ผลตรวจเอกสารกลับมาในเช้าวันถัดมา
ลู่ชิงเหอวางใบรับของสามใบเรียงกันบนโต๊ะก่อนใช้นิ้วกดกระดาษแต่ละแผ่นไว้ไม่ให้มุมกระดาษม้วนกลับ
เที่ยวรถผิดปกติมีอยู่สามเที่ยวแต่ชื่อผู้ตรวจยอดในแต่ละเที่ยวไม่ใช่คนเดียวกัน
สองใบมีรอยแก้เวลาในลักษณะเหมือนกันส่วนอีกใบมีการเปลี่ยนจำนวนของหลังจากลงชื่อรับรองไปแล้ว
ที่ผิดปกติยิ่งกว่านั้นคือในวันเดียวกันมีการสลับเวรคนเฝ้าคลังก่อนถึงเวลาเปลี่ยนเวรตามปกติ
นายทหารฝ่ายเอกสารก้มมองกระดาษอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“ถ้าเป็นคนขับรถขโมยของเองเขาไม่มีทางไปแก้เอกสารที่ปลายทางได้ครับ”
ลู่ชิงเหอเงยหน้ามอง
“แล้วถ้าเป็นคนที่ปลายทางล่ะ?”
“ก็สั่งให้ต้นทางเปลี่ยนเวรก่อนเวลาไม่ได้เหมือนกันครับ”
ลู่ชิงเหอใช้นิ้วแตะลงบนรอยขีดแก้เวลาเบาๆ
“แปลว่าไม่ได้มีแค่คนเดียว”
นายทหารฝ่ายเอกสารชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“ผมก็คิดอย่างนั้นครับอย่างน้อยต้องมีคนช่วยกันมากกว่าหนึ่งจุด”
ลู่ชิงเหอไม่ตอบทันที
หากมองเอกสารแต่ละใบแยกกันความผิดปกติอาจดูเหมือนความผิดพลาดเล็กน้อย แต่เมื่อนำทั้งหมดมาวางต่อกันกลับเห็นชัดว่ามีใครบางคนกำลังช่วยปิดช่องว่างของเวลาทำให้ของที่หายไประหว่างทางดูเหมือนไม่เคยหายไปเลย
“อย่าเพิ่งเรียกคนตรวจยอดมาสอบถาม”
นายทหารฝ่ายเอกสารเงยหน้าทันที
“ไม่เรียกหรือครับ?”
“ยัง”
ลู่ชิงเหอส่ายหน้า
“ถ้าเรียกตอนนี้คนที่อยู่ข้างหลังจะรู้ว่าเราเริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว เก็บเอกสารต้นฉบับไว้แยกตามวันที่ แล้วตรวจให้ผมว่าแต่ละช่วงมีใครบ้างที่แตะเอกสารพวกนี้”
“ครับ”
“แล้วอย่าเพิ่งกล่าวหาใคร”
น้ำเสียงของลู่ชิงเหอเรียบแต่หนักแน่น
“ผมต้องการหลักฐานไม่ใช่คนรับผิดแทนเรื่องที่เขาอาจไม่ได้ทำ”
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
เขาไม่มีความคิดจะเสียเวลาทั้งวันไปกับการตั้งข้อสงสัยใส่คนที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ
ช่วงสายวันเดียวกันหลินซูเหยาได้รับเงินจากสมุนไพรที่เพิ่งฝากส่งไปขายมาอีกก้อนหนึ่ง
เงินยังไม่ถึงห้าหยวนแต่เมื่อรวมกับเงินที่เก็บไว้ก่อนหน้าและค่าแรงที่เธอหาด้วยตัวเองตอนนี้เธอสามารถซื้อของจำเป็นอย่างฟืนได้โดยไม่ต้องแตะเงินสำรอง
จำนวนเงินไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาตื่นเต้นนัก
สิ่งที่ทำให้เธอพอใจจริงๆ คือ เงินของเธอไม่ได้มาจากทางเดียวอีกแล้ว
ค่าแรงใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เงินจากสมุนไพรค่อยๆ เก็บเป็นทุน
ส่วนของจากห้างช่วยให้เธอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องนำของผิดยุคออกมาสร้างปัญหาให้ตัวเอง
เงินและทรัพยากรแต่ละส่วนเริ่มมีหน้าที่ของมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
วันนั้นหญิงที่ช่วยหลินซูเหยาจดรายชื่อคนส่งสมุนไพรทำข้อมูลผิดไปหนึ่งรายการเธอสลับน้ำหนักของสองบ้านเข้าด้วยกัน
พอรู้ตัวหญิงคนนั้นก็หน้าเสีย รีบยื่นสมุดคืนให้หลินซูเหยา
“ซูเหยาฉันเขียนผิดเสียแล้ว สองบ้านนี้น้ำหนักสลับกัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
หลินซูเหยาไม่ได้รับสมุดกลับมาทันที
หญิงคนนั้นมองเธออย่างไม่แน่ใจ
“ไม่ต้องแก้หรือ?”
