ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 36 : คนที่เริ่มกลัวมากกว่าเงิน

    ตอนที่ 36 : คนที่เริ่มกลัวมากกว่าเงิน

    ผลตรวจเอกสารกลับมาในเช้าวันถัดมา

    ลู่ชิงเหอวางใบรับของสามใบเรียงกันบนโต๊ะก่อนใช้นิ้วกดกระดาษแต่ละแผ่นไว้ไม่ให้มุมกระดาษม้วนกลับ

    เที่ยวรถผิดปกติมีอยู่สามเที่ยวแต่ชื่อผู้ตรวจยอดในแต่ละเที่ยวไม่ใช่คนเดียวกัน

    สองใบมีรอยแก้เวลาในลักษณะเหมือนกันส่วนอีกใบมีการเปลี่ยนจำนวนของหลังจากลงชื่อรับรองไปแล้ว

    ที่ผิดปกติยิ่งกว่านั้นคือในวันเดียวกันมีการสลับเวรคนเฝ้าคลังก่อนถึงเวลาเปลี่ยนเวรตามปกติ

    นายทหารฝ่ายเอกสารก้มมองกระดาษอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น

    “ถ้าเป็นคนขับรถขโมยของเองเขาไม่มีทางไปแก้เอกสารที่ปลายทางได้ครับ”

    ลู่ชิงเหอเงยหน้ามอง

    “แล้วถ้าเป็นคนที่ปลายทางล่ะ?”

    “ก็สั่งให้ต้นทางเปลี่ยนเวรก่อนเวลาไม่ได้เหมือนกันครับ”

    ลู่ชิงเหอใช้นิ้วแตะลงบนรอยขีดแก้เวลาเบาๆ

    “แปลว่าไม่ได้มีแค่คนเดียว”

    นายทหารฝ่ายเอกสารชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า

    “ผมก็คิดอย่างนั้นครับอย่างน้อยต้องมีคนช่วยกันมากกว่าหนึ่งจุด”

    ลู่ชิงเหอไม่ตอบทันที

    หากมองเอกสารแต่ละใบแยกกันความผิดปกติอาจดูเหมือนความผิดพลาดเล็กน้อย แต่เมื่อนำทั้งหมดมาวางต่อกันกลับเห็นชัดว่ามีใครบางคนกำลังช่วยปิดช่องว่างของเวลาทำให้ของที่หายไประหว่างทางดูเหมือนไม่เคยหายไปเลย

    “อย่าเพิ่งเรียกคนตรวจยอดมาสอบถาม”

    นายทหารฝ่ายเอกสารเงยหน้าทันที

    “ไม่เรียกหรือครับ?”

    “ยัง”

    ลู่ชิงเหอส่ายหน้า

    “ถ้าเรียกตอนนี้คนที่อยู่ข้างหลังจะรู้ว่าเราเริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว เก็บเอกสารต้นฉบับไว้แยกตามวันที่ แล้วตรวจให้ผมว่าแต่ละช่วงมีใครบ้างที่แตะเอกสารพวกนี้”

    “ครับ”

    “แล้วอย่าเพิ่งกล่าวหาใคร”

    น้ำเสียงของลู่ชิงเหอเรียบแต่หนักแน่น

    “ผมต้องการหลักฐานไม่ใช่คนรับผิดแทนเรื่องที่เขาอาจไม่ได้ทำ”

    แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

    เขาไม่มีความคิดจะเสียเวลาทั้งวันไปกับการตั้งข้อสงสัยใส่คนที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ

    ช่วงสายวันเดียวกันหลินซูเหยาได้รับเงินจากสมุนไพรที่เพิ่งฝากส่งไปขายมาอีกก้อนหนึ่ง

    เงินยังไม่ถึงห้าหยวนแต่เมื่อรวมกับเงินที่เก็บไว้ก่อนหน้าและค่าแรงที่เธอหาด้วยตัวเองตอนนี้เธอสามารถซื้อของจำเป็นอย่างฟืนได้โดยไม่ต้องแตะเงินสำรอง

    จำนวนเงินไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาตื่นเต้นนัก

    สิ่งที่ทำให้เธอพอใจจริงๆ คือ เงินของเธอไม่ได้มาจากทางเดียวอีกแล้ว

    ค่าแรงใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    เงินจากสมุนไพรค่อยๆ เก็บเป็นทุน

    ส่วนของจากห้างช่วยให้เธอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องนำของผิดยุคออกมาสร้างปัญหาให้ตัวเอง

    เงินและทรัพยากรแต่ละส่วนเริ่มมีหน้าที่ของมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

    วันนั้นหญิงที่ช่วยหลินซูเหยาจดรายชื่อคนส่งสมุนไพรทำข้อมูลผิดไปหนึ่งรายการเธอสลับน้ำหนักของสองบ้านเข้าด้วยกัน

    พอรู้ตัวหญิงคนนั้นก็หน้าเสีย รีบยื่นสมุดคืนให้หลินซูเหยา

    “ซูเหยาฉันเขียนผิดเสียแล้ว สองบ้านนี้น้ำหนักสลับกัน”

    “ไม่เป็นไรค่ะ”

    หลินซูเหยาไม่ได้รับสมุดกลับมาทันที

    หญิงคนนั้นมองเธออย่างไม่แน่ใจ

    “ไม่ต้องแก้หรือ?”

    “ต้องแก้ค่ะแต่ลองหาก่อนว่าอันไหนเป็นของบ้านไหน”

    “แล้วจะดูจากอะไร?”

    หลินซูเหยาชี้ไปยังกองเชือกที่ผูกแยกไว้

    “ลองไล่จากปมเชือกทีละอันค่ะเราทำเครื่องหมายไว้แล้ว จำได้ไหมคะ?”

    หญิงคนนั้นก้มลงค้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะร้องออกมา

    “เจอแล้ว!อันนี้ของบ้านเฉิน ส่วนอีกอันของบ้านหลี่”

    หลินซูเหยายิ้ม

    “เห็นไหมคะต่อให้เราเขียนผิด ก็ยังมีทางย้อนกลับมาตรวจได้”

    หญิงคนนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก

    “ถ้าไม่มีปมเชือกพวกนี้คงยุ่งแน่ฉันคงต้องเดินไปถามถึงบ้านอีกเที่ยว”

    “เพราะอย่างนั้นเราถึงทำไว้ค่ะคนเราผิดกันได้ แต่ถ้ามีทางตรวจย้อนกลับ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดแล้วแก้ไม่ได้”

    ข้อผิดพลาดครั้งนั้นกลับทำให้ทุกคนเข้าใจเหตุผลของกฎที่หลินซูเหยาตั้งไว้มากขึ้น

    เธอไม่ได้หวังให้ระบบของตัวเองไม่มีวันผิด

    เธอต้องการให้เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้วทุกคนสามารถหาเจอว่าเกิดตรงไหน และแก้กลับได้โดยไม่ทำให้ของทั้งกองเสียไปด้วย

    หลังจากนั้นหลินซูเหยาจึงเริ่มจัดเวลารับตัวอย่างใหม่

    จากเดิมที่ใครสะดวกเมื่อไรก็นำของมาหาเธอได้เธอเปลี่ยนเป็นกำหนดไว้สองช่วงต่อสัปดาห์และให้หญิงที่ช่วยงานกองคัดรับหน้าที่จดชื่อกับน้ำหนักเบื้องต้น

    หญิงคนนั้นฟังจนจบแล้วถามอย่างกังวล

    “แล้วถ้ามีของที่ฉันดูไม่ออกว่าดีหรือไม่ดีล่ะ?”

    “แยกไว้ก่อนค่ะอย่าเพิ่งเอาไปรวมกับกองอื่น”

    “แต่ถ้าวันนั้นเธอไม่อยู่ล่ะจะให้ฉันตัดสินใจเองไหม?”

    “ไม่ต้องค่ะรอฉันกลับมาก่อน”

    หญิงคนนั้นขมวดคิ้ว

    “รอได้หรือ?”

