เป็ไปตามคาด ไม่นานเสิ่นม่านซูก็รู้ข่าวงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นซึ่งนั่งอยู่ตรงตำแหน่งหลักกล่าวช้าๆ ว่า “หลินซื่อ ตอนเ้าพาเด็กสาวพวกนี้ไปต้องระมัดระวังให้มาก ที่นั่นมีเชื้อพระวงศ์และผู้สูงศักดิ์ในราชสำนักมากมาย อย่าได้ไปล่วงเกินผู้ใดเข้าเด็ดขาด”
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ”
ซูฉินที่ยืนอยู่ข้างเสิ่นอี๋เหวินควบคุมสีหน้า พยายามกลั้นยิ้มอย่างเต็มที่
นางรอคอยมาหลายวัน แต่ก็ยังไม่เห็นว่าฝั่งองค์ชายเจ็ดจะมีข่าวใด ขณะที่รอจนแทบทนไม่ไหว และคิดว่าเสิ่นม่านซูคงหลอกนางเป็แน่ จู่ๆ ก็ได้รับข่าวดีเช่นนี้!
เข้าร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน!
เดิมทีซูฉินยังกลัวว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะไม่ยอมให้นางไป แต่ตอนนี้ดูแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าคงผิดหวังในตัวเสิ่นม่านซู จึงปล่อยให้นางไปคว้าหัวใจขององค์ชายเจ็ด เพื่อที่จะยกระดับจวนแม่ทัพของพวกเขาแทน
เพียงคิดว่าภายหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผู้สูงส่งจะต้องก้มศีรษะประจบเอาใจนาง ซูฉินก็รู้สึกสะใจเป็อย่างยิ่งแล้ว!
เสิ่นม่านซูที่ยืนอยู่ข้างหลินซื่อมองซูฉินที่พยายามเกร็งกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ให้กระตุกก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
อยากหัวเราะก็หัวเราะออกมาสิ ฝืนเก็บไว้อย่างนั้นไม่อึดอัดหรือ
ในเวลานั้นเอง คุณหนูรองเสิ่นหลิงหลงก็เอ่ยทันทีว่า “ท่านย่า หลานไม่ไปนะเ้าคะ”
นางพูดด้วยท่าทีรู้สึกผิดเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเงยหน้าเล็กน้อย “เป็อะไรไป”
เสิ่นหลิงหลงกล่าวอย่างกระดากอาย “เมื่อวานตอนอยู่ลานฝึก หลานข้อเท้าพลิก ตอนนี้เดินยังกะเผลกอยู่เลย หากไปคงกระทบภาพลักษณ์ของจวนแม่ทัพเราเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นค่อนข้างชอบใจหลานสาวที่ไม่รักเครื่องประดับแต่รักการฝึกยุทธ์คนนี้ไม่น้อย
เพราะพวกเขาเป็จวนแม่ทัพ ไม่ใช่ตระกูลขุนนางบุ๋นเ่าั้
อย่างไรก็ตาม ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็กล่าวอย่างจนใจ “คราวนี้พวกเราไปงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดในนามขององค์หญิงจิ้งอัน อันที่จริงให้ป้าสะใภ้ใหญ่ของพวกเ้าช่วยดูๆ คู่ให้พวกเ้าด้วยก็ดี ตอนนี้พวกเ้าก็โตกันแล้ว ถึงเวลาต้องเริ่มหาคู่ครองแล้ว”
นอกจากคุณหนูใหญ่ที่ออกเรือนไปแล้ว เหล่าคุณหนูที่อายุใกล้เคียงกันที่เหลืออยู่ในจวนล้วนยังไม่ได้หมั้นหมาย
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพูดออกมาตรงๆ เสิ่นม่านซูก็หันไปมองทางนั้น ก็พบว่าซูฉินตื่นเต้นและกระวนกระวายยิ่งกว่าเดิม มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนเกิดรอยยับ
ฮึ ผู้หญิงหนอผู้หญิง
คงกำลังคิดว่าถึงเวลานั้นจะหาทางคุยกับองค์ชายเจ็ดตามลำพังอย่างไรสินะ
ความจริงแล้วเสิ่นม่านซูก็ยินดีกับเื่ที่เกิดขึ้นเช่นกัน
เพียงแต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายมักจะบังเอิญพบองค์ชายเจ็ดอยู่เสมอ…บางทีนางอาจช่วยเหลือญาติผู้น้องคนนี้ เพื่อเป็การตอบแทนที่เคยให้กำลังใจนางกลืนทองดีหรือไม่
เมื่อเสิ่นอี๋เหวินได้ยินที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวถึงคู่ครอง นางก็พยายามกลั้นยิ้มเช่นกัน
ในเมื่อองค์ชายเจ็ดยังหมายตาซูฉินได้ บางทีในงานเลี้ยงนี้ อาจมีองค์ชาย บุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์ หรือแม้แต่มารดาของบุตรหลานเ่าั้เห็นนางเข้าตาก็เป็ได้!