“ต้องแก้ค่ะแต่ลองหาก่อนว่าอันไหนเป็นของบ้านไหน”
“แล้วจะดูจากอะไร?”
หลินซูเหยาชี้ไปยังกองเชือกที่ผูกแยกไว้
“ลองไล่จากปมเชือกทีละอันค่ะเราทำเครื่องหมายไว้แล้ว จำได้ไหมคะ?”
หญิงคนนั้นก้มลงค้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะร้องออกมา
“เจอแล้ว!อันนี้ของบ้านเฉิน ส่วนอีกอันของบ้านหลี่”
หลินซูเหยายิ้ม
“เห็นไหมคะต่อให้เราเขียนผิด ก็ยังมีทางย้อนกลับมาตรวจได้”
หญิงคนนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถ้าไม่มีปมเชือกพวกนี้คงยุ่งแน่ฉันคงต้องเดินไปถามถึงบ้านอีกเที่ยว”
“เพราะอย่างนั้นเราถึงทำไว้ค่ะคนเราผิดกันได้ แต่ถ้ามีทางตรวจย้อนกลับ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดแล้วแก้ไม่ได้”
ข้อผิดพลาดครั้งนั้นกลับทำให้ทุกคนเข้าใจเหตุผลของกฎที่หลินซูเหยาตั้งไว้มากขึ้น
เธอไม่ได้หวังให้ระบบของตัวเองไม่มีวันผิด
เธอต้องการให้เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้วทุกคนสามารถหาเจอว่าเกิดตรงไหน และแก้กลับได้โดยไม่ทำให้ของทั้งกองเสียไปด้วย
หลังจากนั้นหลินซูเหยาจึงเริ่มจัดเวลารับตัวอย่างใหม่
จากเดิมที่ใครสะดวกเมื่อไรก็นำของมาหาเธอได้เธอเปลี่ยนเป็นกำหนดไว้สองช่วงต่อสัปดาห์และให้หญิงที่ช่วยงานกองคัดรับหน้าที่จดชื่อกับน้ำหนักเบื้องต้น
หญิงคนนั้นฟังจนจบแล้วถามอย่างกังวล
“แล้วถ้ามีของที่ฉันดูไม่ออกว่าดีหรือไม่ดีล่ะ?”
“แยกไว้ก่อนค่ะอย่าเพิ่งเอาไปรวมกับกองอื่น”
“แต่ถ้าวันนั้นเธอไม่อยู่ล่ะจะให้ฉันตัดสินใจเองไหม?”
“ไม่ต้องค่ะรอฉันกลับมาก่อน”
หญิงคนนั้นขมวดคิ้ว
“รอได้หรือ?”
