเอาไว้ เขาจะใช้เวลาทุกนาทีที่มีอยู่ในสถาบันแห่งนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยอันตรายที่รอคอยเขาอยู่...

    (จบตอนที่ 37)