แต่เสิ่นหลิงหลงกลับส่ายหน้ากล่าว “ท่านย่า ป้าสะใภ้ใหญ่เ้าคะ หากเป็เช่นนั้น หลานยิ่งไม่อยากไปเ้าค่ะ หลานเคยพูดแล้วว่าจะหาสามีเป็แม่ทัพที่มีฝีมือ ไม่ใช่พวกคุณชายผอมบางเ่าั้”
“เหลวไหล! เ้าเป็กุลสตรี พูดเช่นนี้ได้อย่างไร!” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถึงกับโกรธจนอยากหัวเราะ
เสิ่นหลิงหลงรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่ได้โกรธจริง จึงหัวเราะแหะๆ แล้วไม่พูดอะไรต่อ
แต่เมื่อเสิ่นม่านซูได้ยินเช่นนั้น กลับรู้สึกชื่นชมพี่หญิงรองผู้นี้ขึ้นมาทันที
การทำตามใจตนเอง นั่นแหละคืออุปนิสัยแท้จริง
เสิ่นหลิงหลงรู้สึกถึงสายตาที่เสิ่นม่านซูมองมา จึงหันไปจ้องนางเขม็ง
เสิ่นม่านซูกระอักกระอ่วนทันที
นางลืมไปเสียสนิทว่าพี่หญิงรองที่นิสัยตรงไปตรงมาและดุดันผู้นี้ เกลียดท่าทีที่เ้าของร่างเดิมทำราวกับจะเป็จะตายเพื่อบุรุษที่สุด
แต่นี่ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าพี่หญิงรองผู้นี้ทัศนคติถูกต้อง ถือว่าคบหาได้
สุดท้ายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็จนปัญญา จึงบอกกับเสิ่นหลิงหลงว่าให้นางตัดสินใจเอง หากไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป
ในเมื่อจะต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน เช่นนั้นย่อมต้องเตรียมตัวไม่น้อย ทั้งจะสวมชุดอะไร สวมเครื่องประดับแบบไหน รวมถึงต้องระวังสิ่งใดบ้าง
ทางด้านตู้ซื่อฮูหยินบ้านสามเพิ่งกลับมาจากบ้านเดิม พอได้ยินว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวไม่ยอมไปงานเลี้ยงสำคัญเช่นนี้ ก็ะเิอารมณ์ทันที!
รีบดึงตัวบุตรสาวมาอบรมสั่งสอนอย่างหนัก
ส่วนคุณหนูสี่เสิ่นอี๋เหวินก็อยากไปดูความครึกครื้น แต่ก็กลัวว่าหากภรรยาเอกโกรธ จะไม่ยอมให้นางไปเช่นกัน…
ขณะที่ทางบ้านสามกำลังวุ่นวายราวไก่บินสุนัขะโ[1] ทางบ้านหลักกลับสงบเรียบร้อย
เสิ่นม่านซูถือขนมถั่วเขียวสอดไส้ที่เพิ่งทำเสร็จวางลงด้านข้าง จากนั้นก็รินชาให้หลินซื่อ
หลินซื่อกล่าวว่า “แม่ไม่คิดเลยว่าคราวนี้ท่านย่าของเ้าจะให้ซูฉินไปด้วย”
เสิ่นม่านซูยิ้มแล้วกล่าวว่า “นางกับองค์ชายเจ็ดต่างมีใจให้กัน นางย่อมต้องไปงานครั้งนี้อยู่แล้ว มิฉะนั้นคู่รักคู่นี้ก็แทบไม่มีโอกาสได้พบกันเลยนะเ้าคะ”
หลินซื่อมองท่าทางสงบนิ่งเรียบร้อยของบุตรสาวอย่างละเอียด ั์ตาไม่มีความเศร้าหรือความขุ่นข้องใดๆ เลย จึงพยักหน้ากล่าวอย่างพอใจ “ซูเอ๋อร์ ดูท่าเ้าคงตัดองค์ชายเจ็ดได้แล้วจริงๆ”
“สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ย่อมมิอาจหวนคืน ลูกคิดว่าตนได้ทุ่มเทในการรักใครสักคนจนถึงที่สุดแล้ว ในเมื่อเขาไม่เห็นคุณค่า ก็เป็เพียงเพราะเขาไร้สายตา ลูกจึงไม่จำเป็ต้องยืนกรานอีกต่อไป” เสิ่นม่านซูกล่าวอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น
แท้จริงแล้วตอนที่อ่านนิยายเล่มนี้ นางก็คิดเช่นนี้
การชอบใครคนหนึ่ง ย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดหัวใจ แต่หากอีกฝ่ายไม่ได้ชอบ กลับใช้ประโยชน์จากเราในทุกเื่ และยังเหยียบย่ำความจริงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนเช่นนี้ ต่อให้ยอดเยี่ยมเพียงใด ก็ไม่คู่ควรให้ชอบ!