“ได้ค่ะ”
หลินซูเหยาตอบอย่างไม่ลังเล
“รอช้าไปหนึ่งวันยังดีกว่าเอาของคุณภาพไม่แน่นอนไปปนกับของดีแล้วต้องเสียทั้งกอง”
คราวนี้อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจจริงๆ
หลินซูเหยามองภาพตรงหน้าแล้วรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องทำต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงทำทุกอย่างให้ถูกด้วยมือของตัวเอง
แต่ต้องทำให้คนอื่นสามารถทำต่อได้แม้วันที่เธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น
แน่นอนว่ากฎที่เขียนไว้จะดีจริงหรือไม่ยังต้องพิสูจน์จากของที่ขายได้และเงินที่กลับมาในรอบต่อไป
ขณะเดียวกันหลินต้าจวงกำลังมีเรื่องให้กลัวมากกว่าเงินที่เคยได้รับเสียอีก
เขารอจนหวังชุนฮวาออกไปแลกของจึงรีบเข้าไปในห้องเก็บของแล้วลากกล่องไม้เก่าออกมาจากมุมด้านในสุด
ฝุ่นเกาะอยู่บนฝากล่องหนาจนมือของเขาเปื้อนทันทีที่แตะ
ด้านในไม่มีทองไม่มีเงิน และไม่มีของมีค่าอะไรที่มองเห็นได้
มีเพียงกระดาษเก่าซองจดหมาย ใบรับเงิน และข้อความสั้น ๆที่หากตกไปอยู่ในมือคนอื่นก็คงไม่มีใครเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
แต่หลินต้าจวงเข้าใจ
เขาหยิบกระดาษใบหนึ่งขึ้นมา
จำนวนเงินที่เขียนอยู่ไม่มากนักและวันที่บนกระดาษก็ผ่านมาแล้วหลายปี
ข้อความด้านล่างมีเพียงไม่กี่คำ
“รายงานตามเดิม”
หลินต้าจวงขมวดคิ้วก่อนหยิบอีกใบขึ้นมา
แผ่นนั้นกำชับว่าหากมีคนจากเครือข่ายเก่าของหลินจิ้นกั๋วมาติดต่อ ให้รีบส่งข่าวทันที
ส่วนอีกแผ่นให้จับตาดูว่าหลินจิ้นกั๋วมีความเคลื่อนไหวเรื่องกลับปักกิ่งหรือไม่
หลินต้าจวงอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ
เมื่อก่อนเขารู้เพียงว่าหน้าที่ของตัวเองมีแค่รับเงินจับตาดู แล้วส่งข่าว
เขาไม่เคยถามว่าคนที่จ่ายเงินต้องการอะไรจากหลินจิ้นกั๋วกันแน่
ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้อยากรู้
ได้เงินมาแล้วก็พอ
ยิ่งรู้น้อยก็ยิ่งไม่ต้องยุ่งกับเรื่องของคนอื่น
แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว
หลินจิ้นกั๋วตายไปแล้ว
ลูกสาวที่เมื่อก่อนใครๆ ก็คิดว่ารังแกได้ กลับเอาบ้านของตัวเองคืนไปได้
สมุดเก่าที่ควรหายไปก็กลับปรากฏขึ้นมาอีก
คนในหมู่บ้านยังเริ่มพูดถึงเสิ่นชิงหลันมากขึ้นเรื่อยๆ
และที่ทำให้หลินต้าจวงไม่สบายใจที่สุดคืองานกลางคืนที่เขารับอยู่ในตอนนี้ก็เริ่มมีทั้งรหัส คำสั่งและคนแปลกหน้าที่ไม่ยอมบอกแม้กระทั่งว่าของในลังคืออะไร
เขาก้มมองกระดาษในมือสีหน้าค่อย ๆ เคร่งขึ้น
เรื่องเมื่อหลายปีก่อนกับงานที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกัน
แต่ทำไมเขาถึงเริ่มรู้สึกว่ามันใกล้กันเข้ามาทุกที?
หลินต้าจวงรีบรวบเอกสารทั้งหมดใส่ห่อผ้าตั้งใจจะย้ายไปซ่อนที่อื่น
ทันใดนั้นเสียงหวังชุนฮวาก็ดังมาจากหน้าบ้าน
“กลับมาแล้ว!”