    “ได้ค่ะ”

    หลินซูเหยาตอบอย่างไม่ลังเล

    “รอช้าไปหนึ่งวันยังดีกว่าเอาของคุณภาพไม่แน่นอนไปปนกับของดีแล้วต้องเสียทั้งกอง”

    คราวนี้อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจจริงๆ

    หลินซูเหยามองภาพตรงหน้าแล้วรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องทำต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงทำทุกอย่างให้ถูกด้วยมือของตัวเอง

    แต่ต้องทำให้คนอื่นสามารถทำต่อได้แม้วันที่เธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น

    แน่นอนว่ากฎที่เขียนไว้จะดีจริงหรือไม่ยังต้องพิสูจน์จากของที่ขายได้และเงินที่กลับมาในรอบต่อไป

    ขณะเดียวกันหลินต้าจวงกำลังมีเรื่องให้กลัวมากกว่าเงินที่เคยได้รับเสียอีก

    เขารอจนหวังชุนฮวาออกไปแลกของจึงรีบเข้าไปในห้องเก็บของแล้วลากกล่องไม้เก่าออกมาจากมุมด้านในสุด

    ฝุ่นเกาะอยู่บนฝากล่องหนาจนมือของเขาเปื้อนทันทีที่แตะ

    ด้านในไม่มีทองไม่มีเงิน และไม่มีของมีค่าอะไรที่มองเห็นได้

    มีเพียงกระดาษเก่าซองจดหมาย ใบรับเงิน และข้อความสั้น ๆที่หากตกไปอยู่ในมือคนอื่นก็คงไม่มีใครเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร

    แต่หลินต้าจวงเข้าใจ

    เขาหยิบกระดาษใบหนึ่งขึ้นมา

    จำนวนเงินที่เขียนอยู่ไม่มากนักและวันที่บนกระดาษก็ผ่านมาแล้วหลายปี

    ข้อความด้านล่างมีเพียงไม่กี่คำ

    “รายงานตามเดิม”

    หลินต้าจวงขมวดคิ้วก่อนหยิบอีกใบขึ้นมา

    แผ่นนั้นกำชับว่าหากมีคนจากเครือข่ายเก่าของหลินจิ้นกั๋วมาติดต่อ ให้รีบส่งข่าวทันที

    ส่วนอีกแผ่นให้จับตาดูว่าหลินจิ้นกั๋วมีความเคลื่อนไหวเรื่องกลับปักกิ่งหรือไม่

    หลินต้าจวงอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ

    เมื่อก่อนเขารู้เพียงว่าหน้าที่ของตัวเองมีแค่รับเงินจับตาดู แล้วส่งข่าว

    เขาไม่เคยถามว่าคนที่จ่ายเงินต้องการอะไรจากหลินจิ้นกั๋วกันแน่

    ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้อยากรู้

    ได้เงินมาแล้วก็พอ

    ยิ่งรู้น้อยก็ยิ่งไม่ต้องยุ่งกับเรื่องของคนอื่น

    แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว

    หลินจิ้นกั๋วตายไปแล้ว

    ลูกสาวที่เมื่อก่อนใครๆ ก็คิดว่ารังแกได้ กลับเอาบ้านของตัวเองคืนไปได้

    สมุดเก่าที่ควรหายไปก็กลับปรากฏขึ้นมาอีก

    คนในหมู่บ้านยังเริ่มพูดถึงเสิ่นชิงหลันมากขึ้นเรื่อยๆ

    และที่ทำให้หลินต้าจวงไม่สบายใจที่สุดคืองานกลางคืนที่เขารับอยู่ในตอนนี้ก็เริ่มมีทั้งรหัส คำสั่งและคนแปลกหน้าที่ไม่ยอมบอกแม้กระทั่งว่าของในลังคืออะไร

    เขาก้มมองกระดาษในมือสีหน้าค่อย ๆ เคร่งขึ้น

    เรื่องเมื่อหลายปีก่อนกับงานที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกัน

    แต่ทำไมเขาถึงเริ่มรู้สึกว่ามันใกล้กันเข้ามาทุกที?