องค์ชายเจ็ดจวินมั่วหานก็เป็คนเช่นนั้น
แม้เขาจะรูปงามเฉลียวฉลาด วางแผนการได้รอบคอบ รู้จักยืดหยุ่น แม้ท้ายที่สุดจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ั แต่ก็ยังไม่ใช่คนที่เสิ่นม่านซูโปรดปราน
เพราะตัวเอกชายผู้นี้เ็าและไร้ความผูกพันเกินไป
ในนิยายต้นฉบับ สุดท้ายองค์ชายเจ็ดไม่ได้สตรีที่เป็ดั่งแสงจันทร์ขาวในใจอย่างซูฉิน จึงยังคงคิดถึงไม่ลืมเลือน
เช่นนั้นในครั้งนี้ หากเขาได้แล้ว เขาจะเห็นคุณค่านางหรือไม่
หลินซื่อตบมือบุตรสาวเบาๆ แล้วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “แล้วซูเอ๋อร์ของพวกเราอยากแต่งงานกับสามีแบบใดหรือ”
บุตรสาวถึงวัยปักปิ่น[2]แล้ว ย่อมต้องเริ่มจัดการเื่การแต่งงาน ยิ่งเมื่อมีองค์ชายเจ็ดคอยหมายตาอยู่เช่นนี้ เื่นี้ยิ่งล่าช้าไม่ได้
แม่ทัพของตระกูลพวกนางภักดีต่อฮ่องเต้ ถือครองอำนาจทหารของแคว้นต้าฉี ย่อมถูกกำหนดไว้แล้วว่ามิอาจเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงบัลลังก์
เสิ่นม่านซูชะงักไปเล็กน้อย นางไม่เคยมีคนรัก แม้จะเคยมีข่าวลือและเป็กระแสอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีแฟนจริงๆ
เมื่อเห็นสายตาเป็ห่วงของหลินซื่อ นางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วลองกล่าวว่า “ต้องหน้าตาดีหรือไม่”
หลินซื่อ “…”
หากมองแค่ภายนอกก็ออกจะตื้นเขินไปบ้าง…
แต่เมื่อหลินซื่อคิดอีกที ขอเพียงบุตรสาวไม่คิดถึงองค์ชายเจ็ดอีก ต่อให้วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในครัว หรือชอบบุรุษรูปงาม…ก็ไม่เป็ไร!
ว่าไปแล้วที่ม่านซูเคยชอบองค์ชายเจ็ด ก็คงเพราะเขาหน้าตาดีสินะ
หลินซื่อครุ่นคิดเงียบๆ ว่าอีกสักพักต้องหาเวลาคุยกับแม่ทัพสักหน่อย
บุตรชายบ้านใดหน้าตาดีที่สุด…ต้องหาให้ดีกว่าองค์ชายเจ็ดให้ได้!
เสิ่นม่านซูไม่รู้ว่าความคิดของหลินซื่อเบี่ยงเบนไปไกลถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังเกิดความเข้าใจผิดอันงดงามขึ้นมา
แท้จริงแล้วหากเป็ไปได้ นางไม่อยากแต่งงานเลย หากอยู่ในจวนแม่ทัพไปจนแก่เฒ่าได้ย่อมดีที่สุด
นางอยากปกป้องครอบครัวที่แสนน่ารักนี้ให้ดี
หลังพูดคุยกับมารดาและเลือกอาภรณ์กับเครื่องประดับสำหรับงานเลี้ยงเสร็จ เสิ่นม่านซูก็กลับไปยังเรือนของตน นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เขียนใส่กระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งแล้วผูกไว้ที่ขาของนกพิราบส่งสาร
[1] ไก่บินสุนัขะโ หมายถึง สถานการณ์วุ่นวายอลหม่าน แตกตื่นโกลาหลไปหมด
[2] วัยปักปิ่น หมายถึง ธรรมเนียมของจีนสมัยโบราณ เมื่อสตรีอายุครบสิบห้าปี จะเข้าพิธีปักปิ่น เพื่อแสดงถึงการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว