ในใจร่ำร้องว่า ‘จบแล้วชีวิตข้า ชาตินี้ข้าตายอนาถเช่นนี้เองหรือ’ ดวงตาคู่งามหลุบปิดลง ยอมจำนนต่อความตายโดยไร้หนทางต่อต้าน ริมฝีปากแดงระเรื่อจากผลหยางเหมย์เม้มแน่น นางรอรับความตายอย่างสงบนิ่งประหนึ่งบุปผาที่พร้อมโรยรา ทว่าเพียงชั่วเวลาจิบชา สิ่งที่คาดไว้กลับพลันหยุดนิ่ง
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของหมาป่าดังลั่น ห่างเพียงสองคืบจากปลายเท้านาง กลิ่นคาวเลือดพลันโชยมาแตะจมูก เจียวอวี๋ค่อย ๆ ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นอย่างระแวดระวัง สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทำให้นางแทบไม่เชื่อสายตา ร่างหมาป่าขนาดมหึมา ใหญ่กว่าตัวนางด้วยซ้ำ ล้มแน่นิ่งอยู่ปลายเท้าบนพื้น โลหิตสีแดงเข้มย้อมอาบตัดกับผืนหิมะขาวสะอาด
ลูกธนูยาวพุ่งทะลวงอกของมันอย่างแม่นยำ โลหะปลายแหลมเสียบทะลุหัวใจลึกลงไปกว่าครึ่งก้าน แรงปะทะรุนแรงถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นฝีมือของผู้ที่มีพละกำลังและความแม่นยำเหนือสามัญ บัดนี้ในอกนางเต็มตื้นไปด้วยความตื่นตะลึงระคนแปลกใจ ผู้ใดกันที่ยื่นมือช่วยชีวิตนางไว้ในเสี้ยวลมหายใจสุดท้าย
“เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่”
เจียวอวี๋ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น ภาพตรงหน้าคือบุรุษสูงกว่าห้าฉื่อสวมชุดเกราะอ่อนสีแดง ปลอกแขนสลักลายกิเลนสัญลักษณ์ของกองทัพแดนบูรพา
“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก” เจียวอวี๋น้อมกายขอบคุณด้วยความจริงใจ ใบหน้ายังคงซีดขาวด้วยความตกใจ
“เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่ แถบนี้เป็นเขตแดนล่าสัตว์ พวกทหารนายพรานล้วนต้อนสัตว์เข้ามาตั้งแต่ห้าวันที่แล้ว ไฉนเจ้าจึงเข้ามาได้”
เฉินชิงอวิ้นกล่าวถามหญิงสาวตรงหน้าที่สูงเพียงอกของเขา ครู่ก่อนขณะที่เขากำลังลาดตระเวน ได้ยินเสียงแผดร้องของสตรีดังออกมาไม่ไกล จึงรีบหันหัวม้าวิ่งตรงมาทางนี้ ยามเห็นภาพตรงหน้าเขาตกใจแทบขาดสติเมื่อเห็นหมาป่าตัวใหญ่กำลังกระโดดหมายขย้ำคอเจียวอวี๋ เขาจึงรีบง้างคันธนูสังหารสัตว์ร้ายทันทีโดยไม่ลังเล
บัดนี้ใบหน้าโฉมสะคราญเพียงซีดขาวตัดกับริมฝีปากแดงน่าดูชมยิ่งนัก นางหาได้กรีดร้องตกใจหรือร้องไห้ฟูมฟายไม่ มีเพียงยืนนิ่งสงบ หายใจหอบเล็กน้อย เมื่อหายตกใจแล้ว เจียวอวี๋จึงกล่าวตอบเขาตามตรงโดยไม่ปิดบัง
“ข้าเข้ามาเก็บสมุนไพร นี่เป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวที่ข้าสามารถเข้าป่าในเขตพื้นที่ของราชวงศ์ได้”
“เก็บสมุนไพร?” เฉินชิงอวิ้นกวาดตามองบนมือเจียวอวี๋ที่ยังมีกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดหนึ่งอยู่ เขาพลางนึกหวนไปยังคราที่เจอนางครั้งแรกที่วัดหลิงอิน และเรื่องที่เขาให้ผู้ติดตามไปสืบเรื่องของนาง
นางเป็นศิษย์หญิงของหมอเทวดามู่ ชาวบ้านคนยากจนและขอทานล้วนรู้จักนางทั้งสิ้น การเก็บสมุนไพรของนางคงนำไปรักษาคนป่วยกระมัง เมื่อคิดได้ดังนั้นเฉินชิงอวิ้นจึงเอ่ยถามเจียวอวี๋
“เจ้ายังคิดจะเดินหาสมุนไพรอยู่หรือไม่” เจียวอวี๋กะพริบตาถี่ๆ มองหน้าเฉินชิงอวิ้น ผงกศีรษะขึ้นลงเป็นคำตอบ ในใจเกรงว่าเขาจะไล่นางออกจากป่าทันที เช่นนั้นการมาร่วมพิธีล่าสัตว์ครั้งนี้นางคงต้องกลับบ้านมือเปล่าเสียแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย เมื่อเจ้าหาเสร็จแล้วข้าจะไปส่งเจ้ากลับกระโจมที่พัก”
เจียวอวี๋เข้าใจเหตุผลที่เฉินชิงอวิ้นต้องการไปกับนาง บริเวณพื้นที่ล่าสัตว์นี้มีอันตรายรอบด้านจริงๆ ดั่งพี่ชายว่า เมื่อหางตาเหลือบมองร่างของหมาป่าขนาดใหญ่นางจึงไม่กล้าปฏิเสธเขา หญิงสาวหมุนกายมองหาอาฟู่เมื่อเห็นว่าสาวใช้ข้างกายปลอดภัยดีนางจึงวางใจลง แล้วจึงก้าวเท้าเดินนำทางโดยมีเฉินชิงอวิ้นเดินเคียงข้างไม่ห่างมากนัก
อาฟู่หลังหายจากอาการตกใจเกือบสิ้นสติ จึงค่อยๆ เหยียดกายพยุงตนเองลุกขึ้น แล้วสาวเท้าเดินไปดูร่างของหมาป่าอย่างกล้าๆ กลัวๆ มีธนูยาวเล่มหนึ่งปักอยู่ที่อกของมัน ฝีมือท่านรองแม่ทัพบูรพาช่างเหนือสามัญจริงๆ ปลิดชีพอสูรร้ายภายในธนูดอกเดียว
ทว่ายามอาฟู่กวาดตามองจรดร่างหมาป่าที่มีขนาดใหญ่กว่านางหลายเท่าตัว สายตาสะดุดเข้ากับธนูยาวอีกดอกหนึ่ง ลูกธนูดอกนั้นปักทะลุเข้าดวงตาด้านซ้ายของหมาป่าอย่างจัง ปลายธนูโลหะคมกริบโผล่ทะลุบนลำคอด้านหลังของมัน เศษเนื้อและคราบโลหิตแดงฉานเคลือบติดอยู่บนหัวธนู ความรุนแรงของธนูดอกนี้มีมากเพียงใด คาดเดาได้จากขนนกบนหางธนูที่โผล่พ้นเบ้าตามาเพียงไม่ถึงสามชุ่น [1] บ่งบอกถึงพละกำลัง ความเร็วและความแม่นยำของผู้ง้างคันศร
กลิ่นอายความดุดันเฉียบขาดแผ่รัศมีกระจายออกมาจากลูกธนูดอกนั้น จนอาฟู่ถึงกับยกมือขึ้นลูบขนแขนที่ลุกชูชัน อาฟู่เห็นธนูสังหารดอกนี้แล้ว เมื่อนึกขึ้นได้ก็แทบทรงตัวไม่อยู่ เข่าอ่อนยวบเกือบทรุดลงไปนั่งบนพื้นอีกครั้ง ถ้าหากยิงพลาดพลั้งขึ้นมา คุณหนูของนางมิอาจรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ได้หรอกหรือ อาฟู่ส่ายศีรษะสะบัดความหวาดวิตกออกไป รีบสาวเท้าเดินตามเจียวอวี๋และเฉินชิงอวิ้นไปติดๆ ทว่าในใจกลับคิดสงสัยว่าธนูดอกไหนกันแน่ที่ปลิดชีพหมาป่าให้ตายอย่างน่าอนาถเช่นนี้
บนเนินเขาห่างไปไม่ไกล บุรุษร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำปักดิ้นเงินเลื่อมทอง ถัดมาเป็นเกราะอ่อนสีดำขลับดุจปีกกา ขาแกร่งสองข้างควบอยู่บนอาชาศึกพันธุ์ดี ปราดเปรียวว่องไวดั่งลมกรดวิ่งได้เร็วกว่าพันลี้โดยไม่หยุดพัก มันสูงราวหกศอก ขนของมันมีสีดำมะเมื่อมสะท้อนกับแสงตะวันเป็นประกาย เบื้องหลังมีองครักษ์คนสนิทสองคนควบอยู่บนอาชาท่าทางองอาจ ห้าวหาญ
เจิ้งหลี่ประจำซ้าย ลู่อวิ่นประจำขวา แววตาทั้งสองเปี่ยมด้วยความจงรักภักดี พวกเขามองลงไปยังลำธารที่เมื่อครู่ยังมีคนอยู่ บุรุษบนอาชาสีดำโยนเกาทัณฑ์หนักเกือบสิบจิน [2] ที่เพิ่งใช้ยิงดวงตาปลิดชีพหมาป่าจนสิ้นใจให้เจิ้งหลี่พลางแค่นเสียงเย็น
“ฮึ! มีคนมาวุ่นวายกับกระต่ายของข้า” เจิ้งหลี่และลู่อวิ่นเหลือบหางตามองหน้ากันพลันเข้าใจโดยทันทีว่า องค์ชายสามหลี่หลิวหยางกำลังหมายถึงผู้ใด เพราะตั้งแต่คืนงานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของขุนนางในวันนั้น องค์ชายสามก็สั่งให้องครักษ์ลับตามสืบเรื่องคุณหนูเจียวอวี๋และคอยรายงานให้องค์ชายอย่างลับๆ โดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว
หลี่หลิวหยางทอดสายตามองตามแผ่นหลังของเจียวอวี๋ที่ค่อย ๆ ลับหายไปจากสายตา ร่างบอบบางนั้นช่างเปราะบางน่าทะนุถนอม เอวคอดกิ่วดั่งต้นหลิวลู่ลม ยามนี้กลับมีบุรุษร่างสูงใหญ่เดินเคียงข้าง คล้ายเป็นเงาคู่ประคอง อารมณ์ขุ่นข้องพลันปะทุขึ้นในอกอย่างไร้สาเหตุ หลี่หลิวหยางไม่อาจเข้าใจความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นฉับพลันนี้ได้ ความไม่พอใจที่แล่นวาบขึ้นราวเปลวเพลิง เพียงตระหนักว่า ตนไม่ชอบเห็นนางใกล้ชิดกับบุรุษอื่น นอกจากตัวเขาผู้เดียวเท่านั้น ความคิดนั้นเด่นชัดขึ้นในใจดั่งหยาดหมึกบนผืนผ้า ไม่อาจลบเลือนได้อีก
“ไป!” หลี่หลิวหยางกระตุกบังเหียน กระทุ้งท้องม้าให้หันหลังเดินกลับไปทิศทางที่จากมา ทหารคนสนิทและองครักษ์จึงหันหัวม้าตามคำสั่งเจ้านาย
“เจ้าชอบการรักษาคนรึ” เฉินชิงอวิ้นเอ่ยถามเจียวอวี๋ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะที่นางกำลังเอื้อมมือไปเด็ดผลอิงเถาซึ่งห้อยระย้าล่อลมอยู่เหนือศีรษะ ทว่าต้นอิงเถาป่ากลับสูงเกินกว่าร่างบอบบางของนางจะเอื้อมถึง เจียวอวี๋จึงกระโดดยื้อไปมากับกิ่งไม้ ราวกับผีเสื้อไล่คว้าดอกไม้บนยอดหญ้า
ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ทอดทาบลงเหนือศีรษะของนางโดยไม่รู้ตัว เฉินชิงอวิ้นที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล เห็นนางกระโดดขึ้นลงอย่างทุลักทุเล จึงก้าวเข้ามาช้า ๆ จากด้านหลัง แผงอกอุ่นร้อนของเขาเกือบจะแนบกับแผ่นหลังบางนั้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนผมของนางลอยเข้าจมูก เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงยื่นมือไปเด็ดผลอิงเถาป่าออกมาทั้งกิ่ง แล้วยื่นส่งให้นาง
“ขอบคุณ” เจียวอวี๋กล่าวขอบคุณเสียงเบา
“เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้า เจ้าชอบรักษาคนรึ”
เฉินชิงอวิ้นเอ่ยถามเพียงเพราะปรารถนาจะรู้จักตัวตนและจิตใจของนางให้มากขึ้น เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง ยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าสตรียิ่งประหม่าจนแทบไม่รู้จะวางตัวอย่างไร
ส่วนเจียวอวี๋เองก็หาได้รู้สึกหวาดกลัวในตัวเขาไม่ นางพบเขาหลายครั้งหลายคราแล้ว และแต่ละครั้งที่ได้เจอกัน ก็ได้เฉินชิงอวิ้นช่วยชีวิตไว้ถึงสองครั้ง อีกอย่างเฉินชิงอวิ้นก็มิได้มีท่าทีอันตรายหรือเย็นชาอย่างที่พี่ชายของนางเคยกล่าวไว้ หากกลับดูเป็นคนเงียบขรึม ไม่พูดจามากความ และไม่มีพิษภัยอันใด นางจึงเริ่มเปิดใจ คิดว่าสามารถคบหาเป็นสหายได้
“ข้าไม่ชอบรักษาคน เพราะข้าไม่ชอบเห็นคนเจ็บป่วย แต่เพราะคนป่วยข้าเลยต้องรักษา”
เจียวอวี๋กล่าวต่อพลางยื่นผลอิงเถาป่าให้อาฟู่เก็บใส่ถุงผ้า
“เวลาข้าเห็นคนที่ข้ารักเจ็บป่วยแต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ ข้าเกลียดตัวเองที่ได้เพียงยืนดูพวกเขาทรมานแล้วจากไป”
เชิงอรรถ^ประมาณ 9 เซนติเมตร^ประมาณ 5 กิโลกรัม