    หลินต้าจวงรีบรวบเอกสารทั้งหมดใส่ห่อผ้าตั้งใจจะย้ายไปซ่อนที่อื่น

    ทันใดนั้นเสียงหวังชุนฮวาก็ดังมาจากหน้าบ้าน

    “กลับมาแล้ว!”

    หลินต้าจวงสะดุ้งจนกระดาษในมือแทบหลุด

    เขารีบยัดห่อผ้าลงในกล่องแล้วปิดฝา

    หวังชุนฮวาเดินเข้ามาในห้องเห็นฝุ่นเปื้อนเต็มแขนเสื้อสามีก็ชะงัก

    “คุณรื้ออะไรอีก?”

    “ไม่ได้รื้ออะไรแค่จัดของ”

    เธอมองผ่านเขาไปยังกล่องไม้บนพื้นก่อนหรี่ตาลง

    “กล่องนั้นอีกแล้วหรือ?”

    หลินต้าจวงสีหน้าเปลี่ยนทันที

    “พูดเบา ๆหน่อย”

    หวังชุนฮวาขมวดคิ้ว

    “ทำไมต้องพูดเบา?กระดาษพวกนั้นคุณยังเก็บไว้อีกหรือ?”

    “บอกให้เบาเสียง!”

    น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้นจนหวังชุนฮวาชะงัก

    เธอมองสามีอยู่ครู่หนึ่งก่อนแค่นหัวเราะ

    “หลายปีแล้วนะถ้ากลัวขนาดนี้ก็เผาทิ้งเสียสิ จะเก็บไว้ให้ตัวเองนอนไม่หลับทำไม?”

    “เผาไม่ได้”

    “ทำไมถึงเผาไม่ได้?”

    หลินต้าจวงเม้มปากแน่น

    “อย่าถาม”

    หวังชุนฮวาหัวเราะเย็น

    “อีกแล้วหรือ?ช่วงนี้คุณพูดกับฉันอยู่สองสามคำ ‘อย่าถาม’ ‘ไม่เกี่ยว’ แล้วก็ ‘ไม่ต้องรู้’ตกลงในบ้านนี้ฉันยังมีสิทธิ์รู้อะไรบ้าง?”

    “ฉันบอกว่าอย่าถามก็อย่าถาม!”

    ยังไม่ทันที่หวังชุนฮวาจะตอบเสียงเคาะประตูรั้วก็ดังขึ้น

    ทั้งสองหันไปพร้อมกัน

    ชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก

    ไม่ใช่คนในหมู่บ้านและดูเหมือนเขาเองก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาในบ้าน

    เมื่อเห็นหลินต้าจวงชายคนนั้นพูดเพียงสั้น ๆ

    “คืนนี้ย้ายของ”

    หลินต้าจวงหน้าเคร่ง

    “คืนนี้เลยหรือ?”

    ชายคนนั้นมองเขานิ่งๆ

    “มีปัญหาหรือ?”

    “ไม่มี”

    “งั้นก็ทำตามเวลาเดิม”

    พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่อธิบายอะไรอีก

    หวังชุนฮวามองตามก่อนหันกลับมามองสามี

    สีหน้าของหลินต้าจวงในตอนนี้ทำให้เธอรู้ทันทีว่าเรื่องไม่ธรรมดา

    “งานกลางคืนอีกแล้วใช่ไหม?”

    “ไม่ต้องยุ่ง”

    “ของที่จะย้ายอยู่ที่ไหน?”

    หลินต้าจวงหันมามองทันที

    “ถามทำไม?”

    “ฉันก็แค่อยากรู้ของอะไรถึงต้องมีคนมาสั่งถึงหน้าบ้าน?”

    “ไม่เกี่ยวกับเธอ”

    หวังชุนฮวาเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ

    “ไม่เกี่ยวกับฉันได้ยังไง?คนของคุณเดินมาถึงหน้าบ้าน ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาคนที่อยู่บ้านนี้ก็โดนไปด้วยกันไม่ใช่หรือ?”

    คำพูดนั้นแทงเข้าจุดที่หลินต้าจวงเองก็ไม่อยากคิด

    เขาขึ้นเสียงทันที

    “พอได้แล้ว!ฉันบอกว่าไม่เกี่ยวก็คือไม่เกี่ยว อย่าถามให้มากความ!”