หลินต้าจวงสะดุ้งจนกระดาษในมือแทบหลุด
เขารีบยัดห่อผ้าลงในกล่องแล้วปิดฝา
หวังชุนฮวาเดินเข้ามาในห้องเห็นฝุ่นเปื้อนเต็มแขนเสื้อสามีก็ชะงัก
“คุณรื้ออะไรอีก?”
“ไม่ได้รื้ออะไรแค่จัดของ”
เธอมองผ่านเขาไปยังกล่องไม้บนพื้นก่อนหรี่ตาลง
“กล่องนั้นอีกแล้วหรือ?”
หลินต้าจวงสีหน้าเปลี่ยนทันที
“พูดเบา ๆหน่อย”
หวังชุนฮวาขมวดคิ้ว
“ทำไมต้องพูดเบา?กระดาษพวกนั้นคุณยังเก็บไว้อีกหรือ?”
“บอกให้เบาเสียง!”
น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้นจนหวังชุนฮวาชะงัก
เธอมองสามีอยู่ครู่หนึ่งก่อนแค่นหัวเราะ
“หลายปีแล้วนะถ้ากลัวขนาดนี้ก็เผาทิ้งเสียสิ จะเก็บไว้ให้ตัวเองนอนไม่หลับทำไม?”
“เผาไม่ได้”
“ทำไมถึงเผาไม่ได้?”
หลินต้าจวงเม้มปากแน่น
“อย่าถาม”
หวังชุนฮวาหัวเราะเย็น
“อีกแล้วหรือ?ช่วงนี้คุณพูดกับฉันอยู่สองสามคำ ‘อย่าถาม’ ‘ไม่เกี่ยว’ แล้วก็ ‘ไม่ต้องรู้’ตกลงในบ้านนี้ฉันยังมีสิทธิ์รู้อะไรบ้าง?”
“ฉันบอกว่าอย่าถามก็อย่าถาม!”
ยังไม่ทันที่หวังชุนฮวาจะตอบเสียงเคาะประตูรั้วก็ดังขึ้น
ทั้งสองหันไปพร้อมกัน
ชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก
ไม่ใช่คนในหมู่บ้านและดูเหมือนเขาเองก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาในบ้าน
เมื่อเห็นหลินต้าจวงชายคนนั้นพูดเพียงสั้น ๆ
“คืนนี้ย้ายของ”
หลินต้าจวงหน้าเคร่ง
“คืนนี้เลยหรือ?”
ชายคนนั้นมองเขานิ่งๆ
“มีปัญหาหรือ?”
“ไม่มี”
“งั้นก็ทำตามเวลาเดิม”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่อธิบายอะไรอีก
หวังชุนฮวามองตามก่อนหันกลับมามองสามี
สีหน้าของหลินต้าจวงในตอนนี้ทำให้เธอรู้ทันทีว่าเรื่องไม่ธรรมดา
“งานกลางคืนอีกแล้วใช่ไหม?”
“ไม่ต้องยุ่ง”
“ของที่จะย้ายอยู่ที่ไหน?”
หลินต้าจวงหันมามองทันที
“ถามทำไม?”
“ฉันก็แค่อยากรู้ของอะไรถึงต้องมีคนมาสั่งถึงหน้าบ้าน?”
“ไม่เกี่ยวกับเธอ”
หวังชุนฮวาเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ
“ไม่เกี่ยวกับฉันได้ยังไง?คนของคุณเดินมาถึงหน้าบ้าน ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาคนที่อยู่บ้านนี้ก็โดนไปด้วยกันไม่ใช่หรือ?”
คำพูดนั้นแทงเข้าจุดที่หลินต้าจวงเองก็ไม่อยากคิด
เขาขึ้นเสียงทันที
“พอได้แล้ว!ฉันบอกว่าไม่เกี่ยวก็คือไม่เกี่ยว อย่าถามให้มากความ!”
หวังชุนฮวาจ้องหน้าเขาก่อนสะบัดตัวเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอีก
เมื่อเสียงฝีเท้าของภรรยาหายไปหลินต้าจวงจึงหันกลับไปมองกล่องไม้เก่าอีกครั้ง
คืนนี้ของล็อตใหม่ต้องถูกย้ายออกไป
เอกสารพวกนี้ก็ไม่ควรอยู่ในบ้านอีกต่อไป
เขาไม่อยากออกไปสองเที่ยว
และยิ่งไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขานำของออกจากบ้านหลายครั้งในคืนเดียวกัน
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เร็วเสียจนเขาไม่ได้หยุดคิดให้รอบคอบ
หลินต้าจวงนำห่อกระดาษเก่าวางลงในกล่องไม้เตี้ยปิดฝาให้แน่น แล้วลากไปไว้ใกล้กับของที่จะต้องขนออกไปในคืนนั้น
ถ้าทุกอย่างผ่านคืนนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหา
พรุ่งนี้เขาค่อยหาที่ซ่อนใหม่
ตอนบ่ายหลินเทียนโย่วกลับมาแล้วเห็นพ่อกำลังรื้อของในห้องเก็บของอีกครั้ง
เขายืนอยู่หน้าประตูมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม
“พ่อหาอะไรอยู่หรือ?”
หลินต้าจวงรีบหันกลับมา
“ไม่มีอะไร”
หลินเทียนโย่วเหลือบมองกล่องไม้บนพื้น
“แต่พ่อรื้อตั้งแต่เช้าแล้วไม่ใช่หรือ?ช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“บอกว่าไม่มี!”
เสียงตอบดังเกินกว่าที่จำเป็น
หลินเทียนโย่วชะงัก
“ผมก็แค่ถาม…”
“ไม่ต้องถามแล้วก็อย่าเข้ามายุ่งกับของพวกนี้”
ลูกชายขมวดคิ้วแต่สุดท้ายก็ถอยออกไป
หลินต้าจวงมองตามหลังก่อนความหงุดหงิดจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความหนักอึ้ง
เมื่อก่อนเขายังเคยใช้หลินเทียนโย่วให้เดินผ่านบ้านของหลินซูเหยาคอยดูว่าใครมาใครไป แล้วกลับมาบอก
ตอนนั้นเขาไม่เคยคิดว่าเรื่องพวกนี้อันตราย
แต่วันนี้เขากลับไม่อยากให้ลูกชายเห็นแม้แต่ชื่อที่เขียนอยู่บนซองกระดาษ
ความแตกต่างนั้นทำให้หลินต้าจวงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง
เขาไม่ได้ควบคุมเรื่องทั้งหมดอยู่ในมืออย่างที่เคยคิด
หลินต้าจวงหยิบเอกสารสองสามแผ่นขึ้นมาอีกครั้ง
สายตาจับอยู่ที่ขอบกระดาษอยู่นาน
เผาทิ้งดีไหม?
ถ้าเผาเสียเรื่องเมื่อหลายปีก่อนก็อาจจบลงตรงนี้
ไม่มีหลักฐานเหลืออยู่ในบ้าน
ไม่มีใครค้นเจอ
แต่ถ้าคนที่เคยจ่ายเงินให้เขากลับมาถามขึ้นมาเล่า?
ถ้าอีกฝ่ายกล่าวหาว่าเขาไม่เคยทำงานตามที่สั่ง?
อย่างน้อยกระดาษพวกนี้ก็ยังพิสูจน์ได้ว่าเขาเคยทำทุกอย่างตามคำสั่งจริง
หลินต้าจวงกำกระดาษในมือแน่นขึ้น
เมื่อก่อนความโลภทำให้เขาเก็บหลักฐานพวกนี้ไว้เพื่อป้องกันตัวเอง
แต่วันนี้ความกลัวกลับทำให้หลักฐานชุดเดียวกันกลายเป็นสิ่งที่เขาอยากโยนทิ้งมากที่สุด
สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าเผา
หลินต้าจวงเก็บกระดาษทุกแผ่นกลับลงไปเหมือนเดิม
ก่อนมืดหวังชุนฮวาเห็นสามีนำห่อผ้าเก่ามาวางรวมกับกล่องที่จะขนออกคืนนี้ก็อดถามไม่ได้
“นี่คุณจะเอากระดาษเก่าไปพร้อมกับของคืนนี้จริงๆ หรือ?”
“ใช่จะได้จบทีเดียว”
หวังชุนฮวาขมวดคิ้ว
“แล้วถ้าของหายระหว่างทางล่ะ?”
“ไม่หายหรอก”
“คุณแน่ใจได้ยังไง?”
หลินต้าจวงเริ่มไม่พอใจ
“ฉันทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว?”
“ฉันไม่รู้เพราะคุณไม่เคยบอกอะไรฉันสักอย่าง”
เขาชะงักไป
หวังชุนฮวามองกล่องอีกครั้งสีหน้าไม่ได้มีแค่ความอยากรู้อีกต่อไป แต่มีความกังวลปนอยู่ด้วย
“แล้วถ้ามีคนค้นเจอล่ะ?”
หลินต้าจวงหันขวับ
“ค้นอะไร?”
“ก็กล่องพวกนี้ไง”
“ใครจะมาค้น!”
เสียงของเขาดังจนหวังชุนฮวานิ่งไป
แต่คำถามของภรรยากลับไม่หายไปจากหัวเขา
ใช่
ถ้ามีคนค้นจริงๆ ล่ะ?
หัวใจของหลินต้าจวงเต้นแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลที่เขาอยากยอมรับ
หากมีใครเปิดกล่องคืนนี้คนคนนั้นจะไม่ได้เห็นแค่ของจากงานกลางคืน
แต่จะเห็นเอกสารเก่าที่เกี่ยวกับหลินจิ้นกั๋วด้วย
ความลับเมื่อหลายปีก่อนกับงานที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้จะถูกเปิดออกพร้อมกัน
ยิ่งคิดหลินต้าจวงก็ยิ่งรู้สึกว่าของทุกอย่างต้องออกจากบ้านให้เร็วที่สุด
ตอนค่ำหลินต้าจวงยกกล่องออกทางหลังบ้านด้วยตัวเอง
ครั้งนี้เขาไม่เรียกหลินเทียนโย่วมาช่วยเหมือนเวลาต้องยกของหนัก
หลินเทียนโย่วเห็นพ่อกำลังยกกล่องก็เดินเข้ามา
“พ่อให้ผมช่วยไหม?”
“ไม่ต้อง”
“หนักหรือเปล่า?ผมช่วยแบกไปให้ก็ได้”
“บอกว่าไม่ต้อง!”
น้ำเสียงกระแทกของหลินต้าจวงทำให้หลินเทียนโย่วหยุดทันที
ลูกชายมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ผมก็แค่อยากช่วย…”
หลินต้าจวงหลบสายตา
“ของเก่าไม่มีอะไร แกกลับเข้าไปเถอะ”
หลินเทียนโย่วยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเดินกลับเข้าบ้าน
หลินต้าจวงมองตามหลังลูกชายแล้วก้มมองกล่องในมือ
ครั้งหนึ่งเงินทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น
แค่รับเงินทำตามคำสั่ง แล้วไม่ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม เขาก็ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเสียอะไร
แต่ตอนนี้เงินก้อนเดียวกันกลับทำให้เขาเริ่มระแวงแม้กระทั่งคนในบ้านของตัวเอง
และเป็นครั้งแรกที่หลินต้าจวงเริ่มสงสัยว่า—
สิ่งที่เขากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การเสียเงิน
แต่เป็นวันที่มีใครรู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเคยรับเงินเพื่อทำอะไรบ้าง