    หวังชุนฮวาจ้องหน้าเขาก่อนสะบัดตัวเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอีก

    เมื่อเสียงฝีเท้าของภรรยาหายไปหลินต้าจวงจึงหันกลับไปมองกล่องไม้เก่าอีกครั้ง

    คืนนี้ของล็อตใหม่ต้องถูกย้ายออกไป

    เอกสารพวกนี้ก็ไม่ควรอยู่ในบ้านอีกต่อไป

    เขาไม่อยากออกไปสองเที่ยว

    และยิ่งไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขานำของออกจากบ้านหลายครั้งในคืนเดียวกัน

    ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    เร็วเสียจนเขาไม่ได้หยุดคิดให้รอบคอบ

    หลินต้าจวงนำห่อกระดาษเก่าวางลงในกล่องไม้เตี้ยปิดฝาให้แน่น แล้วลากไปไว้ใกล้กับของที่จะต้องขนออกไปในคืนนั้น

    ถ้าทุกอย่างผ่านคืนนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหา

    พรุ่งนี้เขาค่อยหาที่ซ่อนใหม่

    ตอนบ่ายหลินเทียนโย่วกลับมาแล้วเห็นพ่อกำลังรื้อของในห้องเก็บของอีกครั้ง

    เขายืนอยู่หน้าประตูมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม

    “พ่อหาอะไรอยู่หรือ?”

    หลินต้าจวงรีบหันกลับมา

    “ไม่มีอะไร”

    หลินเทียนโย่วเหลือบมองกล่องไม้บนพื้น

    “แต่พ่อรื้อตั้งแต่เช้าแล้วไม่ใช่หรือ?ช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

    “บอกว่าไม่มี!”

    เสียงตอบดังเกินกว่าที่จำเป็น

    หลินเทียนโย่วชะงัก

    “ผมก็แค่ถาม…”

    “ไม่ต้องถามแล้วก็อย่าเข้ามายุ่งกับของพวกนี้”

    ลูกชายขมวดคิ้วแต่สุดท้ายก็ถอยออกไป

    หลินต้าจวงมองตามหลังก่อนความหงุดหงิดจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความหนักอึ้ง

    เมื่อก่อนเขายังเคยใช้หลินเทียนโย่วให้เดินผ่านบ้านของหลินซูเหยาคอยดูว่าใครมาใครไป แล้วกลับมาบอก

    ตอนนั้นเขาไม่เคยคิดว่าเรื่องพวกนี้อันตราย

    แต่วันนี้เขากลับไม่อยากให้ลูกชายเห็นแม้แต่ชื่อที่เขียนอยู่บนซองกระดาษ

    ความแตกต่างนั้นทำให้หลินต้าจวงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง

    เขาไม่ได้ควบคุมเรื่องทั้งหมดอยู่ในมืออย่างที่เคยคิด

    หลินต้าจวงหยิบเอกสารสองสามแผ่นขึ้นมาอีกครั้ง

    สายตาจับอยู่ที่ขอบกระดาษอยู่นาน

    เผาทิ้งดีไหม?

    ถ้าเผาเสียเรื่องเมื่อหลายปีก่อนก็อาจจบลงตรงนี้

    ไม่มีหลักฐานเหลืออยู่ในบ้าน

    ไม่มีใครค้นเจอ

    แต่ถ้าคนที่เคยจ่ายเงินให้เขากลับมาถามขึ้นมาเล่า?

    ถ้าอีกฝ่ายกล่าวหาว่าเขาไม่เคยทำงานตามที่สั่ง?

    อย่างน้อยกระดาษพวกนี้ก็ยังพิสูจน์ได้ว่าเขาเคยทำทุกอย่างตามคำสั่งจริง

    หลินต้าจวงกำกระดาษในมือแน่นขึ้น

    เมื่อก่อนความโลภทำให้เขาเก็บหลักฐานพวกนี้ไว้เพื่อป้องกันตัวเอง

    แต่วันนี้ความกลัวกลับทำให้หลักฐานชุดเดียวกันกลายเป็นสิ่งที่เขาอยากโยนทิ้งมากที่สุด

    สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าเผา

    หลินต้าจวงเก็บกระดาษทุกแผ่นกลับลงไปเหมือนเดิม

    ก่อนมืดหวังชุนฮวาเห็นสามีนำห่อผ้าเก่ามาวางรวมกับกล่องที่จะขนออกคืนนี้ก็อดถามไม่ได้

    “นี่คุณจะเอากระดาษเก่าไปพร้อมกับของคืนนี้จริงๆ หรือ?”

    “ใช่จะได้จบทีเดียว”

    หวังชุนฮวาขมวดคิ้ว

    “แล้วถ้าของหายระหว่างทางล่ะ?”

    “ไม่หายหรอก”

    “คุณแน่ใจได้ยังไง?”

    หลินต้าจวงเริ่มไม่พอใจ

    “ฉันทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว?”

    “ฉันไม่รู้เพราะคุณไม่เคยบอกอะไรฉันสักอย่าง”

    เขาชะงักไป

    หวังชุนฮวามองกล่องอีกครั้งสีหน้าไม่ได้มีแค่ความอยากรู้อีกต่อไป แต่มีความกังวลปนอยู่ด้วย

    “แล้วถ้ามีคนค้นเจอล่ะ?”

    หลินต้าจวงหันขวับ

    “ค้นอะไร?”

    “ก็กล่องพวกนี้ไง”

    “ใครจะมาค้น!”

    เสียงของเขาดังจนหวังชุนฮวานิ่งไป

    แต่คำถามของภรรยากลับไม่หายไปจากหัวเขา

    ใช่

    ถ้ามีคนค้นจริงๆ ล่ะ?

    หัวใจของหลินต้าจวงเต้นแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลที่เขาอยากยอมรับ

    หากมีใครเปิดกล่องคืนนี้คนคนนั้นจะไม่ได้เห็นแค่ของจากงานกลางคืน

    แต่จะเห็นเอกสารเก่าที่เกี่ยวกับหลินจิ้นกั๋วด้วย

    ความลับเมื่อหลายปีก่อนกับงานที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้จะถูกเปิดออกพร้อมกัน

    ยิ่งคิดหลินต้าจวงก็ยิ่งรู้สึกว่าของทุกอย่างต้องออกจากบ้านให้เร็วที่สุด

    ตอนค่ำหลินต้าจวงยกกล่องออกทางหลังบ้านด้วยตัวเอง

    ครั้งนี้เขาไม่เรียกหลินเทียนโย่วมาช่วยเหมือนเวลาต้องยกของหนัก

    หลินเทียนโย่วเห็นพ่อกำลังยกกล่องก็เดินเข้ามา

    “พ่อให้ผมช่วยไหม?”

    “ไม่ต้อง”

    “หนักหรือเปล่า?ผมช่วยแบกไปให้ก็ได้”

    “บอกว่าไม่ต้อง!”

    น้ำเสียงกระแทกของหลินต้าจวงทำให้หลินเทียนโย่วหยุดทันที

    ลูกชายมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ

    “ผมก็แค่อยากช่วย…”

    หลินต้าจวงหลบสายตา

    “ของเก่าไม่มีอะไร แกกลับเข้าไปเถอะ”

    หลินเทียนโย่วยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเดินกลับเข้าบ้าน

    หลินต้าจวงมองตามหลังลูกชายแล้วก้มมองกล่องในมือ

    ครั้งหนึ่งเงินทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น

    แค่รับเงินทำตามคำสั่ง แล้วไม่ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม เขาก็ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเสียอะไร

    แต่ตอนนี้เงินก้อนเดียวกันกลับทำให้เขาเริ่มระแวงแม้กระทั่งคนในบ้านของตัวเอง

    และเป็นครั้งแรกที่หลินต้าจวงเริ่มสงสัยว่า—

    สิ่งที่เขากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การเสียเงิน

    แต่เป็นวันที่มีใครรู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเคยรับเงินเพื่อทำอะไรบ้าง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว ที่คุณอ่าน